ไซปรัสเจอเหมือนไทย : วิกฤต ‘ยึดครองเงียบ’ เมื่อทุนอิสราเอลกว้านซื้อที่ดิน จนคนท้องถิ่นกลายเป็นคนนอก (?)

11 ก.ย. 2569 - 20:33

  • สังคมไทยกำลังถกเถียงกันเรื่องกฎหมายนอมินีและทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนอิสราเอลที่กว้านซื้อที่ดินในภูเก็ต เกาะพะงัน หรือที่อำเภอปาย จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่คนท้องถิ่นเรียกร้องให้รัฐบาลล้างบางขบวนการนอมินีเหล่านี้อย่างจริงจัง

  • กระบวนการกว้านซื้อที่ดินดังกล่าวไม่ได้เกิดแค่ที่ไทยเท่านั้น แต่ประเทศเกาะสวรรค์อย่าง ‘ไซปรัส’ ก็กำลังเจอวิกฤตคล้ายๆ กันที่ทุนอิสราเอลกำลังแห่กว้านซื้อที่ดินและคอนโดหรู

  • คนท้องถิ่นเริ่มหวาดผวาว่า “พวกเขากำลังจะสูญเสียประเทศให้กับกลุ่มทุนต่างชาติ”...หรือนี่อาจเป็น ‘การยึดครองประเทศ’ รูปแบบใหม่ในคราบอสังหาริมทรัพย์

ไซปรัสเจอเหมือนไทย : วิกฤต ‘ยึดครองเงียบ’ เมื่อทุนอิสราเอลกว้านซื้อที่ดิน จนคนท้องถิ่นกลายเป็นคนนอก (?)

ในขณะที่สังคมไทยกำลังถกเถียงกันเรื่องกฎหมายนอมินีและทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนอิสราเอลที่กว้านซื้อที่ดินในภูเก็ต เกาะพะงัน เกาะสมุย หรือที่อำเภอปาย กลายเป็นประเด็นร้อนจนมีม็อบคนไทยรวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลล้างบางขบวนการนอมินีเหล่านี้อย่างจริงจัง 

ทว่ากระบวนการกว้านซื้อที่ดินดังกล่าวไม่ได้เกิดแค่ที่ไทยเท่านั้น แต่ประเทศเกาะสวรรค์อย่าง ‘ไซปรัส’ ก็กำลังเจอวิกฤตคล้ายๆ กันที่ทุนอิสราเอลกำลังแห่กว้านซื้อที่ดินและคอนโดหรู จนคนท้องถิ่นเริ่มหวาดผวาว่า “พวกเขากำลังจะสูญเสียประเทศให้กับกลุ่มทุนต่างชาติ”...หรือนี่อาจเป็น ‘การยึดครองประเทศ’ รูปแบบใหม่ในคราบอสังหาริมทรัพย์ 

รัฐบาลไซปรัสเปิดประตูต้อนรับทุนต่างชาติ...หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ 

(Photo by Shutterstock / Roman Evgenev)
(Photo by Shutterstock / Roman Evgenev)

ต้นตอของความวุ่นวายทั้งหมดนี้เริ่มมาจาก ‘ภูมิศาสตร์และทำเลที่ตั้ง’ ของไซปรัส ประเทศที่เป็นเกาะขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ย้อนกลับไปในปี 1974 เมื่อไซปรัสถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วนนับตั้งแต่คืนวันที่ 20 กรกฎาคม 1974 หลังกองกำลังทหารตุรกีเข้ายึดครองพื้นที่ทางตอนเหนือของเกาะ ส่งผลให้ชาวกรีกไซปรัสจำนวน 160,000 คนต้องอพยพทิ้งบ้านเรือนในฝั่งเหนือ ในขณะที่ชาวตุรกีไซปรัสอีก 45,000 คนเดินทางสวนทางจากฝั่งใต้ขึ้นสู่ฝั่งเหนือ  

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เกาะแห่งนี้ก็ยังคงแตกแยกออกเป็นสองฝั่ง :  

