สภาเปลี่ยนสี! เมื่อคลื่นสีน้ำเงินปกคลุมคองเกรส ทรัมป์ยังมีอำนาจอยู่ไหม (?) ในวันที่รีพับลิกันอ่อนแอ

5 พ.ย. 2569 - 18:10

  • ผลการเลือกตั้งกลางเทอมเมื่อค่ำคืนวันที่ 3 พ.ย.ที่ผ่านมาได้สะท้อนความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของฝั่งรัฐบาล เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายรัฐและหลายเขตที่เคยโหวตให้ทรัมป์เมื่อสองปีก่อน พากันหันหลังให้กลุ่มพันธมิตรของทรัมป์ในศึกกลางเทอมหนนี้

  • ในเวลานี้ บารมีอันล้นฟ้าของทรัมป์กำลังส่งสัญญาณสั่นคลอนอย่างรุนแรง เพราะคนในพรรครีพับลิกันเริ่มกล้าเปิดหน้าวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของทรัมป์ในแบบที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

  • แม้ทรัมป์จะสูญเสียอำนาจการควบคุมสภาคองเกรสไปแล้ว แต่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงมี ‘อำนาจบริหารส่วนตัว’ ในขอบเขตที่กว้างขวางมาก

awdemocrats-blue-wave-and-a-bad-night-for-trump-key-us-midterms-takeaways-SPACEBAR-Hero.jpg

ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการชี้ชัดเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า ‘พรรคเดโมแครต’ สามารถคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย พลิกขั้วอำนาจกลับมาครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้อย่างเบ็ดเสร็จทั้งสองสภา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันส่วนใหญ่ร่วมกันส่งสัญญาณปฏิเสธนโยบายและการบริหารประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านคูหาเลือกตั้งในครั้งนี้อย่างเป็นรูปธรรม 

ชัยชนะเหนือความคาดหมายครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่พรรคเดโมแครตสามารถโค่นแชมป์เก่าจากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งวุฒิสภาได้สำเร็จ แม้แต่ในรัฐที่เป็นฐานเสียงอนุรักษนิยมเหนียวแน่นมาโดยตลอดอย่าง ไอโอวา แคนซัส นอร์ทแคโรไลนา เซาท์แคโรไลนา และเท็กซัส 

ผลลัพธ์ดังกล่าวถือว่าถล่มทลายเกินกว่าที่โพลสำรวจสำนักต่างๆ จะคาดการณ์ได้ โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากกระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อการบริหารประเทศของทรัมป์ โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น 

สภาคองเกรสเปลี่ยนสี...ปรากฏการณ์ ‘คลื่นสีน้ำเงิน’ 

awdemocrats-blue-wave-and-a-bad-night-for-trump-key-us-midterms-takeaways-SPACEBAR-Photo01.jpg
(Photo by ERIK S. LESSER / AFP)

พรรคเดโมแครตสามารถสร้างปรากฏการณ์ ‘คลื่นสีน้ำเงิน’ ให้เกิดขึ้นจริงตามความคาดหมาย ด้วยการพลิกกลับมาแย่งชิงเก้าอี้วุฒิสภาเพิ่มขึ้นถึง 7 ที่นั่ง และเก้าอี้สภาผู้แทนราษฎรอีกกว่า 24 ที่นั่ง พร้อมทั้งยังสามารถขยายฐานขั้วอำนาจด้วยการคว้าเก้าอี้ผู้ว่าการรัฐเพิ่มขึ้นอีกหลายพื้นที่  

เพียงไม่นานหลังจากปิดหีบลงคะแนน พรรคเดโมแครตก็เริ่มกวาดชัยชนะอย่างต่อเนื่องในสมรภูมิชิงเก้าอี้วุฒิสภาสำคัญ ขณะที่สื่อหลายสำนักก็ประกาศยืนยันตั้งแต่ก่อนเที่ยงคืน (3 พ.ย.) ว่า “พรรคเดโมแครตจะก้าวขึ้นมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา (สภาบน) แน่นอน” และหลังจากนั้นเพียงไม่ถึงสองชั่วโมง เดโมแครตก็สามารถกวาดเก้าอี้ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร (สภาล่าง) ได้สำเร็จเช่นกัน 

