สหรัฐฯ-อินโดนีเซียลงนามความร่วมมือด้านกลาโหมครั้งใหญ่ท่ามกลางการจับตาสหรัฐฯ อาจใช้น่านฟ้าโดยไม่ต้องขออนุญาต

15 เม.ย. 2569 - 14:48

  •   ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถเชิงอสมมาตรที่ซับซ้อน การบุกเบิกเทคโนโลยีป้องกันประเทศรุ่นใหม่ในด้านการเดินเรือ ใต้น้ำ และระบบอัตโนมัติ

  • กองทัพของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกันมากกว่า 170 ครั้งในแต่ละปี

  • อินโดนีเซียกังวลหากอนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าอินโดนีเซียโดยไม่มีเงื่อนไข อาจทำให้จาการ์ตาเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ได้

สหรัฐฯ-อินโดนีเซียลงนามความร่วมมือด้านกลาโหมครั้งใหญ่ท่ามกลางการจับตาสหรัฐฯ อาจใช้น่านฟ้าโดยไม่ต้องขออนุญาต

สหรัฐฯ และอินโดนีเซียลงนามความร่วมมือด้านกลาโหมครั้งใหญ่ โดย พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยกย่องการจัดตั้งความร่วมมือนี้กับอินโดนีเซียว่า เน้นย้ำถึง “ความแข็งแกร่งและศักยภาพ” ของความสัมพันธ์กับอินโดนีเซียในการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เฮกเซธได้ให้การต้อนรับ พล.อ.ชาฟรี ซยัมซุดดิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียที่เพนตากอนเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเป็นสถานที่ลงนามในข้อตกลง

เฮกเซธเผยว่า “ความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของเรา…เสริมสร้างการป้องปรามในภูมิภาค และส่งเสริมความมุ่งมั่นร่วมกันของเราเพื่อสันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังเผยอีกว่า ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ และอินโดนีเซีย “มีความเคลื่อนไหวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง” โดยระบุว่า กองทัพของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกันมากกว่า 170 ครั้งในแต่ละปี

แถลงการณ์ร่วมเกี่ยวกับการเป็นพันธมิตรใหม่ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะร่วมกันพัฒนา “ขีดความสามารถเชิงอสมมาตรที่ซับซ้อน การบุกเบิกเทคโนโลยีป้องกันประเทศรุ่นใหม่ในด้านการเดินเรือ ใต้น้ำ และระบบอัตโนมัติ” และการปรับปรุงความพร้อมในการปฏิบัติการ

พล.อ.ชาฟรีเผยว่า “เรามาที่นี่ในฐานะผู้แทนจากอินโดนีเซีย…ด้วยความกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะสานต่อความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศของเรา ซึ่งควรจะยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไปของเราในอินโดนีเซียและสหรัฐฯ”

เขากล่าวเสริมว่า “เราทำงานบนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกันและผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อเพิ่มคุณค่าของผลประโยชน์ของชาติของเรา”

การลงนามในความร่วมมือครั้งนี้เกิดขึ้นหนึ่งวันหลังจากมีรายงานในอินโดนีเซียว่า ทั้งสองประเทศกำลังหารือเกี่ยวกับข้อเสนอที่จะอนุญาตให้เครื่องบินรบของสหรัฐฯ เข้าถึงน่านฟ้าของอินโดนีเซีย

สื่อหลายสำนักรายงานเมื่อวันอาทิตย์ว่า สหรัฐฯ กำลังพยายามขออนุญาตให้เครื่องบินทหารบินผ่านน่านฟ้าอินโดนีเซียอย่างครอบคลุม โดยระบุว่า ประธานาธิบดี ปราโบโว สุเบียนโต ของอินโดนีเซียได้อนุมัติข้อเสนอดังกล่าวแล้ว

กระทรวงกลาโหมในกรุงจาการ์ตาตอบโต้รายงานดังกล่าวโดยออกแถลงการณ์ว่า ทั้งสองประเทศยังคงหารือเกี่ยวกับ “หนังสือแสดงเจตจำนง” และร่างเบื้องต้นเกี่ยวกับการบินผ่านน่านฟ้ากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาภายในเท่านั้น ร่างดังกล่าวไม่ใช่ฉบับจริงและไม่มีผลผูกพัน

