กองทัพสหรัฐฯ จะเริ่มปิดล้อมเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และปิดกั้นการจราจรทางทะเลทั้งหมดที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่านในวันจันทร์นี้ (13 เม.ย.) เวลา 10.00 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ (21.00 เวลาไทย)
“นับจากนี้เป็นต้นไป กองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกองทัพเรือที่ดีที่สุดในโลก จะเริ่มดำเนินการปิดล้อมเรือทุกลำที่พยายามเข้าหรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซ...สหรัฐฯ จะปิดกั้นการผ่านแดนของเรือทุกลำที่จ่ายค่าธรรมเนียมให้แก่อิหร่าน และจะเริ่มดำเนินการกำจัดทุ่นระเบิดออกจากช่องแคบ”
— ทรัมป์ กล่าว
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่คณะเจรจาจากทั้ง 2 ฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์ได้
คำประกาศของทรัมป์ส่งผลให้ตลาดโลกเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้วตลาดโลกปิดตัวลงด้วยความหวังว่าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอาจนำไปสู่การยุติความวุ่นวายที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมานานกว่า 1 เดือนครึ่ง
กองทัพสหรัฐฯ จะดำเนินการปิดล้อมอย่างไร?

คู่มือผู้บัญชาการกองทัพเรือสหรัฐฯ เกี่ยวกับกฎหมายปฏิบัติการทางทะเลปี 2022 นิยาม ‘การปิดล้อม’ ไว้ว่า “ปฏิบัติการทางทหารเพื่อป้องกันไม่ให้เรือและ/หรืออากาศยานของทั้งรัฐศัตรูและรัฐที่เป็นกลาง เข้าหรือออกจากท่าเรือ สนามบิน หรือพื้นที่ชายฝั่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐศัตรู”
“โดยทั่วไปแล้ว การปิดล้อมมีจุดประสงค์เพื่อ ‘สกัดกั้นการไหลเวียนของสินค้าผิดกฎหมาย’ แต่ก็สามารถใช้เพื่อปิดกั้นพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยเฉพาะ เพื่อตัดขาดศัตรูจากน่านน้ำหรือน่านฟ้าสากลได้เช่นกัน”
— คู่มือระบุ
การปิดล้อมจะต้องได้รับการประกาศโดยรัฐบาล หรือผู้บัญชาการกองกำลัง เช่น ทรัมป์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ในฐานะประธานาธิบดี
ทั้งนี้ การประกาศปิดล้อมจะต้องมีรายละเอียดการปฏิบัติงานต่อไปนี้เป็นอย่างน้อย :
- วันที่จะเริ่มการปิดล้อม
- ขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของการปิดล้อม
- ระยะเวลาผ่อนผันที่อนุญาตให้เรือ หรือเครื่องบินของประเทศที่เป็นกลางออกจากเขตปิดล้อม
เพื่อให้การปิดล้อมคงอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องบังคับใช้การปิดล้อมด้วย ‘วิธีการทำสงคราม’ และใช้กับเรือ หรือเครื่องบินของทุกประเทศ แต่ต้องไม่ปิดกั้นการเข้าถึงท่าเรือและชายฝั่งที่เป็นกลาง
การปิดล้อมต้องไม่ขัดขวางการค้าและการติดต่อสื่อสารที่ไปหรือมาจากท่าเรือ หรือชายฝั่งทีของประเทศที่เป็นกลาง โดยมีเงื่อนไขว่าการค้าและการติดต่อสื่อสารดังกล่าวไม่ได้มีจุดหมายปลายทางหรือต้นทางจากพื้นที่ที่ถูกปิดล้อม
แต่การปิดล้อมที่มีจุดประสงค์ทำให้ประชาชนอดอยาก หรือกีดกันไม่ให้พวกเขาได้รับสิ่งของจำเป็นอื่นๆ เพื่อการดำรงชีวิตนั้นถือเป็น ‘สิ่งต้องห้าม’
ในตอนแรก ทรัมป์กล่าวว่า “กองทัพเรือสหรัฐฯ จะเริ่มกระบวนการปิดล้อมช่องแคบ ‘โดยมีผลทันที’” แต่ต่อมาในวันอาทิตย์ (12 เม.ย.) ทรัมป์ก็บอกกับ Fox News ว่า “การปิดล้อม ‘จะใช้เวลาสักหน่อย แต่จะได้ผลในไม่ช้า”
“การปิดล้อมจะถูกบังคับใช้อย่างเป็นธรรมกับเรือของทุกชาติที่เข้าหรือออกจากท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน รวมถึงท่าเรืออิหร่านทั้งหมดในอ่าวอาหรับและอ่าวโอมาน” แถลงการณ์ระบุ
ศูนย์บัญชาการกลางสหรัฐฯ (Centcom) ระบุเพิ่มเติมว่า “กองกำลังสหรัฐฯ จะไม่ขัดขวางเสรีภาพของเรือที่แล่นเข้าและออกจากท่าเรือที่ไม่ใช่ของอิหร่าน และจะมีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมแก่ผู้เดินเรือพาณิชย์ผ่านประกาศอย่างเป็นทางการก่อนเริ่มการปิดล้อม”
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย 3 คนในสหรัฐฯ บอกกับ BBC ว่า “การปิดล้อมอาจละเมิดกฎหมายทางทะเล” พร้อมตั้งคำถามว่า “การปิดล้อมซึ่งบังคับใช้ทางทหาร จะละเมิดข้อตกลงหยุดยิงในปัจจุบันหรือไม่?”
