องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกจับตา Strong El Niño เร่งตัวปลายปี นักวิชาการไทยเปิดไทม์ไลน์ 2569–2570 ไทยรับแรงกระแทก 6 ระลอก น้ำแล้ง-ร้อนจัด-ไฟป่า-PM2.5-ทะเลเดือด และผลกระทบที่ลากยาวถึงกลางปีหน้า
El Niño ครั้งนี้อาจไม่ใช่แค่ “ภัยแล้ง”
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กำลังจับตาการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลกอย่างใกล้ชิด หลังพบว่า El Niño ปี 2569 พร้อมพัฒนาไปสู่ระดับที่รุนแรงขึ้น โดยรายงานล่าสุด ระบุว่า “Strong El Niño” มีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ขณะที่แบบจำลองส่วนใหญ่ชี้ว่าเหตุการณ์มีแนวโน้มเข้าใกล้จุดสูงสุดในช่วงปลายปี
ตัวเลขที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือ ความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ติดตามสำคัญของแปซิฟิกอาจสูงเกิน 2.9 องศาเซลเซียสในช่วงดังกล่าว ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มขึ้น 2.9 องศา แต่สะท้อนความร้อนผิดปกติในเขตมหาสมุทรที่เป็นหัวใจของการก่อตัวของ “เอลนีโญรุนแรง” ที่ไม่ได้แปลว่า “แล้ง” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำให้รูปแบบฝนและอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติ บางพื้นที่อาจเผชิญฝนทิ้งช่วง ขณะที่บางพื้นที่กลับเจอฝนหนักและน้ำท่วมฉับพลัน
เมื่อปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบนโลกที่ร้อนขึ้นอยู่แล้ว ความเสี่ยงจึงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเรื่องๆ แต่จะต่อเนื่องกันเป็น “ปฏิกิริยาลูกโซ่”

โลกเดือด+เอลนีโญ จากนี้ไปไทยจะเจออะไรบ้าง?
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านนิเวศทางทะเล มองเอลนีโญรอบนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ต้องติดตามต่อเนื่องเป็นช่วงเวลา เพราะผลกระทบจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด แต่จะค่อยๆ เปลี่ยนจากความแปรปรวนของฝน ไปสู่ปัญหาน้ำ ความร้อน ไฟป่า ฝุ่น และท้ายที่สุดคือผลกระทบต่อทะเลและระบบนิเวศชายฝั่ง
ช่วงที่ 1 มิถุนายน–กรกฎาคม 2569
ผศ.ดร.ธรณ์ มองว่าตั้งแต่เดือนมิถุนายน–กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เอลนีโญเริ่มต้นและเริ่มส่งผลกระทบบ้างแล้ว เช่น พายุไต้ฝุ่นหลายลูกในทะเลจีนใต้ อากาศร้อนจัดในญี่ปุ่น น้ำท่วมฉับพลันในจีน ฯลฯ รวมถึงฝนที่ตกน้อยกว่าปกติในหลายพื้นที่ของประเทศไทย เช่น ภาคใต้ ภาคกลาง และบางส่วนของภาคอีสาน
ช่วงที่ 2 สิงหาคม-ตุลาคม 2569
เริ่มตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม เอลนีโญจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญในช่วงเดือนตุลาคม แต่ยังไม่ถึงจุดพีค สิ่งที่เราจะเจอคือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงยิ่งขึ้น บางแห่งอาจแทบไม่มีฝน ขณะที่บางแห่งอาจเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลัน
นี่เป็นช่วงของความปั่นป่วนที่เราต้องติดตามการพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด และพยายามเก็บต้นทุนน้ำไว้ให้มากที่สุด รวมถึงอัปเดตสถานการณ์และวางแผนรับมืออย่างต่อเนื่อง เพราะ “ของจริงกำลังจะมา”
ช่วงที่ 3 พฤศจิกายน 2569-มกราคม 2570
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม จะเป็น “จุดพีคของซูเปอร์เอลนีโญ” ฤดูฝนน่าจะสิ้นสุดเร็วกว่าปีก่อน แต่อาจมีไต้ฝุ่นจากทะเลจีนใต้เข้ามาเป็นระยะ ได้แต่ภาวนาว่าอย่าเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังต้องระวังฝนตกหนักและลมแรงแบบฉับพลัน แม้ไม่มีพายุเคลื่อนเข้ามาโดยตรง เราคงมี “ฤดูหนาวที่หนาวน้อยกว่า” และแห้งแล้งกว่าปีก่อน การเก็บน้ำคงยากกว่าปกติ จึงควรดูแลต้นทุนน้ำให้เพียงพอตั้งแต่ช่วงที่สอง