กระทรวงกลาโหมระบุอีกว่า การควบคุมน่านฟ้าอินโดนีเซียเป็นของอินโดนีเซีย และข้อตกลงกับประเทศอื่นๆ จะปกป้องอธิปไตยของอินโดนีเซียและปฏิบัติตามกฎหมายของอินโดนีเซีย

ริโก ริคาร์โด ซิไรต์ โฆษกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเผยกับ Jakarta Globe ว่า “ข้อตกลงนี้ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และไม่สามารถนำมาใช้เป็นพื้นฐานสำหรับนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นทางการได้”  และว่า “อำนาจ การควบคุม และการกำกับดูแลน่านฟ้าของอินโดนีเซียเป็นอำนาจของประเทศเราโดยสมบูรณ์ กฎระเบียบใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นจะต้องรับประกันอำนาจเต็มของอินโดนีเซียในการอนุมัติหรือปฏิเสธกิจกรรมใดๆ ในน่านฟ้าของประเทศ”

ในเวลาต่อมา สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซียได้เตือนกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ในจดหมายที่ส่งเมื่อต้นเดือนเมษายนว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ ที่จะอนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าอินโดนีเซียโดยไม่มีเงื่อนไข อาจทำให้จาการ์ตาเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ได้

Reuters รายงานอีกว่า แถลงการณ์ของเพนตากอนที่ตามมาหลังลงนามร่วมกันไม่ได้กล่าวถึงการบินผ่านน่านฟ้าแต่อย่างใด แม้ว่าแหล่งข่าว 2 แหล่งในอินโดนีเซียจะระบุว่าข้อเสนอของสหรัฐฯ เคยมีกำหนดจะลงนามที่นั่นมาก่อนก็ตาม

ในจดหมาย กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียเรียกร้องให้กระทรวงกลาโหม ชะลอข้อตกลงขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ ออกไป ยังไม่ชัดเจนว่าเฮกเซธและพล.อ.ชาฟรีได้หารือเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องการบินผ่านน่านฟ้าหรือไม่

ขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเผยว่า การที่ไม่มีการกล่าวถึงการใช้น่านฟ้าในแถลงการณ์ ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้มีการหารือกันเป็นการส่วนตัว

จดหมายจากกระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ข้อเสนอของสหรัฐฯ ควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะจะทำให้สหรัฐฯ สามารถเพิ่มการสอดแนมและการลาดตระเวนโดยใช้น่านน้ำและดินแดนของอินโดนีเซีย และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับพันธมิตรทางยุทธศาสตร์อื่นๆ ในภูมิภาค รวมถึงจีน

จดหมายระบุว่า ข้อตกลงกับสหรัฐฯ จะทำให้เกิด “ความรู้สึกว่าอินโดนีเซียกำลังมีส่วนร่วมในพันธมิตรที่มีนัยของการเพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ เพราะจะทำให้อินโดนีเซียเป็นเป้าหมายที่เป็นไปได้ในสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค”

จดหมายระบุว่า เครื่องบินทหารของสหรัฐฯ จำนวนหนึ่งดำเนินการสอดแนมในทะเลจีนใต้ 18 ครั้ง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 ถึงเมษายน 2025 ซึ่งถือเป็นการละเมิดน่านน้ำและน่านฟ้าของอินโดนีเซีย และว่า การประท้วงของอินโดนีเซียเกี่ยวกับการปฏิบัติการนี้ไม่เคยได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสมจากสหรัฐฯ

โฆษกกระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียตอบคำถามของ Reuters เกี่ยวกับข้อสงวนที่กระทรวงการต่างประเทศยกขึ้นมาว่า “กระทรวงกลาโหมอินโดนีเซียเคารพความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของทุกกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง... ข้อเสนอใดๆ ไม่สามารถตีความได้ว่าเป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้าย”

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นหมู่เกาะที่มีเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลจีนใต้ โดยควบคุมหมู่เกาะนาตูนา ประเทศนี้เป็นประเทศที่ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และมุ่งมั่นที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับทั้งจีนและสหรัฐฯ

Photo by JIM WATSON / AFP

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์