การก้าวขึ้นมาควบคุมเสียงข้างมากในสภาคองเกรสได้อย่างเบ็ดเสร็จทั้งสองสภา ส่งผลให้พรรคเดโมแครตได้รับสิทธิ์และอำนาจเต็มในการสกัดกั้นวาระนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลทรัมป์ ต่อจากนี้ 

ผลการเลือกกลางเทอมตั้งเมื่อค่ำคืนวันอังคาร (3 พ.ย.) ที่ผ่านมาได้สะท้อนความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของฝั่งรัฐบาล เมื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหลายรัฐและหลายเขตที่เคยโหวตให้ทรัมป์เมื่อสองปีก่อน พากันหันหลังให้กลุ่มพันธมิตรของประธานาธิบดีในศึกกลางเทอมหนนี้ แม้กระทั่ง ส.ส.แชมป์เก่าจากพรรครีพับลิกันในเขตพื้นที่สีแดงเข้ม (ฐานเสียงที่ปลอดภัยของรีพับลิกัน) เช่น ในรัฐฟลอริดา ก็ยังต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับจากการถูกพรรคเดโมแครตไล่บี้คะแนนอย่างสูสีดุเดือด 

ขณะเดียวกัน หนึ่งในสนามเลือกตั้งที่ถูกจับตามองและมีบรรยากาศตึงเครียดที่สุดแห่งค่ำคืน คือ ‘รัฐมิชิแกน’ ซึ่ง อับดุล เอล-ซาเยด ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต สามารถฝ่ากระแสการรณรงค์หาเสียงโจมตีและเหยียดเชื้อชาติศาสนาอย่างรุนแรง พลิกกลับมาคว้าชัยชนะเก้าอี้สำคัญนี้ไปได้สำเร็จ 

ชัยชนะอันถล่มทลายของพรรคเดโมแครตในครั้งนี้ ถูกจารึกด้วยความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ของพรรครีพับลิกันทั่วยุทธภูมิสหรัฐฯ นำโดยการล้มแชมป์ครั้งมโหฬารในรัฐแคนซัส ซึ่งพรรคเดโมแครตสามารถคว้าเก้าอี้วุฒิสภามาครองได้เป็นครั้งแรกในรอบ 94 ปี หลังจาก แอดัม แฮมิลตัน พลิกเอาชนะ โรเจอร์ มาร์แชลล์ ได้สำเร็จ 

นอกจากนี้ รีพับลิกันยังต้องสูญเสียเก้าอี้วุฒิสภาในรัฐเซาท์แคโรไลนาเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี โดย ดร.แอนนี แอนดรูวส์ จากเดโมแครต สามารถโค่น ดาร์ลีน แกรแฮม น้องสาวของอดีตวุฒิสมาชิกผู้ล่วงลับ ลินด์เซย์ แกรแฮม และพันธมิตรคนสนิทของทรัมป์ลงได้  

ส่วนที่รัฐเท็กซัส เจมส์ ทาลาคิโก ผู้สมัครหน้าใหม่ไฟแรงสายก้าวหน้าจากเดโมแครต สร้างปาฏิหาริย์โค่น เคน แพักซ์ตัน อัยการสูงสุดของรัฐสายอนุรักษนิยม ยุติสถิติการครองแชมป์ยาวนานถึง 38 ปีของพรรครีพับลิกันลงอย่างราบคาบ 

ขณะที่รัฐไอโอวาและนอร์ทแคโรไลนา ต่างก็บันทึกประวัติศาสตร์พลิกขั้วกลับมาเลือกวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008 เช่นเดียวกัน 