ปฏิบัติการปิดล้อมดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อโลกมากน้อยแค่ไหน...

“ในระยะสั้น คำขู่ของทรัมป์ที่จะปิดล้อมช่องแคบจะส่งผลกระทบต่อเรือเพียงไม่กี่ลำที่ยังคงแล่นอยู่ในเส้นทางน้ำนี้เท่านั้น ถ้าหากสหรัฐฯ ทำตามแผนนี้จริงๆ ก็จะหยุดยั้งเรือได้เพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น โดยรวมแล้ว มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย”
— ลาร์ เจนเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ‘Vespucci Maritime’ บริษัทขนส่งทางเรือ บอกกับ BBC
คำขู่ของทรัมป์ที่ว่าจะปิดกั้นการผ่านเข้าไปอย่างปลอดภัยของเรือทุกลำที่จ่ายค่าผ่านทางให้กับอิหร่าน ก็น่าจะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย เพราะบริษัทใดก็ตามที่ทำเช่นนั้นอยู่แล้ว ก็จะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรอยู่ก่อนหน้า
“มีเรือผ่านเข้ามาน้อยมาก และยิ่งมีน้อยลงไปอีกเมื่อเรือเหล่านั้นต้องจ่ายค่าผ่านทาง อีกทั้งเรือที่จ่ายเงินก็จะต้องอยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ อยู่แล้ว...บริษัทการเดินเรือส่วนใหญ่จะยังคงรอดูว่าจะมีข้อตกลงสันติภาพเบื้องต้นเกิดขึ้นหรือไม่ และมันจะยังคงมีผลอยู่ไหม ถ้าเป็นเช่นนั้น การกลับมาเพิ่มปริมาณการเดินเรือก็อาจเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป”
— เจนเซ่น กล่าว
ขณะที่ ผู้เชี่ยวชาญเผยว่า “การเจรจาหยุดยิงที่ล้มเหลวและภัยคุกคามที่จะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และอาจสูงขึ้นอีก”
มูลนิธิวิจัยนโยบายพลังงานซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ระบุว่า “สงครามกับอิหร่านส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบลดลงไปแล้วประมาณ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน” นอกจากนี้ยังมีการประเมินว่า “การปิดล้อมช่องแคบจะทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดลดลงประมาณ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน”
โทนี่ วูด ผู้อำนวยการโครงการด้านพลังงานของสถาบัน ‘Grattan Institute’ กล่าวว่า “ปัจจุบันน้ำมันดิบของอิหร่านที่ส่งออกผ่านช่องแคบฮอร์มุซนั้นส่งไปยังประเทศต่างๆ เช่น จีน...หากจีนถูกบังคับให้ไปซื้อน้ำมันจากประเทศอื่นเพื่อทดแทนปริมาณน้ำมันที่ได้รับจากอิหร่านในปัจจุบัน นั่นจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง”
“จะแย่ลงแค่ไหน? บอกยาก...ต้องใช้เวลาสักพักกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการตัดรายได้จากทรัพยากรของประเทศจะส่งผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม แต่มันจะส่งผลกระทบต่อราคาอย่างแน่นอน”
— วูด กล่าว
(Photo by Giuseppe CACACE / AFP)





