Climate Change ลามทั่วสหรัฐฯ “เลคมีด” อ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดเผยรอยแผลใหญ่จากวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หลังประสบปัญหาภัยแล้งที่ยาวนานจนระดับน้ำลดลงเหลือเพียง 1 ใน 4 ขณะที่แผนลดการใช้น้ำของทรัมป์ กำลังจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างรัฐ
เลคมีดวิกฤต โลกร้อนทิ้งรอยแผลที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ท่ามกลางคลื่นความร้อนปี 2026 ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเลคมีด ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ กำลังหดตัวอย่างน่าวิตก ระดับน้ำลดลงจนเหลือเพียง 1 ใน 4 ของความจุ สะท้อนผ่านรอยคราบแร่ธาตุสีขาวบนผาหินที่สูงกว่าผิวน้ำถึง 57 เมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวและนักวิทยาศาสตร์ต่างยืนยันว่าคือหลักฐานที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ชูเน โอสเตแรโร นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสที่เดินทางมาเยือนลาสเวกัส กล่าวกับสำนักข่าวต่างประเทศ ว่าเพียงไม่กี่วันที่อยู่ที่นี่ก็สามารถเห็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างชัดเจน รอยคราบที่ขอบอ่างอาบน้ำบนผนังหินรอบทะเลสาบกลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น
แม่น้ำโคโลราโดใต้เผชิญแรงกดดันสองทาง
เลคมีดและเลคพาวเวลล์ ถูกสร้างขึ้นโดยเขื่อนสองแห่งที่ห่างกัน 480 กิโลเมตร เพื่อกักเก็บน้ำจากแม่น้ำโคโลราโดสำหรับจ่ายให้ประชาชนกว่า 40 ล้านคน ใน 7 รัฐ รวมถึงผลิตกระแสไฟฟ้าให้ครัวเรือนนับแสน
เดวิด ครีเมอร์ ศาสตราจารย์ด้านอุทกวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยลาสเวกัส ระบุว่าปัญหาเกิดจากสองปัจจัยพร้อมกัน คือฤดูหนาวที่แห้งแล้งผิดปกติทำให้ปริมาณหิมะสะสมในเทือกเขาร็อกกีลดลงมาก ขณะที่อุณหภูมิเดือนกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ส่งผลให้น้ำระเหยจากทะเลสาบมากขึ้น

แผนตัดน้ำ 10 ปี จุดชนวนความขัดแย้ง
รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเผยแพร่แผน 10 ปี กำหนดให้แคลิฟอร์เนีย แอริโซนา และเนวาดา ซึ่งเป็น 3 รัฐตอนล่าง ลดปริมาณการใช้น้ำรวมกัน 3,700 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เทียบเท่าสระโอลิมปิก 1.5 ล้านสระ ขณะที่รัฐตอนบนอย่างโคโลราโด ยูทาห์ ไวโอมิง และนิวเม็กซิโก ได้รับการยกเว้น ความไม่สมดุลดังกล่าวทำให้เนวาดายื่นฟ้องคดีต่อศาล

ปัญหาลุกลามไกลกว่าแค่ภาคตะวันตก
ครีเมอร์ เตือนว่าหากระดับน้ำลดลงถึงจุดที่เรียกว่า “เดดพูล” ซึ่งน้ำไม่ไหลผ่านเขื่อนอีกต่อไป จะส่งผลกระทบต่อระบบชลประทานในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ที่เป็นแหล่งผลิตผักฤดูหนาวหลักของสหรัฐฯ และอาจสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อาหารทั่วประเทศ จนกระทบความมั่นคงทางอาหาร






