“ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งดูน่าเกลียด ส่งเสียงดังหนวกหู และตั้งแผ่ขยายวงกว้างจนเต็มพื้นที่ อีกทั้งยังสูบกินทั้งพลังงานและน้ำอย่างมหาศาล”
— หนึ่งในความคิดเห็นของชาวอเมริกันที่มีต่อการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์
ในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังเผชิญกับการตรวจสอบการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เพราะในสหรัฐฯ ประเด็นนี้ได้ลุกลามกลายเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้ว โดยผลสำรวจล่าสุดเผยว่า “คนอเมริกันถึง 70% ประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะคัดค้านการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในท้องถิ่นของตนเอง แม้ว่าพวกเขาจะใช้ประโยชน์จาก AI ทุกวันก็ตาม”
ข้อมูลใหม่จาก ‘Morning Consult’ บริษัทข่าวกรองธุรกิจ ระบุว่า “คนอเมริกันมากกว่าครึ่งหนึ่งใช้งานแชตบอตต AI ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และไม่ใช่แค่การทดลองใช้ขำ ๆ เท่านั้น เพราะชาวอเมริกันหันมาใช้แชตบอต AI บ่อยขึ้นจนถึงระดับหลายครั้งต่อสัปดาห์แล้ว”
แต่ผลสำรวจของ ‘Gallup’ บริษัทวิเคราะห์ เมื่อเดือนพฤษภาคมกลับพบว่า
“คนอเมริกันถึง 70% คัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับปัญญาประดิษฐ์ในชุมชนของตัวเอง”
กระแสต่อต้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์...กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของทรัมป์

ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์ทางการเมืองข้อใหญ่ ท่ามกลางกระแสการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองจากทั้งสองพรรคต้องหาทางรับมือให้ได้เมื่อการเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามา โดยประเด็นนี้กลายเป็นหัวข้อขัดแย้งที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้งในสนามเลือกตั้งทั่วประเทศ
เรื่องนี้นับเป็นเสี้ยนหนามที่ทิ่มแทงและกลายเป็นโจทย์ยากสำหรับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในความพยายามรักษาเสียงข้างมากของพรรครีพับลิกันเอาไว้ เพราะเขาสนับสนุนการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อย่างสุดตัว ทั้งที่รู้ว่ามันต้องใช้พลังงานอย่างมหาศาลก็ตาม
แม้แต่ตัวของทรัมป์เองก็ยังยอมรับเมื่อเดือนที่แล้วว่า อุตสาหกรรมนี้อาจจะกำลังมีปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ในสายตาประชาชน ขณะที่ทำเนียบขาวต่างรู้ดีว่าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่เป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวรายหนึ่งเผยว่า “ทรัมป์ได้รับทราบผลสำรวจความคิดเห็นในเรื่องนี้แล้ว และตัวประธานาธิบดีเองก็ได้รับการเตือนโดยตรงว่า กระแสต่อต้านจากสาธารณชนกำลังเป็นปัญหาใหญ่”
ไมค์ มาดริด ที่ปรึกษาทางการเมืองและผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์การหาเสียงของพรรครีพับลิกัน กล่าวว่า “กระแสคัดค้านที่รุนแรงในครั้งนี้สะท้อนมุมมองที่ไกลกว่าแค่การทะเลาะเบาะแว้งในระดับท้องถิ่นแบบเดิมๆ ดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นเป้าหมายที่จับต้องได้ของความกังวลในวงกว้าง ทั้งในเรื่องความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การกระจุกตัวของความมั่งคั่ง รวมถึงอำนาจที่เพิ่มขึ้นของบริษัทต่างๆ ในการจัดเก็บข้อมูลของชาวอเมริกัน”
แรงต้านดังกล่าวทำให้นักการเมืองบางคนที่เคยสนับสนุนดาต้าเซ็นเตอร์อย่างกระตือรือร้น ต้องยอมกลับลำในที่สุด...

