เคยคิดไหมว่าในช่วงที่หลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ยิ่งช่วงนี้อย่างในกรุงเทพมหานครต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินมาตรฐานซ้ำแล้วซ้ำเล่า แผนที่คุณภาพอากาศของประเทศมักถูกแต้มด้วยสีส้มและสีแดงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เมื่อมองลงไปยังพื้นที่ “ด้ามขวาน” หรือโซนภาคใต้ กลับพบว่าส่วนใหญ่ยังคงปรากฏเป็น “สีเขียว” หรือ “สีฟ้า” สะท้อนคุณภาพอากาศที่ดีกว่าภูมิภาคอื่นอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ระบุว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์และเหตุผลทางอุตุนิยมวิทยาที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นระบบ พร้อมให้เหตุผลไว้ดังนี้
คาบสมุทรที่ลมไหลผ่านได้ตลอด
GISTDA อธิบายว่าลักษณะเด่นที่สุดของภาคใต้คือ สัณฐานวิทยาแบบ “คาบสมุทร” (Peninsular Geometry) ลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นที่สุดของภาคใต้ คือความเป็นคาบสมุทรที่ขนาบข้างด้วยมหาสมุทรทั้งสองฝั่ง คือ อ่าวไทย (ฝั่งตะวันออก) และทะเลอันดามัน (ฝั่งตะวันตก) มีการระบายอากาศตามธรรมชาติ (Natural Ventilation) มีพื้นที่ที่มีความแคบและยาว โดยมีน้ำล้อมรอบ ทำให้เกิดการไหลเวียนของลมบกและลมทะเล (Land and Sea Breezes) ตลอดเวลา ลมเหล่านี้ทำหน้าที่พัดพาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้กระจายตัว (Dispersion) ออกสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว ไม่มีการสะสมตัวของมลพิษนานเหมือนพื้นที่ปิด ซึ่งมีความต่างจากภาคเหนือที่มีลักษณะเป็น “แอ่งกระทะ” (Basin) มีภูเขาล้อมรอบ ซึ่งกักขังอากาศเสียไว้ แต่ภาคใต้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เปิด ลมสามารถพัดผ่านได้สะดวก (Flow-through) ทำให้ความเข้มข้นของฝุ่นเจือจางลงอย่างรวดเร็ว

ลมมรสุมแรง ไม่มีอากาศนิ่ง
อีกปัจจัยสำคัญคือ อิทธิพลของลมมรสุมและกระแสลม (Monsoon & Wind Patterns) ภาคใต้ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมที่พัดผ่านแรงและสม่ำเสมอตลอดปี ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการลดค่า PM2.5 ประกอบไปด้วย ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดมวลอากาศชื้นและสะอาดจากมหาสมุทรอินเดียเข้ามา ช่วยพัดพาฝุ่นละอองออกไป และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่แม้จะพัดพาความเย็นลงมา แต่เมื่อผ่านอ่าวไทยก็จะหอบเอาความชื้นมาด้วย ต่างจากภาคเหนือที่ได้รับลมหนาวแห้งซึ่งทำให้อากาศนิ่ง
สภาพดังกล่าวช่วยลดการเกิดอากาศนิ่งและทำให้ไม่เกิดปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน (Temperature Inversion) หรือฝาชีครอบ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฝุ่น PM2.5 สะสมตัวในพื้นที่อย่างกรุงเทพฯ และภาคเหนือ
ฝนชุก ช่วยชะล้างฝุ่น
ภาคใต้ยังมีความได้เปรียบจากปริมาณฝนที่มากและยาวนานกว่าภูมิภาคอื่น โดยฝนเป็นตัวช่วยชะล้างฝุ่น (Wet Scavenging Effect) ภาคใต้ขึ้นชื่อเรื่อง “ฝนแปด แดดสี่” คือมีช่วงฤดูฝนที่ยาวนานและปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าภูมิภาคอื่นอยู่แล้ว ทำให้เกิดกระบวนการชะล้าง (Washout/Rainout) เม็ดฝนทำหน้าที่จับและดึงฝุ่นละอองในอากาศให้ตกลงสู่พื้นดิน (Wet Deposition) อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือกลไกการทำความสะอาดอากาศที่ดีที่สุด และยังมีความชื้นสัมพัทธ์สูง ความชื้นในอากาศช่วยให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กเกาะตัวกันจนมีขนาดใหญ่ขึ้นและตกลงสู่พื้นได้ง่ายขึ้น (Coagulation) ทำให้ฝุ่นไม่แขวนลอยอยู่ในอากาศนาน
โครงสร้างการเกษตร ลดจุดความร้อน
ในมิติของกิจกรรมมนุษย์ GISTDA ระบุว่า ภาคใต้มีจุดความร้อนจากการเผาในภาคเกษตรน้อยกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องจากพืชเศรษฐกิจหลักเป็นไม้ยืนต้น เช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมัน ซึ่งไม่ต้องพึ่งพาการเผาตอซังหลังเก็บเกี่ยว แตกต่างจากพื้นที่ที่ปลูกพืชไร่เป็นหลัก
แม้จะมีแนวเทือกเขาอยู่บ้าง แต่เทือกเขาในภาคใต้ส่วนใหญ่วางตัวในแนวเหนือ–ใต้ ขนานไปกับทิศทางลมมรสุม จึงไม่ทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้นลม หากแต่ช่วยบังคับทิศทางลมให้ไหลผ่านได้ดีขึ้น

วิเคราะห์ความได้เปรียบที่ไม่ควรมองว่า “ถาวร”
แม้ปัจจัยทางธรรมชาติจะทำให้ภาคใต้ยังคงเป็นพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศดีที่สุดของประเทศ แต่ GISTDA ชี้ว่าภาคใต้ไม่ได้ปลอดจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนจากการเผาป่าพรุในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นช่วงๆ ตามทิศทางลม
กรณีของภาคใต้สะท้อนให้เห็นชัดว่า ปัญหา PM2.5 ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงภูมิศาสตร์ ภูมิอากาศ และรูปแบบการใช้ที่ดินเข้าด้วยกัน ความได้เปรียบทางธรรมชาติสามารถช่วยลดความรุนแรงของปัญหาได้ แต่ไม่อาจทดแทนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
หากสมดุลของธรรมชาติถูกทำลาย ไม่ว่าจะจากการตัดไม้ การเพิ่มแหล่งกำเนิดมลพิษ หรือการใช้ที่ดินที่ไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ แม้แต่ “ภูมิศาสตร์ที่ดีที่สุด” ก็อาจไม่เพียงพอที่จะปกป้องสิทธิในการหายใจอากาศบริสุทธิ์ของผู้คนในอนาคต




