นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กรุงเทพมหานครเตรียมรับมือพายุฤดูร้อน ปี 2569 มอบหมายให้สำนักสิ่งแวดล้อม และสำนักงานเขต 50 เขต ตรวจสอบความสมบูรณ์ของต้นไม้ในพื้นที่รับผิดชอบ หากพบต้นไม้ที่มีความเสี่ยงต่อการหักโค่น ให้เร่งดำเนินการตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งผุ ตรวจสอบลำต้น และร่องรอยการเข้าทำลายของแมลง ตัดแต่งตามหลักรุกขกรรมเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง ลดแรงต้านลม และป้องกันการโค่นล้ม พร้อมรายงานข้อมูลการดำเนินการการตรวจสอบต้นไม้ในพื้นที่รับผิดชอบเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากพายุฤดูร้อนทุกสัปดาห์ เพื่อสำนักสิ่งแวดล้อมรวบรวมรายงานผู้บริหารกรุงเทพมหานคร

ตั้งหน่วยฉุกเฉิน 24 ชม. ลดผลกระทบประชาชน
นอกจากมาตรการป้องกันเชิงรุก กรุงเทพมหานครยังจัดเตรียมหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรองรับเหตุเร่งด่วน เช่น ต้นไม้หักโค่นกีดขวางการจราจร หรือทับบ้านเรือนประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สามารถเข้าดำเนินการแก้ไขได้อย่างทันท่วงที ลดความเสียหายและเพิ่มความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
เปิดช่องประชาชนร่วมแจ้งความเสี่ยง
รองผู้ว่าฯ กทม. ยังขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะที่มีลักษณะไม่มั่นคง หรือเสี่ยงหักโค่น สามารถแจ้งข้อมูลพร้อมพิกัดผ่านระบบ Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบโดยเร็ว
รวมถึงสามารถติดต่อขอรับบริการตัดแต่งต้นไม้ในพื้นที่บ้านพักอาศัยผ่านสำนักงานเขต โดยมีอัตราค่าบริการตามระเบียบที่กำหนด

บทวิเคราะห์: “ต้นไม้เมือง” กับโจทย์ใหม่ในยุคสภาพอากาศสุดขั้ว
แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นภารกิจด้านการดูแลต้นไม้ในเมือง แต่ในภาพใหญ่สะท้อนแนวโน้มสำคัญของการบริหารจัดการเมือง ท่ามกลางความผันผวนของ ภาวะโลกร้อน
ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมชี้ว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีส่วนเพิ่มความรุนแรงของพายุ ทำให้เหตุการณ์ลมกระโชกแรงในช่วงฤดูร้อนมีแนวโน้มสร้างความเสียหายมากขึ้น โดยเฉพาะในเมืองที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมาก การ “เอกซเรย์ต้นไม้” จึงสะท้อนการปรับตัวในระดับเมือง ภายใต้แนวคิด “การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่มุ่งลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ แทนการแก้ไขภายหลัง
ก้าวสู่เมือง “ยืดหยุ่น” และการจัดการอย่าง “ยั่งยืน”
มาตรการของ กทม. ยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเมืองสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ความยืดหยุ่นของเมือง” หรือความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวจากภัยพิบัติ ขณะเดียวกัน การดูแลต้นไม้อย่างเป็นระบบยังเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืน เนื่องจากต้นไม้ในเมืองมีบทบาททั้งในการลดความร้อน ดูดซับคาร์บอน และยกระดับคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับกรอบ
สหประชาชาติ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs อย่างมีนัยสำคัญ อาทิ
SDG 11: เมืองและชุมชนยั่งยืน
มาตรการที่ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติในเมือง เพิ่มความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน เชื่อมโยงกับแนวคิดเมืองที่ “ปลอดภัย ยืดหยุ่น และน่าอยู่”
SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ท่ามกลางความผันผวนของ “ภาวะโลกร้อน” การตรวจต้นไม้เชิงรุกถือเป็นหนึ่งในมาตรการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ช่วยลดผลกระทบจากพายุที่รุนแรงขึ้น
SDG 15: การใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศบนบก
การดูแลต้นไม้ตามหลักวิชาการ ช่วยรักษาสมดุลของพื้นที่สีเขียวในเมือง ไม่ให้กลายเป็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “ภาระ” ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ความต่อเนื่องของการดูแล และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังความเสี่ยง
ดังนั้น มาตรการ “เอกซเรย์ต้นไม้” ของกรุงเทพมหานคร จึงไม่ใช่เพียงการดูแลภูมิทัศน์เมือง แต่เป็นการยกระดับการจัดการความเสี่ยงในยุคที่สภาพอากาศมีความไม่แน่นอนสูงขึ้น ในวันที่พายุฤดูร้อนไม่ใช่เรื่องเล็ก การจัดการต้นไม้หนึ่งต้น อาจหมายถึงการลดความเสียหายของทั้งเมือง