  • ฝั่งใต้ (กรีกไซปรัส) : ประเทศที่เป็นรัฐสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2004 ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวกรีก 
  • ฝั่งเหนือ (คุมโดยตุรกี) : สาธารณรัฐตุรกีแห่งนอร์ทเทิร์นไซปรัส (TRNC)  

การแบ่งแยกแผ่นดินแบบกระทันหันในอดีตนี้เอง ที่ทำให้บรรดาที่ดินและบ้านเรือนที่ถูกทิ้งร้างกลายเป็น ‘พื้นที่ทับซ้อนและข้อพิพาททางกฎหมายที่ยืดเยื้อมานานกว่า 50 ปี’ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมคนในพื้นที่ถึงได้หวาดผวาอย่างรุนแรง เมื่อจู่ ๆ มีทุนต่างชาติอย่างอิสราเอลถือเงินถุงเงินถังมากว้านซื้อที่ดินมีปัญหากลุ่มนี้ไปครอบครอง 

เศรษฐกิจของไซปรัสจำเป็นต้องพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเป็นหลัก เนื่องจากประเทศไม่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมหลักของตนเองเลย โดยพื้นที่ฝั่งเหนือต้องพึ่งพาเงินอุ้มชูจากตุรกี ซึ่งเป็นประเทศเดียวในโลกที่ยอมรับอธิปไตยของนอร์ทเทิร์นไซปรัส (TRNC) 

ขณะที่พื้นที่ฝั่งใต้ได้เปิดเกมรุกนับตั้งแต่ปี 2007 ด้วยการคลอดโครงการ ‘พาสปอร์ตทองคำ’ (Golden Passports) และ ‘วีซ่าทองคำ’ (Golden Visas) มอบสิทธิประโยชน์ล่อใจเพื่อดึงดูดทุนต่างชาติ ซึ่งเม็ดเงินมหาศาลที่ไหลเข้ามาเหล่านี้ ต่างมุ่งหน้าเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์จนกลายเป็นท่อน้ำเลี้ยงหลักของประเทศในปัจจุบัน  

และนั่นเป็นเหตุผลที่ทุนต่างชาติ รวมถึงอิสราเอล สามารถเข้ามากว้านซื้อที่ดินในไซปรัสได้แบบเบ็ดเสร็จ เพราะรัฐบาลไซปรัสฝั่งใต้เปิดประตูบ้านต้อนรับเข้ามา เพื่อเอาเม็ดเงินอสังหาริมทรัพย์มาปั๊มเศรษฐกิจทดแทนการไม่มีโรงงานอุตสาหกรรม  

อาณานิคมยุคใหม่? เมื่อทุนอิสราเอลมาพร้อมกับอำนาจเงิน... 

(Photo by Birol BEBEK / AFP)
(Photo by Birol BEBEK / AFP)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ของไซปรัสส่วนใหญ่สามารถดึงดูดกลุ่มทุนจากจีน รัสเซีย อาหรับ รวมถึงพลเมืองจากภูมิภาคเอเชียตะวันตกโดยทั่วไป แต่ในปัจจุบัน ภาคประชาสังคมทั้งในฝั่งเหนือและฝั่งใต้ของไซปรัส กำลังหันความสนใจไปที่กลุ่มชาวอิสราเอล  

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยอิสราเอลในฉนวนกาซา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ทว่าการโยกย้ายเงินทุนมายังไซปรัสจึงไม่ได้มีเพียงความสำคัญทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์อีกด้วย 

เรื่องนี้ได้รับการยืนยันทางอ้อมจากคำกล่าวของประธานาธิบดีไอแซก เฮอร์ซอก ของอิสราเอล ในการประชุมสุดยอดร่วมกับกรีซและไซปรัสเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2025 โดยเขาได้ประกาศว่า “เมื่อมองไปข้างหน้าถึงสถานการณ์ในกาซา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ในซีเรียและเลบานอน ผมเชื่อว่าไซปรัสมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่ง และถือเป็นองค์ประกอบหลักสำหรับระบบการทำงานและการพัฒนาของภูมิภาคนี้”