ช่วงนี้ยังเข้าสู่ฤดูฝุ่นในบางพื้นที่ อากาศที่แห้งกว่าปกติจะทำให้เกิด “ฝุ่น” ได้ง่าย พื้นที่ที่ประสบปัญหาฝุ่นเป็นประจำจึงต้องเตรียมรับมือ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่แพ้ฝุ่น ควรเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ เชื่อว่าฤดูฝุ่นครั้งนี้จะรุนแรงมาก
ช่วงที่ 4 กุมภาพันธ์-เมษายน 2570
ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่เอลนีโญลดความรุนแรงลง แต่ผลกระทบต่อประเทศไทยยังคงอยู่ และอาจรุนแรงกว่าช่วงก่อนๆ เพราะเข้าสู่ฤดูร้อนและฤดูแล้งอย่างเต็มที่
“ไฟป่า” ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสานจะเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นพิเศษ เนื่องจากป่าแห้งแล้ง ต้นไม้ไม่สมบูรณ์ และกิ่งใบที่ร่วงหล่นกลายเป็นเชื้อไฟปริมาณมาก การดับไฟป่าในช่วงที่อากาศแห้งจัดเป็นไปได้ยาก ผลกระทบจากไฟป่าและฝุ่นในภาคเหนือจึงน่าจะรุนแรงเป็นพิเศษ
สำหรับกลุ่มเปราะบาง อาจต้องวางแผนอพยพชั่วคราว หากปริมาณฝุ่นอยู่ในระดับที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ เอลนีโญยังทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้งยาวนานขึ้น ฤดูไฟป่าและฝุ่นอาจยาวนานกว่าปกติ
ในส่วนของต้นทุนน้ำ หากฝนยังไม่มา จำเป็นต้องดูแลการใช้น้ำอย่างระมัดระวัง เพราะผลกระทบจากเอลนีโญอาจทำให้ฝนมาช้ากว่าปกติ และอาจจำเป็นต้องวางแผนการใช้น้ำล่วงหน้าไปจนถึงเดือนมิถุนายน
สำหรับอากาศร้อน ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบสูงสุด อุณหภูมิที่รู้สึกได้ในบางพื้นที่อาจสูงเกิน 50 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร กลุ่มเปราะบางจึงควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายที่จะเพิ่มขึ้นตามความร้อนของอากาศ เช่น ค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศ และค่าน้ำที่อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นช่วงที่ขาดแคลนน้ำมากที่สุดของปี ประกอบกับผลกระทบสะสมจากเอลนีโญที่ทำให้ต้นทุนน้ำมีน้อย

ช่วงที่ 5 พฤษภาคม-มิถุนายน 2570
ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่เอลนีโญสิ้นสุดลงแล้ว แต่ผลกระทบยังคงอยู่ โดยเฉพาะในทะเล ซึ่งจะเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
อุณหภูมิน้ำทะเลอาจร้อนจนทำลายสถิติในหลายปีที่ผ่านมา โดยอาจสูงถึง 34.5 องศาเซลเซียสที่ระดับความลึก 3 เมตรบริเวณแนวปะการัง และเป็นช่วงที่ปะการังฟอกขาวรุนแรงที่สุด รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอื่นๆ เช่น แหล่งหญ้าทะเลและสัตว์น้ำชายฝั่ง
ช่วงนี้ผู้ที่ประกอบอาชีพเกี่ยวข้องกับทะเลต้องวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ซึ่งอาจประสบปัญหาน้ำร้อนจนปลาตาย การประมงพื้นบ้าน ซึ่งสัตว์น้ำอาจหนีออกจากชายฝั่ง และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปะการังฟอกขาวและการปิดแหล่งท่องเที่ยว
ขณะที่บนบกอาจยังได้รับผลกระทบจากความร้อนและความแห้งแล้งอยู่บ้าง ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่าฝนจะกลับมาเร็วเพียงใด
หากพิจารณาจากสถานการณ์เอลนีโญในช่วงปี 2566–2567 หลังจากปรากฏการณ์เอลนีโญสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์และเข้าสู่ภาวะเป็นกลาง เราพบว่าฝนเริ่มมาในเดือนมิถุนายน ช่วยบรรเทาความแห้งแล้งและอากาศร้อน รวมถึงลดอุณหภูมิน้ำทะเลลงอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม เอลนีโญที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงปี 2569–2570 มีความรุนแรงมากกว่า ผลกระทบจึงอาจยาวนานกว่า ได้แต่หวังว่าสภาพภูมิอากาศและท้องทะเลจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติภายในเดือนมิถุนายน มิฉะนั้น เราอาจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ช่วงที่ 6 ครึ่งหลังของปี 2570
คือช่วงที่โลกอาจกลับเข้าสู่ “ภาวะเป็นกลาง” ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศจะลดลง จากนั้นเราจะเข้าสู่ลานีญา ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีฝนมากขึ้นและอากาศหนาวเย็นลง
