กันไว้ดีกว่าแก้! ถอดสูตร ‘High Value, Low Volume’ ของภูฏาน ยุทธวิธีดับเครื่องชนวิกฤตนักท่องเที่ยวกลืนเมือง

21 ส.ค. 2569 - 20:37

  • ในขณะที่คนภูเก็ต และคนปายเริ่มรู้สึกว่าตัวพวกเขาเองเหมือนกำลังจะกลายเป็น ‘พลเมืองชั้นสอง’ ในบ้านเกิดตัวเอง หลังกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะรัสเซีย และอิสราเอลที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยและทำธุรกิจในไทยเป็นจำนวนมาก

  • แต่ที่ ‘ภูฏาน’ ไม่เป็นเช่นนั้น..ดินแดนเล็กๆ แห่งนี้เป็นประเทศต้นแบบของโลกที่ประกาศต่อสู้และป้องกันปัญหา ‘นักท่องเที่ยวล้นเมือง’ มานานกว่า 50 ปีแล้ว ผ่านนโยบายคัดเกรดนักท่องเที่ยวที่เรียกว่า ‘High Value, Low Volume’

กันไว้ดีกว่าแก้! ถอดสูตร ‘High Value, Low Volume’ ของภูฏาน ยุทธวิธีดับเครื่องชนวิกฤตนักท่องเที่ยวกลืนเมือง

ในขณะที่คนภูเก็ต และคนปายเริ่มรู้สึกว่าตัวพวกเขาเองเหมือนกำลังจะกลายเป็น ‘พลเมืองชั้นสอง’ ในบ้านเกิดตัวเอง หลังกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะรัสเซีย และอิสราเอลที่หลั่งไหลเข้ามาอยู่อาศัยและทำธุรกิจในไทยเป็นจำนวนมาก ถึงขนาดที่ร้านค้าต่างชาติบางร้านในภูเก็ตไม่มีป้ายภาษาไทยติดแม้แต่พยางค์เดียว ทั้งยังปฏิเสธให้บริการคนในท้องถิ่นเสียอีกด้วย 

ทว่าที่ ‘ภูฏาน’ ไม่เป็นเช่นนั้น..ดินแดนเล็กๆ บนเทือกเขาหิมาลัยแห่งนี้เป็นประเทศต้นแบบของโลกที่ประกาศต่อสู้และป้องกันปัญหา ‘นักท่องเที่ยวล้นเมือง’ (Overtourism) มานานกว่า 50 ปีแล้ว ผ่านนโยบายคัดเกรดนักท่องเที่ยวที่เรียกว่า ‘High Value, Low Volume’ หรือเที่ยวเชิงคุณภาพ แต่ไม่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยว 

เก็บค่าธรรมเนียมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDF) รายวัน 

(Photo by Shutterstock /Pierre Jean Durieu)
(Photo by Shutterstock /Pierre Jean Durieu)

นักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วไปต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 100 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,270 บาท) ต่อคนต่อคืน ซึ่งเป็นอัตราส่วนลดพิเศษ 50% จากราคาเต็มปกติที่ 200 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,540 บาท) โดยรัฐบาลภูฏานได้ล็อกราคานี้เอาไว้ระยะยาวจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2027

ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียจะได้รับอัตราพิเศษกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอยู่ที่ 13.60 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 445 บาท) ต่อคนต่อคืน

อย่างไรก็ตาม ทางการมีมาตรการผ่อนปรนเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบครอบครัว โดยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม SDF นี้ฟรีทั้งหมด ส่วนเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปี แต่ไม่เกิน 12 ปี จะได้รับส่วนลดกึ่งหนึ่งเหลือจ่ายเพียง 50 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,635 บาท) ต่อคนต่อคืน 

นอกจากนี้ยังมีข้อยกเว้นพิเศษสำหรับผู้ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเขตเมืองชายแดนที่กำหนดแบบเช้าไปเย็นกลับหรือพำนักไม่เกิน 24 ชั่วโมง รวมถึงกลุ่มนักธุรกิจที่เข้ามาจัดงานประชุม สัมมนา หรือนิทรรศการ (MICE) ตั้งแต่ 7 คนขึ้นไป ก็สามารถยื่นขอยกเว้นค่า SDF ได้สูงสุดถึง 4 คืน 

ค่าธรรมเนียมดังกล่าวเป็นค่าเข้าประเทศเปล่าๆ ที่ส่งตรงเข้าสู่รัฐบาล โดยไม่รวมค่ากิน ค่าที่พัก หรือค่าไกด์ เพื่อนำเงินไปพัฒนาประเทศ และเพื่อสกัดกลุ่มแบ็คแพ็คเกอร์ หรือกลุ่มทัวร์มวลชน (Mass Tourism) ออกไปตั้งแต่ต้นทาง  

