นับเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่ปักหมุดหมายกระบวนการยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมไทย เมื่อศาลปกครองเชียงใหม่ นัดฟังคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด กรณีหน่วยงานรัฐผู้ถูกฟ้องคดียื่นอุทธรณ์คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวในคดีโครงการเหมืองถ่านหิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
โดยศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้น ให้ระงับการใช้รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเหมืองถ่านหินในอำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษา
ผลของคำสั่งทำให้หน่วยงานรัฐไม่สามารถนำ EIA ฉบับดังกล่าวไปใช้ประกอบการพิจารณาออกประทานบัตรหรืออนุญาตดำเนินโครงการได้
โดยหัวใจของคำสั่งนี้ ไม่ได้อยู่แค่ “หยุด” หรือ “เดินหน้า” โครงการ แต่คือการย้ำว่าการพัฒนาใดๆ ต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมที่แท้จริง
“ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามศาลชั้นต้น โดยยืนยันว่ามติเห็นชอบรายงาน EIA น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีข้อมูลว่าการศึกษาประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไม่ครบถ้วนรอบด้าน และตามรายงานการตรวจสอบของกรรมการสิทธิฯ ชี้ว่ามีการใช้ข้อมูลการรับฟังความคิดเห็นที่เป็นเท็จ”
— วัชลาวลี คำบุญเรือง ทนายความประจำมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ผู้รับมอบอำนาจผู้ฟ้องคดี ให้ความเห็น
จุดตั้งต้น...เสียงจากบ้านกะเบอะดิน
คดีนี้เริ่มต้นเมื่อปี 2565 เมื่อตัวแทนชุมชนบ้านกะเบอะดิน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 50 คน พร้อมผู้สนับสนุนรวม 615 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงาน EIA และสำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ขอให้เพิกถอนมติเห็นชอบรายงาน EIA โครงการเหมืองถ่านหินตามคำขอประทานบัตรที่ 1/2543
ข้อกล่าวหาหลักประกอบด้วย
- ข้อมูลไม่ครบถ้วนและล้าสมัย
- ขอบเขตการประเมินผลกระทบจำกัดเพียงรัศมี 3 กิโลเมตร
- ไม่ประเมินผลกระทบต่อการใช้น้ำของชุมชน ทั้งที่มีแผนเบี่ยงเบนและปิดกั้นทางน้ำ
- มีข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า มีการใช้ข้อมูลรายชื่อชาวบ้านที่เป็นเท็จในการจัดทำ EIA
วันที่ 23 กันยายน 2565 ศาลปกครองเชียงใหม่ มี “คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว” ระงับการใช้รายงาน EIA ไว้ก่อน ระหว่างรอคำพิพากษา
...เกือบ 4 ปีต่อมา ศาลสูงสุด “ยืนยัน” คำสั่งดังกล่าว

ศาลชี้อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมยกหลักป้องกันไว้ก่อน
คำสั่งของศาลปกครองสูงสุดสะท้อน 2 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
หนึ่ง รายงาน EIA อาจมีปัญหาเรื่องความถูกต้อง ความครบถ้วน และความชอบด้วยกฎหมายในการใช้ดุลพินิจ
สอง หากปล่อยให้โครงการเดินหน้า อาจก่อให้เกิดความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งมีลักษณะ “รุนแรงและยากแก่การเยียวยา”
นี่คือการยืนยันหลักการสากลด้านสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า Precautionary Principle หรือหลักการป้องกันไว้ก่อน เมื่อมีความเสี่ยงร้ายแรง แม้ยังพิสูจน์ไม่ครบถ้วน รัฐต้องเลือกทางที่ปลอดภัยต่อสาธารณะ
คำสั่งนี้ยังไม่ใช่คำตัดสินชี้ขาดว่าโครงการถูกหรือผิด แต่เป็นการวางเส้นแบ่งชัดเจนว่า หากกระบวนการ EIA ยังมีข้อสงสัย รัฐไม่ควรเร่งอนุญาต
จากอมก๋อยสู่เวทีอาเซียน สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ยังต้องพิสูจน์
ช่วงปลายปี 2568 อาเซียนเพิ่งประกาศปฏิญญา ASEAN Declaration on the Right to a Safe, Clean, Healthy and Sustainable Environment รับรองสิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและยั่งยืน แต่คำถามสำคัญคือ ถ้อยคำระดับภูมิภาคจะมีพลังเพียงใด หากในทางปฏิบัติ โครงการเสี่ยงยังเดินหน้าโดยอาศัย EIA ที่ถูกตั้งข้อกังขา
กรณีอมก๋อย จึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะพื้นที่ แต่กำลังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าเราจะพัฒนาอย่างไร โดยไม่ทำให้ชุมชนต้องรับต้นทุนสิ่งแวดล้อมระยะยาวแทนรัฐและเอกชน
เหมืองถ่านหินในยุค SDGs ย้อนแย้งหรือจำเป็น?
ในกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของสหประชาชาติ กรณีนี้เชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับ
- SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี
- SDG 6: การจัดการน้ำสะอาด
- SDG 12: การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน
- SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- SDG 16: สถาบันที่โปร่งใสและเข้าถึงความยุติธรรม
คำถามที่สังคมต้องเผชิญคือ ในยุคที่โลกกำลังเร่งลดการพึ่งพาถ่านหินเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero การเดินหน้าโครงการเหมืองถ่านหินใหม่สอดคล้องกับทิศทางความยั่งยืนหรือไม่?
การชะลอ EIA ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงชัยชนะทางกฎหมายของชุมชนชาติพันธุ์ในอมก๋อย แต่เป็นการสะท้อนว่า ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม (Environmental Governance) คือหัวใจของความยั่งยืน

บรรทัดฐานใหม่ของกระบวนการ EIA?
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา EIA ในไทยถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระ คุณภาพข้อมูล และการมีส่วนร่วม คำสั่งศาลครั้งนี้อาจกลายเป็น “บรรทัดฐาน” สำคัญว่าการมีส่วนร่วมต้องไม่ใช่เพียงพิธีกรรม ข้อมูลต้องตรวจสอบได้ และหากมีข้อสงสัยร้ายแรง รัฐต้องหยุด ไม่ใช่เร่ง
ดังที่นักสิ่งแวดล้อมบางรายให้ความเห็นไว้ว่า “นี่ไม่ใช่การต่อต้านการพัฒนา แต่คือการป้องกันไม่ให้การพัฒนาที่ไม่รอบคอบ กลายเป็นภาระที่ชุมชนต้องแบกรับไปอีกหลายชั่วอายุคน”
คดีหลักยังไม่จบ แต่คำถามใหญ่เริ่มชัด
ขณะนี้คดีหลักยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองเชียงใหม่ ผลคำพิพากษาในอนาคตจะชี้ชะตาโครงการเหมืองถ่านหินอมก๋อยโดยตรง แต่ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร “คำสั่งคุ้มครองชั่วคราว” ที่ศาลสูงสุดยืนยันในวันนี้ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า
สิทธิในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ไม่ใช่เพียงถ้อยคำในปฏิญญา หากแต่เป็นสิทธิที่ศาลพร้อมยกขึ้นมาคุ้มครอง เมื่อกระบวนการพัฒนาเริ่มมีรอยร้าว




