ทะเลเดือดทุบสถิติใหม่ 21.1°C มหาสมุทรร้อนสูงสุดเป็นประวัติการณ์-ซูเปอร์เอลนีโญจ่อถล่มซ้ำ

27 ส.ค. 2569 - 09:59

  • อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกแตะ 21.104°C สูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บบันทึกข้อมูลสถิติ


  • ปกติอุณหภูมิมหาสมุทรจะสูงสุดในเดือนมีนาคม–เมษายน แต่ปีนี้กลับพุ่งแตะจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม สะท้อนวิกฤตความร้อนสะสมขั้นรุนแรง


  • เอลนีโญหนุนสภาพอากาศสุดขั้ว ไอน้ำและพลังงานความร้อนจากมหาสมุทรฉีดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ทวีความรุนแรงของพายุ ลมมรสุม และคลื่นความร้อนชายฝั่ง


ทะเลเดือดทุบสถิติใหม่ 21.1°C มหาสมุทรร้อนสูงสุดเป็นประวัติการณ์-ซูเปอร์เอลนีโญจ่อถล่มซ้ำ

หน่วยงานระดับโลกส่งสัญญาณเตือนภัยสภาพภูมิอากาศขั้นวิกฤต เมื่อมหาสมุทรอุณหภูมิพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในเดือนสิงหาคม พร้อมระเบิดพลังงานความร้อนเข้าสู่บรรยากาศ ทั่วโลกเสี่ยงเผชิญพายุสุดขั้วและน้ำท่วมฉับพลันระลอกใหม่

วิกฤต “ทะเลเดือด” มหาสมุทรโลกทุบสถิติร้อนสุดเป็นประวัติการณ์ 21.1°C

รายงานจากสำนักงานบริการเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) ของสหภาพยุโรป เปิดเผยตัวเลขทางสถิติใหม่ที่น่าตกใจจากชุดข้อมูลดาวเทียม ERA5 พบว่า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวน้ำทะเลทั่วโลก (พื้นที่ระหว่างละติจูด 60°S ถึง 60°N) พุ่งสูงถึง 21.104 องศาเซลเซียส ในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ทุบสถิติเดิมที่ 21.09 องศาเซลเซียส ซึ่งบันทึกไว้ในเดือนมีนาคม 2567

สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลมากที่สุด ไม่ใช่เพียงตัวเลขสถิติที่เพิ่มขึ้น แต่เป็น “ช่วงเวลาที่เกิด” โดยปกติแล้ว มหาสมุทรโลกจะมีอุณหภูมิสูงสุดช่วงเดือนมีนาคมขเมษายน ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนของซีกโลกใต้ เนื่องจากเป็นฝั่งที่มีผืนน้ำกว้างใหญ่ที่สุด การที่อุณหภูมิน้ำทะเลพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในเดือนสิงหาคม จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบภูมิอากาศกำลังเผชิญกับแรงตึงเครียดสะสมอย่างหนัก

green-space-global-sea-surface-temperature-record-21-1c-2026-SPACEBAR-PhotoSQ01.png

เอลนีโญ + Climate Change สองแรงบวกเร่งทะเลเดือด

ดร.ซาแมนธา เบอร์เจสส์ ผู้นำฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ (ECMWF/C3S) ระบุว่า มหาสมุทรโลกทำหน้าที่ดูดซับความร้อนส่วนเกินจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ไปแล้วกว่า 90% ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และเมื่อปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ในมหาสมุทรแปซิฟิกเริ่มก่อตัวและทวีความรุนแรงขึ้น จึงเปรียบเสมือนการเติมเชื้อเพลิงลงบนฐานความร้อนเดิม จนอาจยกระดับเป็น “เอลนีโญกำลังแรง” ในช่วงปลายปี 2569

เชื้อเพลิงพายุและภัยพิบัติสภาพอากาศสุดขั้ว

เมื่อน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น มหาสมุทรจะถ่ายโอนความร้อนและความชื้นปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพอากาศโลกในหลายมิติ อาทิ

พายุทวีความรุนแรง

ปริมาณไอน้ำและพลังงานความร้อนในอากาศที่มากขึ้น กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่เพิ่มกำลังให้พายุหมุนทวีคูณความรุนแรง เกิดฝนตกหนักเฉียบพลันและน้ำท่วมฉับพลันในหลายภูมิภาค


คลื่นความร้อนในทะเล (Marine Heatwaves)

ความถี่ของการเกิดคลื่นความร้อนใต้ทะเลเพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับทศวรรษ 1990 เร่งปรากฏการณ์แนวปะการังฟอกขาว และคุกคามห่วงโซ่อาหารทางทะเลอย่างหนัก


กลไกธรรมชาติเสื่อมถอย

น้ำทะเลที่ร้อนขึ้นจะลดความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลให้ก๊าซเรือนกระจกสะสมในบรรยากาศมากขึ้น และเร่งวงจรภาวะโลกร้อนให้เร็วยิ่งขึ้น


green-space-global-sea-surface-temperature-record-21-1c-2026-2.jpg

สถิติ 21.1 องศาเซลเซียส จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าปัดวัดอุณหภูมิ แต่เป็นเสียงเตือนภัยครั้งสุดท้ายจากมหาสมุทรที่แบกรับความร้อนแทนมนุษย์จนเกินขีดจำกัด เมื่อน้ำทะเลเปลี่ยนจาก “โล่คุ้มกันภัย” กลายเป็น “ตัวเร่งภัยพิบัติ” ทั้งพายุที่ทวีความรุนแรงและระบบนิเวศที่กำลังล่มสลาย ยิ่งย้ำเตือนว่าเราไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป การยุติการเสพติดเชื้อเพลิงฟอสซิลและการปกป้องผืนน้ำในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การกู้วิกฤตสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการปกป้องลมหายใจและอนาคตของมนุษยชาติเอง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์