รัฐบาลทรัมป์ครึ่งทาง...รีพับลิกันกำลังอ่อนแอ! 

awdemocrats-blue-wave-and-a-bad-night-for-trump-key-us-midterms-takeaways-SPACEBAR-Photo02.jpg
(Photo by BRENDAN SMIALOWSKI / AFP)

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงให้เห็นถึงการกุมอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือพรรครีพับลิกัน โดยเขาสามารถควบคุมสมาชิกพรรคทั้งในสภาคองเกรสและทั่วสหรัฐฯ ให้อยู่หมัดด้วยสารพัดวิธีตั้งแต่การป้อนผลประโยชน์รางวัลทางการเมือง ไปจนถึงการข่มขู่คุกคามแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน    

ทว่าในเวลานี้ บารมีอันล้นฟ้าของเขากำลังส่งสัญญาณสั่นคลอนอย่างรุนแรง เพราะคนในพรรครีพับลิกันเริ่มกล้าเปิดหน้าวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของทรัมป์ในแบบที่ไม่มีใครกล้าทำมาก่อนเมื่อไม่กี่เดือนก่อน 

แม้กระทั่ง เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีคู่ใจของทรัมป์เอง ก็ยังออกมากล่าวโทษว่า “สงครามในอิหร่านที่ทรัมป์ร่วมมือกับอิสราเอลเปิดฉากขึ้น คือชนวนเหตุต้นตอที่ทำให้พรรครีพับลิกันต้องพ่ายแพ้ยับเยินในศึกเลือกตั้งหนนี้” 

“หากคุณยังอยากจะดันทุรังอ้างว่ามันคุ้มค่า คุ้มแล้วกับการที่พรรคต้องสูญเสียเสียงข้างมากในวุฒิสภาไปอีกยาวนานถึง 6 ปีข้างหน้า ก็เชิญอ้างไปเถอะ แต่ความจริงที่ทุกคนรู้แก่ใจคือทำไมเราถึงแพ้ และถ้าอยากจะคุยเพื่อหาทางไปต่ออย่างตรงไปตรงมา มันก็ต้องเริ่มยอมรับความจริงจากจุดนี้ก่อน”

— แวนซ์ กล่าว

ในขณะนี้ กระแสข่าวลือเรื่องการ ‘เชือดแพะรับบาป’ และปลดคนในทีมบริหารของทรัมป์ฟ้าผ่ากำลังสะพัดอย่างหนาหู โดยสำนักข่าว CBS News รายงานว่า “ทรัมป์ถึงขั้นเอ่ยปากถามที่ปรึกษาใกล้ชิดว่า ควรปลด พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมที่เป็นหนึ่งในหัวหอกผู้วางแผนสงครามอิหร่านออกจากตำแหน่งดีหรือไม่” แม้ว่าในเวลาต่อมาทำเนียบขาวจะรีบออกมาปฏิเสธข่าวนี้ก็ตาม  

สัญญาณการปลดทีมงานเซ่นความพ่ายแพ้ครั้งนี้ เป็นภาพสะท้อนที่ฉายซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ยุคประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ที่เคยสั่งปลด โดนัลด์ รัมส์เฟลด์ รัฐมนตรีกลาโหมคู่ใจผู้ผลักดันสงครามอิรัก หลังจากพรรครีพับลิกันโดนพรรคเดโมแครตถล่มยับเยินในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2006 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่รีพับลิกันพ่ายแพ้มโหฬารระดับเดียวกับวิกฤตคลื่นสีน้ำเงินในปัจจุบัน  

“หลังจากนี้ สมาชิกพรรครีพับลิกันที่ตระหนักได้ว่าต้องถอยห่างจาก ‘ลัทธิทรัมป์’ (Trumpism) และขบวนการ MAGA เพื่อความอยู่รอด จะเริ่มหันไปชูนโยบายด้านอื่น หรือไม่ก็พยายามวางตัวเว้นระยะห่าง เพื่อแสดงให้สาธารณชนเห็นว่าพวกเขากับ โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้เป็นพวกเดียวกันอีกต่อไปแล้ว”

