นายกฯ ฮุน มาเนต ของกัมพูชาชี้แจงว่า “รัฐบาลกัมพูชาจะมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกับไทยผ่านการเจรจาโดยตรงและการเจรจาทวิภาคี” ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงจากคำแถลงก่อนหน้านี้ ที่มีการกล่าวถึงการฟ้องร้องทางอาญาผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในการกล่าวถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อวันที่ 11 เมษายน มาเนตได้ย้ำว่า “แม้การฟ้อง ICJ ยังคงเป็นช่องทางที่เป็นไปได้ แต่กลไกระหว่างประเทศมักใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีในการตัดสิน ทำให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนตกอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอนและวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง”
“การต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนไม่มีวันสิ้นสุด” มาเนตกล่าวเตือน โดยยกตัวอย่างถึงความขัดแย้งปัจจุบันในยูเครนและฉนวนกาซาที่นองเลือดมาหลายปีก็มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่โต๊ะเจรจาในที่สุด
“หากประตูแห่งการเจรจายังเปิดอยู่ เราต้องใช้มันเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง มาตรการทวิภาคีเป็นวิธีที่เร็วที่สุด”
— มาเนต กล่าว
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์นี้คือ ‘บทบาทการทำงานของคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC)’ แม้จะมีคำวิจารณ์ในอดีตเกี่ยวกับความล่าช้าในการกำหนดเขตแดน แต่มาเนตได้เน้นย้ำถึงความคืบหน้าที่สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจปี 2000
จากด่านชายแดน 74 แห่งที่วางแผนไว้ตามแนวชายแดนยาว 874 กิโลเมตร ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับด่านชายแดน 43 แห่งแล้ว ด้วยการกำหนดเขตแดนที่เสร็จสิ้นไปแล้วกว่า 50% ซึ่งฝั่งกัมพูชามองว่า JBC เป็นเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ แม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม
แรงผลักดันสำหรับทางออกทวิภาคียังได้รับแรงหนุนจากการรับรู้ถึงความสอดคล้องกับรัฐบาลไทยชุดใหม่ด้วย กัมพูชารับทราบถึงนโยบายล่าสุดจาก อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ คนใหม่ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายข้อที่ 9 ซึ่งระบุว่า “ไทย จะแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชาอย่างสันติและผ่านการเจรจา”
“นโยบายดังกล่าวสะท้อนจุดยืนของกัมพูชาที่เรียกร้องให้แก้ไขสถานการณ์ชายแดนด้วยวิธีการสันติและกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ นโยบายของทั้ง 2 รัฐบาล ซึ่งเป็นผู้กุมกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหา ขณะนี้สอดคล้องกันและเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว”
— มาเนต กล่าว
มาเนตเน้นย้ำว่า “กลไกของ JBC มีความพร้อมเป็นพิเศษในการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากมีทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิดเฉพาะทาง ซึ่งแตกต่างจากการลาดตระเวนทางทหารที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บจากทุ่นระเบิด...JBC สามารถนำทางในเขตพิพาทได้อย่างปลอดภัยเพื่อจัดลำดับความสำคัญของการกำหนดเขตแดนในพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่”
“หากเรายังคงมีความหวังที่จะหาทางออกที่ยืนยันอธิปไตยของเราโดยปราศจากการนองเลือด ปราศจากการทำลายทรัพย์สินหรือชีวิตของประชาชน กองทัพ และตำรวจแห่งชาติ และเพื่อแก้ไขปัญหาให้จบสิ้นไปในคราวเดียวเพื่อไม่ให้ยืดเยื้อ เราต้องคว้าโอกาสนั้นไว้”
“เราไม่ต้องการสถานการณ์ที่ผู้คนไม่สามารถมองหน้ากันได้ไปชั่วอายุคน พวกเขาเคยเป็นเพื่อนกันเมื่อ 6 เดือนก่อน พวกเขาเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถมองหน้ากันได้ เราไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นต่อไป เรามาแก้ไขปัญหาเพื่อให้พวกเขากลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอีกครั้ง”
— มาเนต กล่าวเสริม
มาเนตกล่าวอีกว่า “กัมพูชาจะใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ ตั้งแต่คณะกรรมาธิการร่วม (JBC) ไปจนถึงคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อเปลี่ยนพรมแดนที่เคยถูกกำหนดด้วยการยิงปืนให้กลายเป็นพรมแดนแห่งสันติภาพที่ยั่งยืนและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทวิภาคีแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากจุดยืนเดิมของมาเนต เพราะก่อนหน้านี้ เขาเคยกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “กัมพูชาจะยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศอย่างน้อย 4 คดี รวมถึงคดีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปราสาทตาเมือนธมและปราสาทตาควายจากการโจมตีของกองทัพไทยในเดือนธันวาคม”
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา มาเนตได้เรียกร้องให้ฝ่ายไทยเตรียมทีม JBC เพื่อกลับมาทำงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชาอีกครั้ง
(Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP)





