ไตของโลก: พื้นที่ชุ่มน้ำกำลังหายไป ภัยเงียบยุคโลกร้อนที่หลายคนปล่อยผ่าน

2 ก.พ. 2569 - 10:14

  • พื้นที่ชุ่มน้ำช่วยดูดซับคาร์บอน ลดความรุนแรงของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

  • การสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำเชื่อมโยงโดยตรงกับน้ำท่วมและความเสี่ยงของชุมชน

  • การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือเรื่องความมั่นคงหลายมิติ

ไตของโลก: พื้นที่ชุ่มน้ำกำลังหายไป ภัยเงียบยุคโลกร้อนที่หลายคนปล่อยผ่าน

SPACEBAR ชวนถอดบทเรียนจากธรรมชาติที่ช่วยปกป้องมนุษย์มานาน ก่อนจะถูกคุกคามด้วยการพัฒนาของคนด้อยพัฒนา ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี “พื้นที่ชุ่มน้ำ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะกลไกสำคัญของโลกในการรับมือโลกรวน แต่ขณะเดียวกัน พื้นที่ชุ่มน้ำก็เป็นระบบนิเวศที่เปราะบางที่สุด และกำลังหายไปอย่างเงียบงันจากการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน 

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น “วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก” (World Wetlands Day) เพื่อรำลึกถึงการลงนามอนุสัญญาแรมซาร์ เมื่อปี 2514 ณ เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน ปีนี้มาในแนวคิด “พื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของมนุษย์” ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่เพียงเรื่องของธรรมชาติ หากแต่เชื่อมโยงโดยตรงกับความมั่นคงด้านน้ำ คุณภาพชีวิต และความสามารถของสังคมมนุษย์ในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

ไตของโลก

พื้นที่ชุ่มน้ำ (Wetlands) ถูกเปรียบว่าเป็น“ไตของโลก”  หรือ Earth’s Kidneys เหตุผลที่ได้รับฉายานี้เป็นเพราะหน้าที่สำคัญทางนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับไตของมนุษย์ อาทิ

  • การกรองและกำจัดของเสีย: พื้นที่ชุ่มน้ำทำหน้าที่กรองมลพิษ ดูดซับสารเคมี เช่น สารกำจัดศัตรูพืช และโลหะหนัก
  • การบำบัดน้ำเสียทางธรรมชาติ: พืชและดินในพื้นที่ชุ่มน้ำช่วยดูดซับสารอาหารส่วนเกิน เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนไหลลงสู่แหล่งน้ำหลัก
  • การรักษาสมดุล: ทำหน้าที่กักเก็บตะกอนและช่วยให้ระบบนิเวศโดยรอบสะอาดและสมดุล
sustainability-wetlands-world-kidney-of-the-earth-world-wetlands-day-2-feb-SPACEBAR-Photo01.jpg

นอกจากหน้าที่ “ไต” แล้ว พื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นเหมือน “ฟองน้ำ” ที่ช่วยดูดซับน้ำฝนเพื่อป้องกันน้ำท่วม และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าป่าบก

สำหรับพื้นที่ชุ่มน้ำ มักเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างดินและน้ำ อาจเป็นหนอง บึง พรุ ป่าชายเลน หรือพื้นที่น้ำท่วมถึงตามฤดูกาล ถือเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่สุดของโลก แต่บทบาทที่ถูกพูดถึงมากขึ้นในยุคโลกร้อน คือความสามารถของพื้นที่ชุ่มน้ำในการจัดการสมดุลก๊าซเรือนกระจก พื้นที่เหล่านี้สามารถเป็นทั้งแหล่งกำเนิดและแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอน ขึ้นอยู่กับสภาพและระดับการถูกรบกวน หากพื้นที่ชุ่มน้ำยังคงสมบูรณ์ ดินอินทรีย์และพรุสามารถกักเก็บคาร์บอนปริมาณมหาศาลไว้ไม่ให้ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ แต่เมื่อถูกรุกล้ำ ถูกถม หรือเปลี่ยนการใช้ที่ดิน คาร์บอนที่สะสมมานานนับร้อยนับพันปีกลับถูกปล่อยออกมาในเวลาอันสั้น

sustainability-wetlands-world-kidney-of-the-earth-world-wetlands-day-2-feb-SPACEBAR-Photo02.jpg

โครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติที่ช่วยโลกปรับตัว

นอกจากบทบาทด้านคาร์บอน พื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็น “โครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติ” ที่ช่วยสังคมมนุษย์รับมือกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่นของระบบนิเวศที่สามารถปรับตัวตามวัฏจักรน้ำ ทั้งระดับฤดูกาล รายปี และระยะยาว ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำจำนวนมากยังคงให้บริการระบบนิเวศได้ แม้เผชิญสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน

บริการเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การชะลอและกักเก็บน้ำท่วม การเติมน้ำสู่ชั้นน้ำใต้ดิน การบำบัดน้ำที่ปนเปื้อน ไปจนถึงการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำและที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์พื้นถิ่นหลากหลายชนิด ในโลกที่ต้องเผชิญฝนสุดขั้ว น้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้งยาวนาน บทบาทของพื้นที่ชุ่มน้ำจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น

พื้นที่ชุ่มน้ำของโลก: ใหญ่ เปราะบาง และสำคัญ

พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ของโลก เช่น West Siberian Lowland ในรัสเซีย ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำต่อเนื่องใหญ่ที่สุดของโลก หรือ Pantanal ในอเมริกาใต้ ต่างเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนและความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก ขณะที่พื้นที่ชุ่มน้ำอย่าง Okavango Delta หรือ Ngiri-Tumba-Maindombe ได้รับการคุ้มครองภายใต้อนุสัญญาแรมซาร์ในฐานะพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญระดับนานาชาติ

ปัจจุบันทั่วโลกมีพื้นที่ชุ่มน้ำเพียงร้อยละ 1.6-2.0 ของพื้นที่โลกทั้งหมด แต่กลับมีบทบาทเชิงนิเวศสูงอย่างไม่สมส่วน และกำลังเผชิญแรงกดดันจากการพัฒนาเมือง เกษตรกรรม และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

พื้นที่ชุ่มน้ำไทย ทรัพยากรที่กำลังถูกทดสอบ

ประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างน้อยร้อยละ 7.5 ของพื้นที่ประเทศ พื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้กว่าร้อยละ 83 เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนองบึง และป่าพรุ และมีพื้นที่ขึ้นทะเบียน Ramsar Sites แล้ว 15 แห่ง ตั้งแต่ พรุควนขี้เสี้ยน ทะเลน้อย จ.พัทลุง ดอนหอยหลอด บึงโขงหลง ปากแม่น้ำกระบี่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหนองบงคาย พรุโต๊ะแดง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม  เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง-ปากแม่น้ำตรัง อุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด กุดทิง เกาะกระ หมู่เกาะระ-เกาะพระทอง และแม่น้ำสงครามตอนล่าง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศท้องถิ่น และ “ความมั่นคงทางอาหาร”

sustainability-wetlands-world-kidney-of-the-earth-world-wetlands-day-2-feb-SPACEBAR-Photo03.jpg

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินจากพื้นที่ชุ่มน้ำไปสู่เกษตรกรรม ชุมชนเมือง และนิคมอุตสาหกรรม ยังคงเป็นภัยคุกคามหลัก ส่งผลให้ความสามารถในการรองรับน้ำลดลง น้ำท่วมรุนแรงขึ้น และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าหายไปอย่างต่อเนื่อง

เราอยากให้ “วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก” ไม่ใช่เพียงวันรณรงค์เชิงสัญลักษณ์ แต่ฝันให้เป็นโอกาสสำคัญในการตั้งคำถามว่า สังคมให้คุณค่ากับโครงสร้างพื้นฐานธรรมชาติอย่างจริงจังเพียงใด? ในโลกที่ลงทุนกับเขื่อน คันกั้นน้ำ และโครงสร้างคอนกรีตอย่างมหาศาล พื้นที่ชุ่มน้ำยังคงถูกมองเป็นพื้นที่ว่างมากกว่าสินทรัพย์เชิงระบบนิเวศ

ทุกการรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องธรรมชาติ แต่คือการลงทุนใน “ความมั่นคงด้านน้ำ” ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของคนรุ่นต่อไป ในวันที่โลกกำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นที่ชุ่มน้ำอาจเป็นแนวป้องกันที่เงียบที่สุด แต่สำคัญที่สุดที่มนุษย์ไม่อาจสูญเสียไปได้อีก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์