— เดวิด มิลเลอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านการปกครองจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน วิเคราะห์ 

เมื่อคืนวันอังคาร (3 พ.ย.) ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดียและเดินสายให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนัก ด้วยการแสดงท่าทีกลับไปกลับมาในการรับมือกับพรรคเดโมแครต โดยนาทีหนึ่งเขาเพิ่งรับปากอย่างดิบดีว่าจะยอมร่วมมือกันทำงาน แต่ในนาทีถัดมากลับเปลี่ยนโหมดขู่ว่าจะใช้สิทธิ์วีโต้สั่งตีตกทุกกฎหมายสายเสรีนิยมที่ผ่านมาจากสภาฝั่งตรงข้าม 

“ผมน่าจะทำงานร่วมกับฝั่งเดโมแครตได้ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาคิดจะจ้องทำลายล้างกัน แต่จำไว้ว่าผมยังมีสิทธิ์วีโต้กฎหมายอยู่ในมือ” ทรัมป์กล่าวอย่างมั่นใจ   

ฉากทัศน์นี้ชวนให้นึกถึงประวัติศาสตร์ในปี 1995 หลังพรรครีพับลิกันชนะเลือกตั้งถล่มทลายจนทำให้เดโมแครตระส่ำระสายในลักษณะเดียวกัน ในตอนนั้น ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ซึ่งตกอยู่ในภาวะโดดเดี่ยวและต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ ก็เคยออกมาตัดพ้อแกมยืนยันหนักแน่นต่อสาธารณชนว่า “ประธานาธิบดียังคงมีบทบาทสำคัญในเวทีการเมืองนี้” 

แต่สถานการณ์ต่างกันตรงที่คลินตันในตอนนั้นเพิ่งดำรงตำแหน่งในวาระแรก จึงยังมีเวลาเหลือเฟือที่จะพลิกฟื้นคะแนนนิยมจนสามารถชนะเลือกตั้งซ้ำได้ในปีถัดมา ทว่าวันเวลาไม่ได้อยู่เคียงข้างทรัมป์แบบนั้นอีกแล้ว ในขณะที่พรรครีพับลิกันกำลังเร่งรักษาแผลใจจากความพ่ายแพ้ยับยิน ทรัมป์อาจพยายามงัดข้ออ้างเรื่องการมีอำนาจล้นมือขึ้นมาขู่ขวัญขั้วอำนาจในสภาและประชาชน 

ยิ่งวันเวลาผ่านไป ชายผู้รักการเป็นศูนย์กลางความสนใจของคนทั้งประเทศรายนี้ อาจต้องเผชิญความจริงอันเจ็บปวดว่า “ทั้งอำนาจรัฐธรรมนูญและบารมีทางการเมืองที่เคยสั่งซ้ายหันขวาหันได้ กำลังค่อยๆ หลุดลอยไปจากเอื้อมมือของเขาทุกที” 

แต่ทรัมป์ยังกุมอำนาจล้นมือ (?) 

awdemocrats-blue-wave-and-a-bad-night-for-trump-key-us-midterms-takeaways-SPACEBAR-Photo03.jpg
(Photo by Andrew Harnik / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP)

แม้ทรัมป์จะสูญเสียอำนาจการควบคุมสภาคองเกรสไปแล้ว แต่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงมี ‘อำนาจบริหารส่วนตัว’ (Executive Authority) ในขอบเขตที่กว้างขวางมาก ซึ่งทรัมป์เองก็เคยแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาพร้อมอย่างยิ่งที่จะใช้อำนาจบริหารของตนเองอย่างเต็มที่จนสุดขอบกติกาเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามอยู่เสมอ 