จอช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนียจากพรรคเดโมแครต ที่ก่อนหน้านี้เคยผลักดันให้เกิดการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในรัฐของตนเอง แต่เมื่อเดือนที่แล้วเขากลับเปลี่ยนมาบังคับใช้ข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นกับดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ โดยจะเน้นเพิ่มความโปร่งใส และเปิดให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมอนุมัติ ซึ่งการตัดสินใจทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากที่ชาปิโรรับฟังความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่
เช่นเดียวกับ เกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกัน ก็เป็นอีกคนที่เปลี่ยนท่าทีหลังเจอแรงต้านหนัก จากเดิมที่เคยเชียร์โครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์อย่างออกหน้าออกตา ทว่าเมื่อไม่นานมานี้ เขาก็ออกกฎควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ 2 ฉบับ และสั่งระงับการก่อสร้างในรัฐชั่วคราวแล้ว
แม้ชาวบ้านจะประท้วงหนักขึ้น รัฐบาลทรัมป์ก็ยังคงเดินหน้าคลอดกฎหมายเอื้อทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเมื่อเดือนก่อน สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (EPA) เสนอให้ตัดขั้นตอนรับฟังเสียงประชาชนในการขอใบอนุญาตปล่อยมลพิษทางอากาศประเภท ‘ไม่รุนแรง’ ซึ่งอาจรวมถึงเครื่องปั่นไฟสำรองของดาต้าเซ็นเตอร์ด้วย
แต่ฝั่งรัฐบาลอ้างว่า “วิธีนี้ช่วยลดขั้นตอนเอกสารและอนุมัติโครงการได้ไวขึ้น” แต่นักสิ่งแวดล้อมเตือนว่า “นี่คือการมัดมือชกที่ทำให้ชุมชนออกมาคัดค้านโครงการใกล้บ้านได้ยากกว่าเดิม”
ความขัดแย้งเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์กำลังทวีความรุนแรงอย่างมาก โดยเฉพาะในบางพื้นที่ที่ทำเนียบขาวเคยปักใจเชื่อว่า ประชาชนน่าจะยินดีต้อนรับโครงการเหล่านี้ อย่างเช่นในเคาน์ตีฮูด รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทรัมป์เคยชนะถล่มทลายด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 80% ในการเลือกตั้งปี 2024
แต่ล่าสุด กลุ่มชาวบ้านกลับรวมตัวกันไปจนแน่นห้องประชุมของรัฐบาลท้องถิ่น เพื่อคัดค้านโครงการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะกังวลว่าจะโดนแย่งน้ำแย่งไฟ และทำลายความเงียบสงบของชุมชน ซึ่งแรงกดดันนี้บีบให้คณะกรรมการท้องถิ่นต้องออกกฎเหล็ก บังคับให้โครงการที่จะสร้างต้องเปิดเผยตัวเลขการใช้ไฟและน้ำอย่างละเอียด
แรงต้านมหาศาลของชาวบ้านสามารถล้มโครงการใหญ่ได้สำเร็จแล้วอย่างน้อยหนึ่งแห่ง โดยเมื่อช่วงต้นฤดูร้อนที่ผ่านมา คณะกรรมการเคาน์ตีฮูดมีมติเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 เสียง ให้ยกเลิกแผนการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ‘ฟอร์ต สปันกี’ (Fort Spunky) ทั้งที่เคยอนุมัติไปแล้ว โดยตัวโครงการยักษ์ใหญ่นี้ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 2,000 ไร่ และจ่อสูบไฟสูงถึง 100 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะสูบน้ำไปใช้มากถึง 20,000 แกลลอนต่อวัน
คนอเมริกันส่วนใหญ่กังวลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม-คุณภาพชีวิต

ผลสำรวจเมื่อเดือนมีนาคมชี้ว่า “คนอเมริกันกังวลเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากดาต้าเซ็นเตอร์สูงมาก โดยมีถึง 46% ที่กังวลอย่างรุนแรง และอีก 24% กังวลปานกลาง ซึ่งตัวเลขนี้สอดคล้องกับสัดส่วนของกลุ่มคนที่ออกมาประท้วงคัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์”
นอกจากนี้ Gallup ยังได้เจาะลึกเหตุผลของทั้งสองฝ่ายผ่านคำถามปลายเปิดเมื่อเดือนเมษายน โดยพบว่า ฝ่ายที่หนุนให้สร้างมองเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ส่วนฝ่ายที่คัดค้านนั้น แม้จะมีเหตุผลหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะเทน้ำหนักไปที่ความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ในกลุ่มผู้คัดค้านนั้น มีจำนวนถึงครึ่งหนึ่งที่หยิบยกประเด็นเรื่องการใช้ทรัพยากรเกินตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมีสัดส่วนเท่ากันที่ 18% ซึ่งระบุเจาะจงไปที่การแย่งใช้ทรัพยากรน้ำและพลังงานไฟฟ้า ขณะที่อีก 16% กังวลเรื่องปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องกันอย่างเรื่องมลพิษ รวมไปถึงมลพิษทางเสียง มลพิษทางอากาศ และมลพิษทางน้ำ
นอกจากนี้ กลุ่มผู้ต่อต้านราว 1 ใน 5 ยังกังวลถึงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาประชากรที่หนาแน่นขึ้น การจราจรที่ติดขัด หรือการที่พวกเขาอยากให้ปันที่ดินผืนดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นมากกว่า
ในขณะที่ประชาชนอีกราว 20% ยังกังวลเรื่องผลกระทบปากท้องและเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องค่าไฟค่าน้ำที่อาจแพงขึ้น ค่าครองชีพพุ่งสูง รวมถึงการนำเงินภาษีของประชาชนไปสนับสนุนงบประมาณก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านี้ ส่วนกระแสต้านที่เหลือทั้งหมด มีชนวนเหตุมาจากความกังวลหรือความไม่ไว้วางใจในตัว AI โดยตรง
ในทางกลับกัน ประชาชนถึง 2 ใน 3 ของกลุ่มที่สนับสนุนการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ ต่างหยิบยกประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขึ้นมาอ้างอิง โดยในจำนวนนี้มีถึง 55% ที่ระบุเจาะจงว่า ‘เป็นการเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน’ ส่วนเหตุผลอื่น ๆ ที่ถูกพูดถึง ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของรายได้จากภาษีท้องถิ่น (13%) การพัฒนาที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภาพรวม
ขณะที่มีผู้สนับสนุนเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พูดถึงประโยชน์ของ AI ที่มีต่อแวดวงเทคโนโลยี หรือต่อตัวพวกเขาเองเป็นการส่วนตัว