อีกทั้งสื่อตุรกีและสำนักข่าว Middle East Eye ยังเคยรายงานเมื่อช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ว่า “มีชาวอิสราเอลหลั่งไหลเข้ามาเป็นเจ้าของที่ดินรายใหม่สูงกว่า 35,000 คน จนรัฐบาลท้องถิ่นฝั่งเหนือ (TRNC) ต้องรีบพิจารณาเพิ่มมาตรการควบคุมการขายอสังหาริมทรัพย์ให้ต่างชาติอย่างเร่งด่วน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวมีความเปราะบางและมีข้อพิพาททางดินแดนที่ซับซ้อนอย่างมาก” 

และล่าสุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2026 นี้เอง กระแสความกลัวดังกล่าวก็ได้ลามมาถึงภาคประชาสังคมในฝั่งใต้ (ไซปรัสฝั่งกรีก) ที่เริ่มออกมาส่งเสียงแสดงความหวาดผวาต่อการถูกกว้านซื้อที่ดินในลักษณะเดียวกัน 

ข้อมูลจากรัฐสภาอิสราเอล (Knesset) เปิดเผยสถิติสุดช็อกว่า “ระหว่างปี 2022 ถึงสิงหาคม 2024 มีชาวอิสราเอลอพยพย้ายถิ่นฐานออกนอกประเทศอย่างถาวรไปแล้วมากกว่า 192,000 คน” ซึ่งนี่ถือเป็นปรากฏการณ์สมองไหลและสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยต้นตอการหลั่งไหลย้ายประเทศเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก : 

  • วิกฤตการเมืองเรื้อรังภายในประเทศ 
  • อิทธิพลที่โตวันโตคืนของกลุ่มชาวยิวออร์ทอดอกซ์ (กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง) 
  • ความตึงเครียดและบรรยากาศความกลัว หลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2023 

อย่างไรก็ตาม กระแสความตื่นตระหนกนี้เริ่มก่อตัวขึ้นล่วงหน้าก่อนเกิดสงครามเสียด้วยซ้ำ นับตั้งแต่ตอนที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผลักดันกฎหมายปฏิรูประบบตุลาการอันอื้อฉาวจนคนลงถนนประท้วงใหญ่ ส่งผลให้ชาวอิสราเอลนับพันรายเริ่มมองหาทางหนีทีไล่ ด้วยการหอบเงินไปกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างแดน (รวมถึงไซปรัสและไทย) เพื่อใช้เป็น ‘แผนสำรอง’ ในวันที่บ้านเกิดเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง  

แน่นอนว่า ไซปรัสคือหนึ่งในเป้าหมายหลักของคลื่นผู้อพยพย้ายประเทศในครั้งนี้ ถึงขนาดที่สื่ออิสราเอลสายอนุรักษนิยมขนานนามประเทศเกาะแห่งนี้ว่าเป็น ‘ศูนย์กลางของผู้พลัดถิ่น’ 

ย้อนกลับไปในปี 2018 มีชาวอิสราเอลย้ายมาปักหลักอยู่ที่นี่แล้วราว 6,500 คน (ไม่รวมชุมชนชาวยิวดั้งเดิมในพื้นที่อีกประมาณ 1,000 คน) จนกระทั่งในปี 2020 ช่วงที่โควิด-19 แพร่ระบาด กระแสนี้ก็ยิ่งโหมกระพือขึ้นเมื่อกลุ่มเศรษฐีชาวอิสราเอลพากันหอบเงินหนีมาตรการล็อกดาวน์อันเข้มงวด และระบบสาธารณสุขที่ตึงตัวในบ้านเกิด ส่งผลให้ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ในเมืองตากอากาศทางฝั่งใต้ของไซปรัส เช่น เมืองพาฟอส และเมืองลิมาสซอล พุ่งกระฉูดขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา  