สำหรับค่าใช้จ่ายการท่องเที่ยวพื้นฐาน เช่น ค่าตั๋วเครื่องบินและค่าที่พัก ส่วนนี้ต้องเสียภาษีสินค้าและบริการ (GST) ในอัตรา 5% ตามกฎหมายใหม่ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 แต่ตัวเงินค่า SDF 100 ดอลลาร์สหรัฐนั้น จะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษี GST ดังกล่าวโดยตรงเพื่อป้องกันไม่ให้นักท่องเที่ยวต้องแบกรับภาระภาษีที่ซ้ำซ้อนกันนั่นเอง  

นักท่องเที่ยวต้องขอวีซ่าล่วงหน้า 

สำหรับรายละเอียดและเงื่อนไขของมาตรการบังคับขอวีซ่าล่วงหน้าและการชำระค่าธรรมเนียม SDF ล่วงหน้านั้น ทางการภูฏานได้กำหนดไว้อย่างเข้มงวดโดยไม่มีระบบ ‘Visa on Arrival’ (ยกเว้นบางสัญชาติ) สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ซึ่งผู้เดินทางจำเป็นต้องยื่นคำขอผ่านระบบ e-Visa ออนไลน์ของกระทรวงมหาดไทยภูฏานด้วยตัวเอง หรือส่งต่อให้บริษัททัวร์และโรงแรมที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องเป็นผู้ดำเนินการแทน 

กระบวนการยื่นวีซ่านี้จะมีค่าธรรมเนียม e-Visa อยู่ที่ 40 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,300 บาท) ซึ่งเป็นค่าดำเนินการที่ไม่สามารถขอคืนเงินได้ในทุกกรณี และที่สำคัญระบบจะไม่อนุมัติวีซ่าให้หากไม่มีการชำระเงินค่าธรรมเนียม SDF ควบคู่กันไปล่วงหน้าครบตามจำนวนคืนที่ระบุไว้ในแผนการเดินทาง โดยต้องชำระผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิตระหว่างประเทศในขั้นตอนสมัครทันที 

สำหรับเอกสารสำคัญที่ต้องใช้ประกอบการยื่น ได้แก่ : 

  • หน้าพาสปอร์ตดิจิทัลที่มีอายุใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน 
  • รูปถ่ายหน้าตรง 
  • หลักฐานประกันภัยการเดินทางที่คุ้มครองตลอดการพำนัก 

ทางการภูฏานจะไม่มีการเรียกตรวจเอกสารรับรองการทำงาน รายการเดินบัญชีธนาคาร หรือใบจองตั๋วเครื่องบินในขั้นตอนนี้ ทั้งนี้ ทางการได้ยกเว้นการขอวีซ่าล่วงหน้าให้แก่พลเมืองบางสัญชาติ โดยพลเมืองจากบังกลาเทศและมัลดีฟส์สามารถทำ Visa on Arrival ที่หน้าด่านได้ 

ส่วนพลเมืองอินเดียสามารถลงทะเบียนขอหนังสืออนุญาตเข้าเมืองแทนวีซ่าได้ รวมถึงสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือพาสปอร์ตทูตและพาสปอร์ตราชการของไทยที่สามารถทำ Visa on Arrival ได้เช่นกัน  

กระบวนการพิจารณาวีซ่าจะใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3–5 วันทำการ ซึ่งเมื่อได้รับการอนุมัติแล้ว ระบบจะส่งเอกสาร Visa Clearance Letter ให้ทางอีเมล เพื่อให้นักท่องเที่ยวนำไปแสดงต่อสายการบินตอนเช็คอินก่อนที่เจ้าหน้าที่ ตม.ของภูฏานจะประทับตราวีซ่าตัวจริงลงในเล่มพาสปอร์ตเมื่อเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง 

นักท่องเที่ยวต้องมีไกด์และคนขับรถท้องถิ่นดูแลตลอดทริป 

(Photo by Shutterstock /gaurav sachdeva)
(Photo by Shutterstock /gaurav sachdeva)

ชาวต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวและเข้าชมสถานที่สำคัญ จะต้องมีไกด์และคนขับรถชาวภูฏานที่มีใบอนุญาตคอยดูแลประกบตลอดทริป เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวเหล่านั้นทำลายวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม 

นักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถเดินเล่น ช้อปปิ้ง หรือรับประทานอาหารด้วยตัวเองได้อย่างอิสระภายในเขตตัวเมืองและหุบเขาสำคัญอย่างเมืองพาโร และเมืองทิมพู แต่หากพวกเขาต้องการเดินทางเข้าชมสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น ซอง (Dzong) หรือป้อมปราการเก่าแก่ วัดและอารามศักดิ์สิทธิ์ทุกแห่ง (รวมถึงวัดทักซัง) ตลอดจนการเดินทางออกนอกเส้นทางเมืองหลัก และการเดินป่าขึ้นเขา ทุกสาย กฎหมายกำหนดว่า “ต้องมีไกด์ท้องถิ่นประกบ” 

นอกจากนี้ ทางการยังไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือโบกรถเพื่อเดินทางระหว่างเมืองเอง แต่บังคับให้ต้องใช้บริการรถยนต์ส่วนบุคคลพร้อมพนักงานขับรถชาวภูฏานที่มีใบอนุญาตรับรองจากองค์กรความปลอดภัยทางถนนและขนส่ง (RSTA) เท่านั้น เพื่อความปลอดภัยบนเส้นทางภูเขาสูงชัน 

รัฐบาลภูฏานได้มอบหมายบทบาทสำคัญให้ไกด์และคนขับรถทำหน้าที่เป็นผู้คุมกฎทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมโดยตรง อีกทั้งยังมีหน้าที่คอยตักเตือนนักท่องเที่ยวให้แต่งกายสุภาพตามธรรมเนียมก่อนเข้าศาสนสถาน ควบคุมกฎการห้ามถ่ายภาพในพื้นที่หวงห้ามภายในวิหาร ตลอดจนกวดขันเรื่องการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะและการรักษาความสะอาดในเขตธรรมชาติ 

นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเข้าพักในโรงแรมระดับ 3 ดาวขึ้นไป (ที่ได้รับการรับรองจากทางการเท่านั้น)

(Photo by Shutterstock /Robert Szymanski)
(Photo by Shutterstock /Robert Szymanski)

“ที่พักทุกประเภทที่จะสามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ จะต้องผ่านการตรวจประเมินและขึ้นทะเบียนในระบบ ‘Tourist Registration System’ (TRS) จากกรมการท่องเที่ยวภูฏาน (Department of Tourism - DoT) หรือที่เรียกว่าเป็นที่พักแบบ ‘DoT-Certified’ เท่านั้น ซึ่งข้อกำหนดหลักยังคงมุ่งเน้นให้นักท่องเที่ยวต่างชาติต้องเข้าพักในโรงแรมระดับ 3 ดาว 4 ดาว หรือ 5 ดาวขึ้นไป เพื่อป้องกันปัญหาที่พักราคาถูกและแออัดอย่างโฮสเทลทั่วไปที่ไม่ได้รับการรับรอง”

กฎหมาย ระบุ

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันทางการได้ผ่อนปรนให้ครอบคลุมไปถึงโรงแรมระดับ 1 ดาว และ 2 ดาว บางแห่ง รวมถึงโฮมสเตย์ในชนบทหรือบ้านชาวนาที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำของรัฐบาลและได้รับใบอนุญาตแล้ว เพื่อเป็นทางเลือกในการสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดี 

นอกจากนี้ เกณฑ์การคัดเลือกและจัดอันดับดาวของโรงแรมในภูฏานยังมีความละเอียดรอบคอบ โดยตรวจสอบไปถึงระบบรักษาความปลอดภัย การจัดการขยะ ตลอดจนอัตราส่วนจำนวนพนักงานต่อห้องพักเพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพของการบริการ 

ยิ่งไปกว่านั้น ทางการภูฏานยังได้ยกระดับสู่การบังคับใช้มาตรฐานโรงแรมสีเขียว (Bhutan Green Hotel Standard) ที่มีเกณฑ์ชี้วัดเข้มงวดในการลดใช้พลาสติก ประหยัดพลังงาน และใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการเป็น ‘ประเทศคาร์บอนเนกาทีฟ’ (Carbon Negative Country / ประเทศที่มีความสามารถในการดูดซับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าปริมาณที่ปล่อยออกมาในแต่ละปี) 

หากสถานประกอบการใดฝ่าฝืนแอบลักลอบรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง จะต้องถูกลงโทษทางกฎหมายและระงับการดำเนินกิจการทันที 

(Photo by Shutterstock / Ferry.Widjaja) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


กันไว้ดีกว่าแก้! ถอดสูตร ‘High Value, Low Volume’ ของภูฏาน ยุทธวิธีดับเครื่องชนวิกฤตนักท่องเที่ยวกลืนเมือง