ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนที่ทำให้ “ธารน้ำแข็ง” ทั่วโลกละลายอย่างรวดเร็ว นักวิทยาศาสตร์กำลังหันไปจับตาพื้นที่หนึ่งซึ่งดูเหมือนจะ “สวนทาง” กับแนวโน้มของโลก นั่นคือเทือกเขาปามีร์ในทาจิกิสถาน พื้นที่ซึ่งธารน้ำแข็งไม่เพียงต้านทานการละลาย แต่ยังเพิ่มปริมาณขึ้นเล็กน้อย
ปรากฏการณ์นี้รู้จักกันในชื่อ “Pamir–Karakoram anomaly” และกำลังกลายเป็นจุดสนใจสำคัญของงานวิจัยด้านภูมิอากาศระดับโลก

หนึ่งในผู้ที่กำลังพยายามไขความลับดังกล่าวคือ ศาสตราจารย์ โยชิโนริ อิอิซึกะ นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยฮอกไกโด ซึ่งนำทีมศึกษาตัวอย่าง “แกนน้ำแข็ง” จากธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดน้ำแข็งจึงยังคงอยู่รอดท่ามกลางโลกที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ธารน้ำแข็งที่ไม่ยอมละลาย
การค้นพบในเทือกเขาปามีร์สร้างความสนใจในวงการวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ภูเขาเพียงแห่งเดียวบนโลกที่ธารน้ำแข็งไม่แสดงแนวโน้มละลายอย่างชัดเจนเหมือนพื้นที่อื่นๆ ในทุกทวีป
นักวิจัยเชื่อว่า หากสามารถอธิบายกลไกเบื้องหลังการเพิ่มขึ้นของมวลน้ำแข็งในพื้นที่นี้ได้ ความรู้นี้อาจนำไปสู่การพัฒนาวิธีปกป้อง หรืออย่างน้อยชะลอการสูญเสียธารน้ำแข็งในภูมิภาคอื่นของโลก

เจาะแกนน้ำแข็งบนความสูงกว่า 5,800 เมตร
ทีมวิจัยเดินทางฝ่าภูมิประเทศและสภาพอากาศที่โหดร้ายไปยังพื้นที่ที่ถูกน้ำแข็งปกคลุมหนา Kon-Chukurbashi ที่ระดับความสูง 5,810 เมตร เพื่อเจาะแกนน้ำแข็งจำนวนสองแท่ง แต่ละแท่งมีความยาวประมาณ 105 เมตร
แกนน้ำแข็งหนึ่งแท่งถูกนำไปเก็บรักษาไว้ในคลังตัวอย่างใต้ดินที่ทวีปแอนตาร์กติกา ภายใต้โครงการอนุรักษ์ของมูลนิธิ Ice Memory เพื่อเปิดโอกาสให้การศึกษาระยะยาวในอนาคต ส่วนอีกแท่งถูกส่งไปยังสถาบันวิทยาศาสตร์อุณหภูมิต่ำ มหาวิทยาลัยฮอกไกโด เมืองซัปโปโร ที่นักวิทยาศาสตร์ทำงานในห้องปฏิบัติการอุณหภูมิต่ำถึง −20 องศาเซลเซียส เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างของน้ำแข็งอย่างละเอียด
การวิเคราะห์เพื่อไขความลับอดีต
แกนน้ำแข็งเปรียบเสมือน “คลังข้อมูลภูมิอากาศ” ที่บันทึกสภาพอากาศในอดีตไว้เป็นชั้นๆ บนชั้นน้ำแข็งสามารถบ่งชี้ถึงช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงพอให้เกิดการละลายแล้วแข็งตัวใหม่
ชั้นหิมะที่มีความหนาแน่นต่ำสะท้อนปริมาณหิมะและฝนในแต่ละยุค ร่องรอยจากวัสดุภูเขาไฟ เช่น ไอออนซัลเฟต ใช้เป็นหลักหมุดบอกช่วงเวลา ขณะที่ไอโซโทปของน้ำช่วยเปิดเผยอุณหภูมิในอดีต
นักวิทยาศาสตร์หวังว่า แกนน้ำแข็งชุดนี้อาจเก็บข้อมูลย้อนหลังไปได้นานถึง 10,000 ปี แม้ว่าธารน้ำแข็งส่วนใหญ่ในพื้นที่จะเคยละลายไปบางส่วนในช่วงอากาศอบอุ่นเมื่อราว 6,000 ปีก่อนก็ตาม

จากอดีต...สู่ความหวังสำหรับอนาคต
การศึกษาน้ำแข็งโบราณไม่ได้ช่วยเพียงอธิบายปรากฏการณ์เฉพาะพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้เข้าใจว่าสิ่งแวดล้อมโลกตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์อย่างไรในระยะยาว
โยกินูมะ นักศึกษาปริญญาโทที่ร่วมงานวิจัย กล่าวว่า แกนน้ำแข็งเป็นตัวอย่างที่มีคุณค่าและไม่ซ้ำใคร เราต้องวิเคราะห์ทั้งทางเคมีและทางกายภาพอย่างระมัดระวัง
นักวิทยาศาสตร์ยังมีแผนใช้ตัวอย่างเหล่านี้ตรวจสอบร่องรอยมลพิษจากกิจกรรมมนุษย์ในอดีต เช่น การทำเหมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพอากาศ อุณหภูมิ และรูปแบบของฝนในภูมิภาคนี้
ทั้งนี้ ทีมวิจัยคาดว่าจะเผยแพร่ผลการศึกษาเบื้องต้นได้ภายในปีหน้า โดยมองว่างานวิจัยนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจชะตากรรมของธารน้ำแข็งโลก และช่วยกู้ธารน้ำแข็งทั่วโลกจากการสูญหายไปตลอดกาล ในยุคที่ภาวะโลกร้อนกำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง



