นับถอยหลัง ‘กรุงเทพฯ จมทะเลล้านเปอร์เซ็นต์’ สแกนวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่

30 ก.ย. 2569 - 16:05

  • ระเบิดเวลาปี 2580 นักวิชาการฟันธงกรุงเทพฯ จมบาดาลเร็วขึ้น เหตุอุณหภูมิโลกทะลุจุดเดือด ดินทรุดปีละ 2 ซม.

  • กับดัก “เมืองสูบน้ำ” สภาพแวดล้อมผืนดินต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ฝืนธรรมชาติด้วยกระสอบทรายและเครื่องสูบน้ำแบบ “เบี้ยหัวแตก”

  • ทางรอดเชิงยุทธศาสตร์ กทม.-รัฐบาล ต้องก้าวข้ามการแก้ปัญหาระยะสั้น เร่งสร้างแผนแม่บท-ผังเมืองใหม่ ป้องกันวิกฤตประชากร 12 ล้านคน

นับถอยหลัง ‘กรุงเทพฯ จมทะเลล้านเปอร์เซ็นต์’ สแกนวิกฤตสภาพอากาศสุดขั้ว ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่

“กรุงเทพฯ จมทะเล ล้านเปอร์เซ็นต์”

— ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ วิศวกร และอดีตประธานกรรมการของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าว

…ขอโทษทีเถอะ มีเรื่องไหนที่นักวิชาการไม่เถียงกันบ้าง?

นักวิชาการมีหน้าที่เถียงกัน

มีอยู่เรื่องเดียวที่นักวิชาการทั่วโลกไม่เถียงกันเลย ก็คือเรื่อง “กรุงเทพฯ จมทะเล”

แล้วบอกจะมาเร็วกว่าที่คิด!

...ปี 80 (พ.ศ. 2580) เนี่ยอาจจะเหนื่อยแล้ว ปีนี้ 2569 นะ อีกสิบกว่าปีเองนะ”

คำเตือนจาก ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ วิศวกรและอดีตประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ที่ว่า “กรุงเทพฯ จมทะเล ล้านเปอร์เซ็นต์!!” ไม่ใช่เพียงประโยคสร้างความตื่นตระหนก แต่มันคือความเป็นจริงทางวิทยาศาสตร์ที่นักวิชาการทั่วโลกต่างเห็นพ้องตรงกันแบบไร้ข้อโต้แย้ง

เดิมทีชุมชนวิชาการตั้งกรอบเวลาไว้ที่ปี พ.ศ. 2580 แต่ด้วยอัตราการเร่งของสภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำต่างส่งสัญญาณเตือนไปในทิศทางเดียวกันว่า “ภัยพิบัติครั้งนี้จะมาเร็วกว่าที่คาดไว้”

น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2569
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2569

วิกฤตโครงสร้างระดับน้ำ

เมื่อกรุงเทพฯ กลายเป็น “ก้นกระทะ”

สาเหตุพื้นฐานที่ทำให้กรุงเทพฯ เผชิญความเสี่ยงขั้นสูงสุด เกิดจาก “โครงสร้างระดับน้ำ” ที่ผิดธรรมชาติต่างไปจากในอดีต ปัจจุบันระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก็สูงกว่าระดับน้ำในคลองสายหลัก อย่างคลองแสนแสบและคลองลาดพร้าว

สิ่งนี้บังคับให้กรุงเทพฯ ตกอยู่ในสภาพ “เมืองสูบน้ำ” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อฝนตก การระบายน้ำต้องทำผ่านกระบวนการหลายซ้อน w,j;jk0t

  • สูบน้ำออกจากซอยขึ้นสู่ถนน
  • สูบน้ำจากถนนลงสู่คลอง
  • สูบน้ำจากคลองขึ้นสู่แม่น้ำเจ้าพระยา
sustainability-3-waters-upstream-seawater-stormwater-test-bangkok-SPACEBAR-Photo02.jpg

ดร.สุชัชวีร์ เปรียบเปรยให้เห็นภาพชัดเจนว่า การรับมือของ กทม. ในปัจจุบัน “เปรียบเสมือนการนำหลอดดูดนมยาลคูลท์ไปพยายามดูดน้ำในกระทะคอนกรีต” ซึ่งเป็นการฝืนธรรมชาติที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังและน้ำทะเลหนุนได้อย่างแท้จริงเมื่อเกิดฝนตกหนัก

ภัยสองเด้ง โลกร้อนกัดกร่อน + แผ่นดินทรุดปีละ 2 ซม.

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จาก องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ในช่วงปี ค.ศ. 2025–2029 อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเกินขีดจำกัด 1.5 องศาเซลเซียสตามข้อตกลงปารีส ส่งผลให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลาย และดันระดับน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ UN เคยเตือนกรุงเทพฯ เสี่ยงเจอน้ำท่วมร้ายแรง-เมืองกำลังทรุดตัว 40% จะจมภายในปี 2030

พื้นที่ 40% ของกรุงเทพฯ อาจเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังเร็วที่สุดภายในปี 2030 อันเนื่องมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักอย่างรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

— ธนาคารโลกคาดการณ์

ทางด้าน ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมไทย เคยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตเฉพาะพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯ และสมุทรปราการว่า กำลังเผชิญศึกสองด้านพร้อมกัน

  1. ระดับน้ำทะเลอ่าวไทยตอนบนสูงขึ้น เพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 5.8 มิลลิเมตรต่อปี
  2. แผ่นดินทรุดตัว เกิดขึ้นเฉลี่ย 1–2 เซนติเมตรต่อปี จากสภาพฐานรากที่เป็นดินเหนียวอ่อน ซ้ำเติมด้วยการสูบน้ำบาดาล การก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ และแรงกดทับของโครงสร้างเมือง
“วัดขุนสมุทรจีน” ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ พื้นที่ที่มีการกัดเซาะที่รุนแรงที่สุดในประเทศไทย อดีตมีเนื้อที่กว่า 76 ไร่ ปัจจุบันเหลือเพียง 5 ไร่ / Sonthi Kotchawat
“วัดขุนสมุทรจีน” ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ พื้นที่ที่มีการกัดเซาะที่รุนแรงที่สุดในประเทศไทย อดีตมีเนื้อที่กว่า 76 ไร่ ปัจจุบันเหลือเพียง 5 ไร่ / Sonthi Kotchawat
ภาพการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ณ จังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร / กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
ภาพการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน ณ จังหวัดสมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร / กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนที่สุดคือ “วัดขุนสมุทรจีน” อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ จากเดิมที่มีเนื้อที่กว่า 76 ไร่ ปัจจุบันเหลือเพียง 5 ไร่ยื่นไปกลางทะเล ที่ดินส่วนใหญ่จมหายไปจากการกัดเซาะชายฝั่งเพียงไม่กี่สิบปี

หากไม่มีมาตรการรับมือเชิงโครงสร้าง คาดการณ์ว่าภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญและชุมชนที่มีประชากรกว่า 12 ล้านคนในกรุงเทพฯ และสมุทรปราการ จะถูกน้ำทะเลกลืนหายไปเกือบทั้งหมด

กับดักงบประมาณ ‘เบี้ยหัวแตก’ และภาระที่ไม่เป็นธรรมของอยุธยา

ปัญหาสำคัญของการบริหารจัดการน้ำในปัจจุบัน คือการขาดความเป็นผู้นำและการแก้ปัญหาแบบ "ผ่อนผันไปวันๆ" ที่ผ่านมา งบประมาณ กทม. ถูกนำไปใช้ในลักษณะ เบี้ยหัวแตก วนเวียนอยู่กับการไล่จัดซื้อเครื่องสูบน้ำ วางกระสอบทราย และขุดลอกคูคลอง ซึ่งเป็นเพียงยาแก้ปวดระยะสั้น แต่ไม่มีการรวมศูนย์งบประมาณเพื่อลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Infrastructure) ที่แก้ปัญหายั่งยืน

นอกจากนี้ การบล็อกน้ำเพื่อปกป้องกรุงเทพฯ ยังสร้างผลกระทบเชิงสังคมอย่างรุนแรง ทำให้ประชาชนในจังหวัดอยุธยาต้องรับภาระจมน้ำขังยาวนานถึง 6 เดือนต่อปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งในเชิงการจัดการระบบนิเวศ

"หากกทม. ดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเต็มพิกัดทั้งการใช้องค์ความรู้งบประมาณระดับแสนล้านและอำนาจทางกฎหมายกทม.จะสามารถบรรเทาปัญหาและทำให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่อย่างน้อย 50%"

— ข้อสรุปสำคัญจากทัศนะของ ดร.สุชัชวีร์

ทางรอดระดับยุทธศาสตร์

วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ เกินขอบเขตอำนาจของผู้ว่าฯ กทม.เพียงลำดับเดียว แต่ผู้ว่าฯ กทม. ต้องแสดงบทบาทเป็น “เจ้าภาพ” นำร่องแก้ไขในระดับพื้นที่ แล้วประสานเสนอโครงการข้ามกระทรวงต่อ นายกรัฐมนตรี เพื่อขับเคลื่อนเป็นวาระแห่งชาติ

ปัจจุบัน รัฐบาลโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำลังเร่งจัดทำ “แผนแม่บทการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” พร้อมประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 4 ของปี พ.ศ. 2596

sustainability-3-waters-upstream-seawater-stormwater-test-bangkok-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อหยุดนาฬิกานับถอยหลังกรุงเทพฯ จมทะเล

•                         ปรับผังเมืองใหม่ (Climate-Resilient Urban Planning) ควบคุมการเติบโตของเมืองในพื้นที่เสี่ยง หยุดยั้งการดึงน้ำบาดาล และเว้นคูคลองสายธรรมชาติเป็นแก้มลิง

•                         สร้างแนวกั้นน้ำและฟื้นฟูธรรมชาติ เสริมแนวป้องกันน้ำทะเลที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการปลูกป่าชายเลนแถบบางขุนเทียนและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนเพื่อเป็นแนวกระแทกคลื่นธรรมชาติ

•                         ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานจัดการน้ำ ตัดสินใจลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น ประตูกั้นน้ำทะเลหนุน หรือระบบอุโมงค์ระบายน้ำยุทธศาสตร์ ที่พึ่งพาแรงโน้มถ่วงมากกว่าการสูบน้ำฝืนธรรมชาติ

•                         เร่งลดก๊าซเรือนกระจก (Net Zero) ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนอย่างจริงจังเพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก

เวลาในการแก้ไขวิกฤตกรุงเทพฯ กำลังนับถอยหลัง หากผู้นำระดับนโยบายยังขาดความกล้าหาญที่จะลงมือทำในวันนี้ “กรุงเทพมหานคร” อาจหลงเหลืออยู่เพียงชื่อในประวัติศาสตร์ใต้ผืนน้ำทะเลในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์