การเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศไทยที่กำลังเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งต้องใช้บัตรคนละ 3 ใบ คือ บัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต + แบบบัญชีรายชื่อ + บัตรออกเสียงประชามติ
แน่นอนว่าการเลือกตั้ง 2569 ใช้งบประมาณประเทศไทยไปมหาศาล (ไม่ขอพูดถึงละกัน) นอกจากเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปตามกระบวนการทางประชาธิปไตย การเลือกตั้งยังเป็นหนึ่งในกิจกรรมของรัฐที่มี “ต้นทุนสิ่งแวดล้อม” มากที่สุดและแทบไม่ถูกตั้งคำถามว่า ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การผลิตกระดาษ หมึกพิมพ์ การขนส่ง การจัดเก็บ ไปจนถึงการทำลายบัตรหลังการเลือกตั้ง ต้องแลกมาด้วยทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน?
นับคะแนน 53 ล้านเสียง บัตร 160 ล้านใบ
เลือกตั้งปี 2569 ประเทศไทยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง รวมทั้งสิ้น 52,922,923 คน แบ่งเป็น ชาย 25,278,046 คน และหญิง 27,644,877 คน
— ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุ
ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงพลังเสียงของประชาชน แต่ยังหมายถึง “ทรัพยากรจำนวนมหาศาล” ที่ถูกใช้ไปเพื่อให้กระบวนการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้จริง ทั้งกระดาษ หมึกพิมพ์ การขนส่ง และคาร์บอนฟุตพริ้นต์ ที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่การเลือกตั้ง

เลือกตั้ง 2569 ประเทศไทยพิมพ์บัตรเลือกตั้งมากแค่ไหน?
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงว่าการเลือกตั้งปี 2569 มีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต + แบบบัญชีรายชื่อ + บัตรออกเสียงประชามติ รวมทั้งสิ้นประมาณ 168.3 ล้านฉบับ
เฉลี่ยแล้วผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1 คน = บัตรกระดาษ 3 ใบ + สำรองบัตรอีกร้อยละ 5
จำนวนบัตรที่สูงนี้เป็นผลจากข้อกำหนดด้านการจัดพิมพ์เป็นเล่ม (20 ฉบับต่อเล่ม) พร้อมการสำรองบัตรไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ครอบคลุมและรองรับการลงคะแนนหลายรูปแบบ ทั้งการเลือกตั้งล่วงหน้า การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร และการลงคะแนนในวันเลือกตั้งจริงกว่า 100,000 หน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ
ถ้า “บัตรเลือกตั้ง” ถูกแปลงเป็น “ต้นไม้”
ต้นไม้โตเต็มวัย 1 ต้น เช่น สนขนาดมาตรฐาน สามารถผลิตกระดาษขนาด A4 ได้ประมาณ 8,000–10,000 แผ่น ขึ้นอยู่กับชนิด อายุ ขนาด และกระบวนการผลิตเยื่อกระดาษ
— การศึกษาด้านอุตสาหกรรมกระดาษ ระบุ
หากคำนวณแบบอนุรักษนิยม
- บัตรเลือกตั้งไทย ปี 2569 ≈ 168.3 ล้านใบ
- 1 ต้นไม้ ≈ 8,000 แผ่น
หมายความว่า การเลือกตั้งครั้งเดียวนี้ เราใช้กระดาษเทียบเท่าต้นไม้กว่า 20,000–21,000 ต้น