คลื่นผู้อพยพระลอกล่าสุดพุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง หลังจากเกิดเหตุการณ์อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเมืองเทลอาวีฟและไฮฟา ส่งผลให้เส้นทางบินถูกตัดขาด และความรู้สึกไม่มั่นคงในประเทศเริ่มแผ่ขยาย จนนำไปสู่การหลบภัยของคนนับพัน โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2025 มีชาวอิสราเอลย้ายถิ่นฐานมายังไซปรัสแล้วราว 15,000 คน ซึ่งมีทั้งกลุ่มครอบครัว, ผู้ประกอบการ, รวมถึงกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานที่อพยพหนีความตึงเครียดมาจากเขตเวสต์แบงก์  

ข้อมูลจากสถาบันประกันภัยแห่งชาติอิสราเอล (Bituach Leumi) ยืนยันว่า “การอพยพหนีตายครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องชั่วคราว” สะท้อนจากตัวเลขผู้ยื่นความจำนง ‘ขอสละสิทธิ์การพำนักในอิสราเอลถาวร’ จากเดิมก่อนปี 2021 ที่มีเฉลี่ยเพียง 2,500 คนต่อปี แต่ตัวเลขดังกล่าวกลับพุ่งทะยานสูงขึ้นเกือบ 3 เท่าเป็น 7,756 คนในปี 2024 และยังคงทรงตัวในระดับสูงถึง 6,651 คนในรอบปี 2025 ที่ผ่านมา 

การกว้านซื้อที่ดินมักเป็นไปในลักษณะ ‘เหมาซื้อยกหมู่บ้าน’ 

(Photo by Shutterstock / FOTOGRIN)
(Photo by Shutterstock / FOTOGRIN)

กิจกรรมการกว้านซื้อที่ดินอย่างกว้างขวางของชาวอิสราเอลกำลังดำเนินไปอย่างเต็มสปีด ในพื้นที่ฝั่งใต้ของเกาะที่ปกครองโดยรัฐบาลกรีกไซปรัส โดยในระหว่างปี 2021 ถึงมกราคม 2025 พลเมืองอิสราเอลได้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ไปแล้วจำนวน : 

  • 1,406 แห่งในเมืองลาร์นากา, 
  • 1,154 แห่งในเมืองลิมาสซอล, 
  • 1,291 แห่งในเมืองพาฟอส  

ดร.เซกิ อัคคาม รองอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สังคมแห่งอังการา (ASBU) วิทยาเขตไซปรัสเหนือ ระบุว่า “ในภาพรวม กลุ่มผู้ซื้อต่างชาติจากนอกสหภาพยุโรป (Non-EU) ได้ทำการโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ไปแล้วกว่า 53,000 รายการ และยังมีสัญญาที่อยู่ระหว่างรอการอนุมัติอีก 29,000 ฉบับ ณ เดือนกรกฎาคม 2025 คิดเป็นยอดทำธุรกรรมรวมกันทั้งสิ้นมากกว่า 82,000 รายการ ซึ่งชาวอิสราเอลติดอยู่ในกลุ่มสัญชาติอันดับต้น ๆ ที่เข้ามาซื้อมากที่สุด ร่วมกับชาวเลบานอน จีน และรัสเซีย”  

“การซื้อขายเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บ้านพักอาศัยรายบุคคลเท่านั้น กลุ่มทุนที่มีความเชื่อมโยงกับอิสราเอลกำลังรุกคืบกว้านซื้อที่ดินอย่างเป็นระบบ โดยพุ่งเป้าไปที่ทำเลทองริมชายฝั่ง สถานที่ท่องเที่ยว โครงการคอนโดมิเนียมหรูขนาดใหญ่ ไปจนถึงอภิมหาโปรเจกต์ระดับ ‘เหมาซื้อยกหมู่บ้าน’ ซึ่งปักหมุดหนาแน่นตามแนวระเบียงเศรษฐกิจหลักอย่างลาร์นากา, ลิมาสซอล และพาฟอส”

