ประชาคมโลกเกือบ 200 ประเทศ เปิดฉากการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 17 (UN Biodiversity Conference) หรือ COP17 ที่กรุงเยเรวาน ประเทศอาร์เมเนีย ซึ่งจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 19–30 ตุลาคม 2026 เพื่อเจรจาแก้ไขวิกฤตธรรมชาติระดับโลก หลังรายงานของสหประชาชาติเผยว่าเป้าหมายฟื้นฟูระบบนิเวศภายในปี 2030 ยังอยู่ห่างไกลจากความเป็นจริง

เป้าหมายสำคัญสั่นคลอน
ข้อตกลงที่ถูกเรียกว่า ความตกลงปารีสแห่งธรรมชาติ ซึ่งประเทศส่วนใหญ่ร่วมลงนามเมื่อ 4 ปีก่อน มีเป้าหมายสำคัญคือการปกป้องพื้นที่บนบกและในมหาสมุทรให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี 2030 รวมถึงการลดเงินอุดหนุนอุตสาหกรรมที่ทำลายธรรมชาติ แต่ความคืบหน้ากลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า
"เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า โดยรวมแล้วเรายังไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่ควรจะเป็น"
— นิโคล ปาชีเนียน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย กล่าวก่อนเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการ
UN ชี้ขาดเงินทุน-เรียกร้องภาคเอกชน
รายงานของ UN ที่เผยแพร่ก่อนการประชุมระบุว่า แม้จะมีความก้าวหน้าในบางเป้าหมาย แต่ยังไม่ทันต่อกำหนดเวลา โดยเฉพาะการจัดหาเงินทุนเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติที่ยังขาดอยู่มาก ประเด็นนี้กลายเป็นหัวใจของการเจรจา โดยชาติตะวันตกต้องการให้เศรษฐกิจเกิดใหม่อย่างจีนร่วมรับภาระด้วย ขณะที่ความสนใจหันมาโฟกัสที่การดึงเงินทุนเอกชนมาอุดช่องว่างแทน

"กูเตอร์เรส" โจมตีเงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล
ทางด้าน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ผู้นำระดับโลกที่เดินทางมาร่วมประชุม กล่าวว่า "การอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิลคือการอุดหนุนการทำลายตัวเอง"
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกหยุด "ใช้เงินในทางที่ผิด" และเร่งปฏิรูปนโยบายอุดหนุนที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศ
เน้นการลงมือจริง ไม่ใช่คำมั่นสัญญา
อาดิล นาจัม ประธานระดับโลกของ WWF อินเตอร์เนชั่นแนล สรุปทิศทางของการประชุมครั้งนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า "โลกไม่ต้องการวิสัยทัศน์ใหม่ เรามีอยู่แล้ว สิ่งที่โลกต้องการคือการปฏิบัติจริง"
สำหรับอาร์เมเนีย การเป็นเจ้าภาพ COP17 ถือเป็นหนึ่งในงานระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดที่เคยจัดขึ้นในประเทศ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมหลายพันคนตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์