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่สามารถบอกได้ว่าโลกจะอยู่ในภาวะเป็นกลางนานเพียงใดก่อนเข้าสู่ “ลานีญา” ได้แต่หวังว่าการเปลี่ยนเฟสจะเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิฉะนั้น หากสภาพภูมิอากาศสวิงไปมาอย่างรวดเร็ว ปรากฏการณ์ต่างๆ จะยิ่งรุนแรงขึ้นและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยมากขึ้น
ยิ่งอุณหภูมิโลกเข้าใกล้หรือสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสมากเท่าไร ทุกอย่างในโลกก็ยิ่งปั่นป่วนมากขึ้น ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่เรากำลังจะเจอเป็นเพียงการชิมลาง
“ในอนาคตอันใกล้ เราจะเผชิญปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเช่นนี้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ตราบใดที่ก๊าซเรือนกระจกปริมาณมหาศาลยังคงถูกปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทุกวัน Road to Decarbonization อาจจะต้องเปลี่ยนชื่อคอลัมน์เป็น Highway to Hell ก็ได้”
— ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านนิเวศทางทะเล ระบุ
อ.เสรีชี้โจทย์ใหญ่ไทย “การ์ดต้องไม่ตก”
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ จากศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เสนอให้ประเทศไทยเตรียม Roadmap รับแรงกระแทกจากสภาพอากาศสุดขั้วในปี 2570 โดยเฉพาะการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องน้ำ ดังนี้
การ์ดต้องไม่ตก ภูมิต้านทานเรามีขนาดไหนกับอดีตความเสียหาย และความสูญเสียจากปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2558-2559 (กว่า 80,000 ล้านบาท) และ ปี 2566-2567 (ครึ่งแรกกว่า 40,000 ล้านบาท ครึ่งหลังกว่า 50,000 ล้านบาท)

เอลนีโญในปี 2570 จะเป็นปีที่ไม่เคยเจอ แผน และมาตรการต่างๆที่รองรับทุกปี ไม่เพียงพอ เห็นได้จากกกลุ่มประเทศยุโรป และเอเชียตะวันออก ที่มีข้อมูล และแผนการจัดการที่ดี แต่กำลังได้รับผลกระทบที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ มีการประเมิน GDP ของกลุ่มสหภาพยุโรปจะติดลบประมาณ 1% หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาท ดังนั้น แผนที่นำทาง หรือ Roadmap สำหรับประเทศไทยจึงมีความสำคัญมาก
“สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือความผิดพลาดในการจัดการน้ำด้านอุปทาน (ต้องการเท่าไร ก็หาเพิ่มให้ ทั้งๆที่เราไม่สามารถเพิ่มฝนได้ หรือเพิ่มน้ำได้ตามความต้องการ) หรือพอเกิดน้ำท่วมก็สร้างพนังกั้นน้ำ คลองผันน้ำไล่น้ำออก แทนที่จะประเมินความต้องการที่แท้จริง (การจัดการน้ำด้านอุปสงค์) มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล (ทำไมชาวนา ยิ่งทำนา ยิ่งจน ทำมาก ได้น้อย) สร้างความยั่งยืนในอนาคต รวมทั้งการหาที่ให้น้ำอยู่ แทนการแย่งที่น้ำจนกระทบไปทั่วทุกหนแห่ง”
— รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ระบุ
เอลนีโญกำลังทดสอบภูมิคุ้มกันของประเทศไทย
หากมองไทม์ไลน์ตั้งแต่กลางปี 2569 ถึงกลางปี 2570 จะเห็นว่า “เอลนีโญ” สามารถลากผลกระทบจากฝนไปสู่น้ำ จากน้ำไปสู่การเกษตร จากความร้อนไปสู่พลังงานและสุขภาพ จากความแห้งแล้งไปสู่ไฟป่าและ PM2.5 และจากมหาสมุทรที่ร้อนไปสู่ปะการัง ประมง และการท่องเที่ยว
นี่คือเหตุผลที่ Climate Change ไม่สามารถแก้แบบแยกส่วนได้อีกต่อไป เพราะทั้ง SDG 6: เรื่องน้ำ SDG 2: เรื่องความมั่นคงทางอาหาร SDG 3: เรื่องสุขภาพ SDG: 11 เรื่องเมืองยั่งยืน SDG 13: เรื่อง Climate Action รวมถึง SDG 14 และ SDG 15 ล้วนเชื่อมโยงอยู่ในวิกฤตเดียวกัน
สุดท้ายแล้ว “เอลนีโญ” ครั้งนี้อาจผ่านไป แต่โลกที่ร้อนขึ้นยังอยู่กับเรา และนั่นคือวิกฤตที่ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือให้ไกลกว่าปี 2570