แล้วต้นไม้ 20,000 ต้น เยอะแค่ไหนในชีวิตจริง?
- ต้นไม้ 20,000 ต้น = สวนสาธารณะขนาดใหญ่ประมาณ 15–20 แห่ง
- ต้นไม้ 20,000 ต้น = ปลูกต้นไม้ริมถนนยาวหลายร้อยกิโลเมตร
- ต้นไม้ 20,000 ต้น = ป่าเล็กๆ ขนาด 30–40 ไร่ (ขึ้นกับความหนาแน่น)
และนี่เป็นเพียงตัวเลขของ “บัตรเลือกตั้ง” เท่านั้น ยังไม่รวมซอง เอกสารประกอบ และกระดาษในกระบวนการบริหารจัดการอื่นๆ
แม้ กกต. จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง แต่สามารถใช้กรอบอ้างอิงจากงานประเมินสากลได้ โดยจากการศึกษาการเลือกตั้งทั่วไปในต่างประเทศปี 2019 พบว่า
การพิมพ์บัตรเลือกตั้ง 375 ล้านใบ ใช้กระดาษประมาณ 818 ตัน
โดยการผลิตกระดาษปล่อยคาร์บอนเฉลี่ย 0.92 ตัน CO₂ ต่อกระดาษ 1 ตัน คิดเป็นการปล่อยคาร์บอนรวม 754 ตัน CO₂
ดังนั้น หากนำมาเทียบสัดส่วนกับประเทศไทย การเลือกตั้งปี 2569
- พิมพ์บัตรเลือกตั้ง 168.3 ล้านฉบับ
- ใช้กระดาษประมาณ 367 ตัน
- ปล่อยคาร์บอนจากการผลิตกระดาษราว 330–340 ตัน CO₂

ต้องปลูกต้นไม้กี่ต้น เพื่อชดเชยการเลือกตั้ง 1 ครั้ง?
จากโมเดลการชดเชยคาร์บอนเดียวกัน การชดเชยคาร์บอน 754 ตัน CO₂ ต้องปลูกต้นไม้ประมาณ 2,035 ต้น เพื่อให้เหลือรอดจริง 1,665 ต้น ในระยะเวลาการดูดซับ 35 ปี
หากคำนวณตามสัดส่วนของประเทศไทย
คาร์บอนจากกระดาษ ≈ 335 ตัน CO₂ ต้องปลูกต้นไม้ราว 900-1,000 ต้น และต้องดูแลต่อเนื่องหลายทศวรรษ เพื่อให้การดูดซับเกิดขึ้นจริง
ที่ไหนใช้กระดาษเพื่อประชาธิปไตยมากที่สุด?
สำหรับภาพรวมผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายภูมิภาค
- อีสาน 17.6 ล้านคน
- ภาคกลาง 12.7 ล้านคน
- ภาคเหนือ 7.9 ล้านคน
- ภาคใต้ 7.4 ล้านคน
- ภาคตะวันออก 4.2 ล้านคน
- ภาคตะวันตก 2.6 ล้านคน
จังหวัดที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งสูงสุด ได้แก่
- กรุงเทพมหานคร 4.5 ล้านคน | สส. 33 คน
- นครราชสีมา 2.14 ล้านคน | สส. 16 คน
- เชียงใหม่ / ขอนแก่น / อุบลราชธานี จังหวัดละ 1.3–1.5 ล้านคน
ในทางกลับกัน จังหวัดขนาดเล็ก เช่น แม่ฮ่องสอน ระนอง ตราด สิงห์บุรี มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่ำกว่า 200,000 คน แต่ยังต้องใช้ระบบบัตรกระดาษแบบเดียวกันทั้งประเทศ

เรื่องที่ยังไม่นับในการเลือกตั้ง
- การเลือกตั้งควรถูกนับเป็นกิจกรรมคาร์บอนสูงของรัฐหรือไม่?
- ประเทศไทยควรมี Carbon Accounting สำหรับการเลือกตั้งหรือไม่?
- การชดเชยคาร์บอนควรเป็นหน้าที่ของใคร กกต. รัฐบาล หรือผู้กำหนดนโยบาย?
ยุคนี้ในโลกที่หลายประเทศเริ่มพูดถึง Green Election, Paper Reduction และ e-Voting การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่แค่บททดสอบของประชาธิปไตย แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามใหม่ที่ว่า...เพื่อแลกประชาธิปไตย 1 ครั้ง เราใช้ทรัพยากรของโลกไปเท่าไร? และใครกันที่ต้องรับผิดชอบ? ...ฝากไว้ให้คิด!