แต่เหรียญอีกด้านที่ทรัมป์อาจยังไม่ยอมรับก็คือ เวลาในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของทรัมป์กำลังงวดลงเรื่อยๆ และมันจะกลายเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากขึ้นสำหรับเขาในการที่จะใช้อำนาจต่างๆ ที่มีอยู่ในมือหลังจากนี้ ประกอบกับการถูกขัดขวางจากสภาคองเกรสที่เป็นเสียงข้างมากของเดโมแครต ก็จะยิ่งทำให้นโยบายและอำนาจในมือของทรัมป์ขับเคลื่อนได้ยากกว่าเดิมหลายเท่าตัว 

ที่ผ่านมา การขยับนโยบายครั้งสำคัญส่วนใหญ่ของทรัมป์ มักเกิดขึ้นผ่านการใช้อำนาจออก ‘คำสั่งฝ่ายบริหาร’ โดยตรง มากกว่าการพึ่งพากระบวนการออกกฎหมายผ่านสภาคองเกรสที่พรรครีพับลิกันเคยควบคุมอยู่ด้วยซ้ำ  

หลักฐานที่เห็นได้ชัดคือ “มาตรการประกาศสงครามการค้าด้วยการเก็บภาษีศุลกากร” ต่อทั้งประเทศพันธมิตรและคู่ปรับทั่วโลก รวมถึงการเปิดฉากอนุมัติปฏิบัติการทางทหารเชิงรุกในเวเนซุเอลาและอิหร่าน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการใช้อำนาจสั่งการตรงจากทำเนียบขาวโดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากสภาทั้งสิ้น 

ในส่วนของนโยบายภายในประเทศ ทรัมป์เคยถึงขั้นใช้อำนาจเด็ดขาดสั่งตัดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลกลางตามหน่วยงานต่างๆ ทั้งที่งบเหล่านั้นผ่านการอนุมัติจากสภาคองเกรสไปแล้วด้วย แม้ว่าในตอนนี้ พรรคเดโมแครตจะสามารถพลิกเกมกลับมาครองเสียงข้างมากได้อย่างเบ็ดเสร็จทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา แต่ทรัมป์ก็ยังคงมีสิทธิ์เดินหน้าใช้อำนาจสั่งการในลักษณะนี้ได้ต่อไปในช่วง 2 ปีสุดท้ายของวาระ 

และหากเดโมแครตคิดจะออกกฎหมายมาดัดหลัง หรือจำกัดอำนาจบริหารของทรัมป์ รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ก็มีไพ่ตายมอบให้ทำเนียบขาว นั่นคือ ‘สิทธิ์การยับยั้งของประธานาธิบดี’ (Presidential Veto) ซึ่งกฎหมายที่ถูกทรัมป์วีโต้จะถูก ‘ล้มล้าง’ ได้ก็ต่อเมื่อสภาคองเกรสต้องรวมเสียงโหวตให้ได้มากกว่า 2 ใน 3 ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินกว่าเก้าอี้เสียงข้างมากที่เดโมแครตมีอยู่ในมือขณะนี้ 

อย่างไรก็ตาม การที่ทรัมป์ยังมีไพ่ตายทางกฎหมายอยู่ในมือ ไม่ได้การันตีว่าเขาจะขับเคลื่อนนโยบายได้ตามใจชอบอีกต่อไป เพราะกองทัพนักการเมืองหน้าใหม่จากฝั่งเดโมแครตที่กำลังตบเท้าเข้าสู่สภา ต่างประกาศกร้าวว่าจะขัดขวางและจับตาทุกการเคลื่อนไหวของเขาอย่างถึงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น อุปสรรคชิ้นโตที่น่ากลัวที่สุดของทรัมป์หลังจากนี้ อาจไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นแรงต้านที่เริ่มก่อตัวขึ้นจากภายในกลุ่มของพรรครีพับลิกันเองด้วยซ้ำ 

(Photo by Andrew Harnik / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์