ผลการเลือกตั้ง 2569 สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีกครั้ง และหนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตาไม่แพ้เรื่องเศรษฐกิจและเสถียรภาพรัฐบาล คือ “นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม” ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหาเสียงไว้ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส” (Green Economy Plus) พร้อมตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้เป็นศูนย์ภายในปี 2050
คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่การย้อนไปแดูว่า “นโยบายสีเขียวพูดไว้อย่างไร?” แต่หลายคนคงอยากเห็นว่าพรรคจะเปลี่ยนคำสัญญาบนเวทีหาเสียงให้กลายเป็นการลงมือทำจริงได้แค่ไหน ในบริบทการเมืองที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและผลประโยชน์ทับซ้อน
สิ่งแวดล้อมในกรอบ “ลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้”
หากพิจารณาเนื้อหานโยบายจะเห็นชัดว่าสิ่งแวดล้อมของภูมิใจไทยถูกวางไว้ในกรอบเศรษฐกิจและค่าครองชีพเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น
- การผลักดันโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อลดค่าไฟและเพิ่มรายได้จากการขายไฟคืนระบบ
- แนวคิดโซลาร์เซลล์ชุมชน ส่งไฟตรงถึงบ้านประชาชนโดยไม่ผ่านโครงสร้างกลางที่เพิ่มต้นทุน
- นโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและรถเมล์ไฟฟ้า เพื่อลด PM2.5 ลดการใช้น้ำมัน และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในชีวิตประจำวัน
- แนวคิดกองทุนภัยพิบัติ และการส่งเสริมประกันภัยพิบัติ เพื่อลดภาระงบประมาณรัฐในระยะยาว
ภาพรวมสะท้อนชัดว่า “สิ่งแวดล้อม” ถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาปากท้อง มากกว่าการยกระดับเป็นวาระด้านการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศในเชิงโครงสร้าง
เมื่อเทียบกับ SDGs เศรษฐกิจนำ สิ่งแวดล้อมยังตามหลัง
การเชื่อมโยงนโยบายของภูมิใจไทยกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ชี้ให้เห็นทิศทางเดียวกัน คือน้ำหนักของนโยบายกระจุกตัวอยู่ในมิติเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SDG 8: เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน และ SDG 7: เรื่องพลังงานสะอาด
ขณะที่ “มิติสิ่งแวดล้อมเชิงระบบ” ได้คะแนนค่อนข้างต่ำ และจำกัดอยู่เพียงบางประเด็น เช่น SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ SDG 12: การผลิตบริโภคที่ยั่งยืน ส่วนประเด็นสำคัญอย่าง SDG 6, 14, 15: ซึ่งเป็นวาระด้านทรัพยากรน้ำ ทะเล ป่า และความหลากหลายทางชีวภาพ แทบไม่ปรากฏเป็นนโยบายหลักในระดับประเทศ
นี่ทำให้ “เศรษฐกิจสีเขียว” ของภูมิใจไทยยังคงเป็นสีเขียวเชิงพลังงานและเทคโนโลยี มากกว่าสีเขียวในความหมายของการดูแลฐานทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ

นโยบายจับต้องได้ จุดแข็งรัฐบาลภูมิใจไทย
ต้องยอมรับว่านโยบายอย่างโซลาร์รูฟท็อป รถเมล์ไฟฟ้า หรือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นมาตรการที่สื่อสารง่าย เห็นผลในชีวิตประจำวัน และยังเชื่อมโยงตรงกับค่าครองชีพของประชาชน ในทางการเมือง นี่คือนโยบายที่ “ขายได้” และตอบโจทย์ฐานเสียงเศรษฐกิจฐานราก แต่ในทาง “สิ่งแวดล้อม” นี่ก็สะท้อนข้อจำกัดเช่นกันว่ากรอบคิดยังหยุดอยู่ที่การลดต้นทุนพลังงาน มากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านทรัพยากรและระบบนิเวศ
ช่องว่างสำคัญ ความเป็นธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ
อีกด้านหนึ่ง การประเมินเชิงนโยบายชี้ให้เห็นช่องว่างที่น่ากังวล คือความเท่าเทียมทางเพศ (SDG 5) ที่แทบไม่ปรากฏในกรอบนโยบาย การจัดการทรัพยากรน้ำและสุขาภิบาล ยังไม่มีนโยบายหลักในระดับชาติ การคุ้มครองป่า ทะเล และความหลากหลายทางชีวภาพ ยังไม่ถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญ ทั้งหมดนี้ทำให้ภาพของนโยบายสิ่งแวดล้อมยัง ไม่ครอบคลุมมิติความยั่งยืนในระยะยาว และยังไม่แตะ “รากของปัญหา” ด้านทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเท่านั้น
บททดสอบจริง เศรษฐกิจชนสิ่งแวดล้อม
ความท้าทายจะยิ่งชัดขึ้นเมื่อพิจารณาโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น Landbridge อ่าวไทย–อันดามัน ซึ่งพรรคมองว่าเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ แต่ในมุมสิ่งแวดล้อมและชุมชน นี่คือโครงการที่มีความเสี่ยงสูงต่อระบบนิเวศและพื้นที่ชายฝั่ง
คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะมีกลไกกำกับ ตรวจสอบ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเข้มแข็งเพียงใด หรือสุดท้าย การเติบโตทางเศรษฐกิจจะยังมาก่อนการรักษาทรัพยากร...เหมือนเช่นวังวนในอดีต
จากเวทีหาเสียง...สู่สนามปฏิบัติจริง
นอกจากนโยบายด้านพลังงานและคมนาคมแล้ว ภูมิใจไทยยังให้คำมั่นว่าจะเดินหน้ากฎหมายสำคัญอย่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และ กฎหมาย PRTR ซึ่งถือเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างในการจัดการมลพิษและเพิ่มความโปร่งใสด้านสิ่งแวดล้อม นี่คือจุดที่สังคมต้อง “ทวงสัญญา” อย่างจริงจัง เพราะกฎหมายลักษณะนี้ย่อมกระทบต่อผลประโยชน์ของภาคธุรกิจและกลุ่มอำนาจ หากรัฐบาลสามารถผลักดันได้จริง ก็จะเป็นสัญญาณสำคัญว่า นโยบายสีเขียวไม่ได้หยุดอยู่แค่คำพูด
สิ่งแวดล้อมไทย: จะไปไกลกว่าคำว่า ‘สีเขียว’ ได้หรือไม่?
ในภาพรวมนโยบายสิ่งแวดล้อมของภูมิใจไทยมีจุดเด่นที่เน้นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติและภาระค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังมีข้อจำกัดชัดเจนในมิติทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นธรรม และการจัดการเชิงระบบ
สำหรับประเทศไทยที่กำลังเผชิญทั้งวิกฤตฝุ่นพิษ ภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศ น้ำแล้ง น้ำท่วม และการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ บางคนอาจโฟกัสแค่ว่า “ค่าไฟจะถูกลงหรือไม่?” แต่ภาพใหญ่ที่เราอยากให้มองมากกว่าคือ ประเทศจะถูกพาไปสู่ความยั่งยืนจริงหรือเปล่า?
วันนี้ก็คงเร็วไปที่จะมีใครออกมาพูดเรื่องนี้ทันที แต่จากนี้ไปสังคมคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า “นโยบายสิ่งแวดล้อม” ของ “พรรคภูมิใจไทย” จะเป็นเพียงสโลแกนทางการเมือง หรือจะพิสูจน์ให้เห็นว่า “พูดแล้ว(ต้อง)ทำ พลัส+” มันเกิดขึ้นจริงๆ บนสนามนโยบายของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน




