20 ปี Earth Hour ชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมง ‘ความมืด’ ที่เป็น ‘ทางรอด’ ของโลก

28 มี.ค. 2569 - 10:19

  • Earth Hour เริ่มต้นครั้งแรกในปี 2007 ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

  • กางตัวเลขสถิติย้อนหลัง 18 ปีที่กรุงเทพมหานครเข้าร่วม Earth Hour (ตั้งแต่ปี 2008-2025) และนโยบายรัฐบาล 2026 จาก Soft Power สู่ Hard Action

  • บทวิเคราะห์ ทำไม Earth Hour 2026 ถึงสำคัญกว่าครั้งไหนๆ?

20 ปี Earth Hour ชวนปิดไฟ 1 ชั่วโมง ‘ความมืด’ ที่เป็น ‘ทางรอด’ ของโลก

ค่ำคืนวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2026 เมื่อเข็มนาฬิกาที่หมุนไปถึงเวลา 20.30 น. จะไม่ใช่เพียงการนัดหมายเพื่อปิดไฟเชิงสัญลักษณ์เหมือนทุกปีที่ผ่านมา แต่นี่คือหมุดหมายสำคัญในโอกาสครบรอบ 20 ปี ของแคมเปญระดับโลกอย่าง Earth Hour ท่ามกลางบริบทของโลกที่คำว่า “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) ได้ถูกยกระดับกลายเป็น “ภาวะโลกเดือด” (Global Boiling) อย่างเต็มตัว

สถิติ Earth Hour กรุงเทพฯ

พลังของ 60 นาที ที่มากกว่าตัวเลขเมกะวัตต์

ผลการคำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าช่วงเวลาดังกล่าวในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยการไฟฟ้านครหลวง  (สถิติย้อนหลังของปี 2025) พบว่า ใน 1 ชั่วโมง สามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ 134 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครในวันเสาร์ก่อนหน้า (15 มีนาคม 2025 ในช่วงเวลาเดียวกัน) 

  • สามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้ 621,746 บาท
  • ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 58.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  • เทียบได้กับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ 5,860 ต้น ใน 1 ปี (ไม้ยืนต้น 1 ต้น สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 10 กิโลกรัมต่อปี)
  • เทียบกับเที่ยวบินกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จำนวน 485 เที่ยวบิน
  • เทียบกับการใช้รถยนต์ดีเซลเป็นระยะทาง 351,600 กิโลเมตร
  • เทียบกับการปิดไฟครัวเรือน 263,700 ครัวเรือน
sustainability-earth-hour-2026-20th-anniversary-climate-action-SPACEBAR.jpg

สถิติย้อนหลัง 3 ปี 60+ Earth Hour กรุงเทพฯ

ผลจากการจัดกิจกรรมปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour) ย้อนหลัง 3 ปีล่าสุด เฉพาะกรุงเทพฯ จังหวัดเดียวสามารถลดการใช้ไฟฟ้าลงได้ รวม 138.65 เมกะวัตต์ และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 36.2 ตัน 

•                           ปี 2567 ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้ 24.65 เมกะวัตต์ และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 11 ตัน 

•                           ปี 2566 ลดปริมาณไฟฟ้าได้ 36 เมกะวัตต์ และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 5.2 ตัน

•                           ปี 2565 ลดปริมาณไฟฟ้าได้ 78 เมกะวัตต์ และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 20 ตัน

หากกางตัวเลขสถิติย้อนหลัง 18 ปีที่กรุงเทพมหานครเข้าร่วมโครงการ (ตั้งแต่ปี 2008-2025) เราจะพบชุดข้อมูลที่น่าสนใจยิ่ง ปริมาณไฟฟ้าที่ลดลงสะสมกว่า 22,617 เมกะวัตต์ และการลดก๊าซคาร์บอนไดออกเซียสะสมกว่า 12,330 ตัน นั้น หากมองในเชิงวิศวกรรมไฟฟ้า อาจดูเป็นตัวเลขที่น้อยเมื่อเทียบกับการใช้พลังงานทั้งปี

แต่ในเชิง "จิตวิทยาทางสังคม" ตัวเลขเหล่านี้คือดัชนีชี้วัดความตื่นตัว (Awareness Index) ของคนเมือง โดยเฉพาะในปี 2025 ที่เราลดไฟไปได้ถึง 134 เมกะวัตต์ สะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางวิกฤตค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก (Geopolitics) คนไทยเริ่มเชื่อมโยง "การประหยัดพลังงาน" เข้ากับ "ความมั่นคงในกระเป๋าสตางค์" และ "ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม" ได้อย่างแนบแน่นมากขึ้น

sustainability-earth-hour-2026-20th-anniversary-climate-action-2.jpg

นโยบายรัฐบาล 2026: จาก Soft Power สู่ Hard Action

ในปีนี้ รัฐบาลไทยไม่ได้มอง Earth Hour เป็นเพียงกิจกรรมสร้างภาพลักษณ์ (Greenwashing) อีกต่อไป แต่ได้บรรจุการรณรงค์นี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Thailand Net Zero 2065 ข้อความจากรัฐบาลในปีนี้เน้นย้ำถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว โดยเฉพาะการผลักดัน "Smart Grid" หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งกิจกรรมปิดไฟคืนนี้จะถูกใช้เป็น Case Study ในการบริหารจัดการ Peak Load (ช่วงการใช้ไฟฟ้าสูงสุด) ของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้พลังงานของภาคประชาชนในภาวะวิกฤต ซึ่งจะนำไปสู่การออกแบบนโยบายสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) และการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เข้มข้นขึ้นในปีถัดไป

วิเคราะห์: ทำไม Earth Hour 2026 ถึงสำคัญกว่าครั้งไหนๆ?

หากวิเคราะห์ลึกซึ้งถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เราเจอในปีที่ผ่านมา ทั้ง Stationary Heavy Rain (ฝนแช่) ที่สร้างน้ำท่วมใหญ่ในหลายพื้นที่ของเอเชีย หรือคลื่นความร้อน (Heatwave) ที่ทำลายสถิติซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งเหล่านี้คือสัญญาณเตือนว่า "เวลาของโลกกำลังหมดลง"

Earth Hour 2026 จึงถูกนิยามใหม่ภายใต้คอนเซปต์ “The Biggest Hour for Earth” ซึ่งไม่ใช่แค่การปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น แต่มันคือการ Pause & Reflect (หยุดเพื่อทบทวน) ว่าในฐานะผู้บริโภค เราสามารถปรับเปลี่ยน Lifestyle ในด้านใดได้บ้าง

•                         การลด Digital Carbon Footprint: การปิดหน้าจอและลดการสตรีมมิ่งใน 1 ชั่วโมงนี้ ช่วยลดภาระการทำงานของ Data Center ทั่วโลกที่ใช้พลังงานมหาศาล

•                         การสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy): รัฐบาลและ กทม. ใช้โอกาสนี้รณรงค์เรื่องการแยกขยะต้นทาง ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของก๊าซมีเทนที่รุนแรงกว่า CO2 หลายเท่า

sustainability-earth-hour-2026-20th-anniversary-climate-action-3.jpg

“ความมืด” ที่จุดประกาย “ความหวัง”

เมื่อไฟประดับของวัดอรุณฯ และสะพานพระราม 8 ดับลงในคืนนี้ มันคือนาทีแห่งความเงียบสงบที่ตะโกนบอกเราว่า "ธรรมชาติรอเราไม่ได้อีกต่อไป"

การปิดไฟในวันที่ 28 มีนาคม 2026 จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือการประกาศเจตนารมณ์ว่ากรุงเทพมหานคร พร้อมแล้วที่จะเปลี่ยนผ่านสู่เมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) อย่างแท้จริง

...คืนนี้ 20.30-21.30 น. มาร่วมกัน “ปิด” เพื่อ “เปิด” โอกาสให้โลกได้หายใจ... และเปิดทางรอดให้ลูกหลานของเราในอนาคตไปพร้อมกัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์