ดร.อัคคาม กล่าวย้ำ 

สอดคล้องกับข้อมูลของ ซูเลย์ฮา คาราแมน นักวิเคราะห์การเมืองในพื้นที่ ที่เปิดเผยสถิติน่าตกใจว่า ปัจจุบันมีชาวอิสราเอลเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์ในไซปรัสฝั่งใต้ทะลุ 15,000 คนไปแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณที่ชี้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่การมาซื้อบ้านพักตากอากาศชั่วคราว ก็คือ การที่กลุ่มคนเหล่านี้เริ่มเข้ามาวางโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและศาสนาอย่างจริงจังผ่านองค์กรชาวยิวต่าง ๆ เช่น ศูนย์ชาบัด (Chabad) เพื่อสร้างคอมมูนิตี้ปิดเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นโมเดลที่กำลังทำให้คนท้องถิ่นหวาดผวาอย่างรุนแรงในขณะนี้” 

ไซปรัสกำลังจะกลายเป็น ‘สวนหลังบ้าน’ ของอิสราเอล (?) 

กระแสความตื่นตระหนกกำลังแพร่กระจายในหมู่ชาวกรีกไซปรัส (ฝั่งใต้) เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อกรณีที่กลุ่มนักลงทุนชาวอิสราเอลพากันแห่เข้ามากว้านซื้อที่ดินอย่างบ้าคลั่ง  

“อสังหาริมทรัพย์ทุก ๆ 4 แห่งที่ขายได้ในพื้นที่ไซปรัสฝั่งใต้ (ฝั่งที่กรีกปกครอง) จะมี 1 แห่งที่ตกเป็นของพลเมืองจากนอกสหภาพยุโรป ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัวเรื่องการสร้างสังคมปิดเฉพาะกลุ่ม...สาธารณชนชาวไซปรัสกำลังตกอยู่ในความวิตกกังวลอย่างลึกซึ้ง ต่อการที่กลุ่มทุนต่างชาติพากันเข้ามาสร้างชุมชนปิดหรือ ‘เก็ตโต’ (Ghettos) บนประเทศเกาะแห่งนี้คาราแมน นักวิเคราะห์การเมืองในพื้นที่ ระบุ

ขณะที่ สเตฟานอส สเตฟานู เลขาธิการพรรค AKEL ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่ใหญ่ที่สุดในไซปรัส ได้ส่งสัญญาณเตือนประชาชนมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2025 แล้วถึงภัยเงียบและอันตรายจากการที่กลุ่มทุนอิสราเอลหลั่งไหลเข้ามาเหมาซื้อที่ดินบนประเทศเกาะแห่งนี้ 

“พวกเขา (กลุ่มทุนอิสราเอล) กำลังสร้างทั้งโรงเรียนไซออนิสต์ (ขบวนการชาตินิยมของชาวยิว) และธรรมศาลา แถมสื่อหลักในอิสราเอลเองก็ยังประโคมข่าวว่า กำลังเปลี่ยนไซปรัสให้กลายเป็น ‘สวนหลังบ้าน’ ของตัวเอง...สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่พวกเราจะนิ่งนอนใจไม่ได้อีกต่อไป”

สเตฟานู กล่าวเตือน 

“กลุ่มทุนอิสราเอลไม่ได้แค่มาซื้อบ้านอยู่เงียบ ๆ แต่พวกเขากว้านซื้อที่ดินติด ๆ กันจนกลายเป็นเหมือน ‘หมู่บ้านจัดสรรหรูระบบปิด’ ที่ตัดขาดจากชุมชน และกลายเป็นพื้นที่หวงห้ามที่คนท้องถิ่นแทบจะเดินเข้าไปไม่ได้” สเตฟานู กล่าวเสริม พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์ย่างเจ็บแสบว่า “ตอนนี้เกาะสวรรค์ไซปรัสกำลังถูกใช้เป็น ‘เซฟเฮาส์สำรอง’ เพื่อรองรับผลประโยชน์และแผนหนีตายของกลุ่มทุนเหล่านี้ไปโดยปริยาย”  

ด้าน ฟิเดียส ปานาโยตู ยูทูบเบอร์ชื่อดังระดับโลกที่ผันตัวมาเป็นสมาชิกรัฐสภายุโรป (MEP) ของไซปรัส ก็ออกมาตอกย้ำถึงความจริงอันเจ็บปวดนี้ว่า อิสราเอลกำลังไล่ซื้อที่ดินในไซปรัสไปจนแทบจะหมดเกาะแล้ว แต่ปัญหาระดับโครงสร้างที่ทำให้กลืนไม่เข้าคายไม่ออกในปัจจุบัน คือ ‘ระบบเศรษฐกิจของไซปรัสฝั่งใต้’ ดันไปพึ่งพาและเสพติดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้มากเกินไป เพื่อประคับประคองให้ปากท้องของประเทศอยู่รอด จนทำให้ไม่สามารถสลัดกลุ่มทุนต่างชาติออกไปได้ง่าย ๆ ในเวลานี้” 

ดร.อัคคาม รองอธิการบดี ของมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สังคมแห่งอังการา ได้สรุปเหตุผลหลัก 3 ประการที่น่ากังวลใจ ซึ่งเป็นต้นตอที่ทำให้คนในพื้นที่เกิดความตื่นตระหนก ได้แก่ : 

  • วิกฤตราคาบ้านพุ่งกระฉูด : เม็ดเงินทุนต่างชาติที่ถมเข้ามาในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ราคาที่ดิน บ้าน และคอนโดในไซปรัสแพงขึ้นอย่างมหาศาล จนคนท้องถิ่นแท้ ๆ สู้ราคาไม่ไหว  
  • ชุมชนดั้งเดิมถูกกลืนชาติ : กลุ่มทุนเหล่านี้ไม่ได้มาซื้อบ้านอยู่กระจายปะปนกับชาวบ้าน แต่กว้านซื้อที่ดินติด ๆ กันแปลงใหญ่เพื่อเนรมิต ‘อภิมหาโครงการหมู่บ้านระบบปิด’ ส่งผลให้อัตลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนท้องถิ่นถูกกลืนหายไปโดยสิ้นเชิง  
  • ความเสี่ยงด้านความมั่นคงระดับประเทศ : ชุมชนปิดและโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ของกลุ่มทุนอิสราเอลนี้ ดันไปตั้งกระจุกตัวอยู่ใกล้กับพื้นที่เปราะบางเชิงยุทธศาสตร์ เช่น ใกล้ท่าเรือ, แนวชายแดนฝั่งกรีก-ตุรกี และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ทำให้นักวิเคราะห์และนักการเมืองมองว่า “มีนัยสำคัญทางการทหารและภูมิรัฐศาสตร์แฝงอยู่ และอาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งในอนาคต” 

โดยเฉพาะหลังเดือนตุลาคม 2023 เป็นต้นมา พื้นที่ไซปรัสฝั่งใต้ได้กลายสภาพเป็น ‘เซฟเฮาส์หลบภัย’ และ ‘ศูนย์กลางการเดินทาง’ ของชาวอิสราเอลอย่างเต็มตัว หลังจากที่มีชาวอิสราเอลหลั่งไหลอพยพเข้ามาบนประเทศเกาะแห่งนี้แล้วมากกว่า 16,000 คน  

“นี่ไม่ใช่แค่การเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อลงทุนธรรมดา ๆ...คลื่นการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มทุนต่างชาติในครั้งนี้ไม่ได้มาแค่ตัวคน แต่มาพร้อมกับการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมและสถาบันทางศาสนาของตัวเองอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างอิทธิพลอย่างถาวรบนประเทศเกาะแห่งนี้”

ดร.อัคคาม เผยถึงความจริงที่ทำให้ชาวกรีกไซปรัสฝั่งใต้เริ่มรู้สึกหวาดวิตกฝังลึกขึ้นเรื่อย ๆ  

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์