ส่อง 13 ประเทศสุดท้ายของโลกที่หายใจปลอดภัย ก่อนอากาศสะอาดจะกลายเป็นของ ‘อภิสิทธิ์ชน’

1 เม.ย. 2569 - 10:02

  • หรืออากาศสะอาดจะกลายเป็นของอภิสิทธิ์ชน? โลกเหลือแค่ 13 ประเทศที่อากาศผ่านเกณฑ์ WHO

  • แนวโน้มถดถอย เมืองอากาศดีลดลง ท่ามกลางไฟป่าและปัญหา Climate Change

  • ไทยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ฝุ่นพิษยังไม่คลี่คลายแม้ตัวเลขขยับขึ้นเล็กน้อย

ส่อง 13 ประเทศสุดท้ายของโลกที่หายใจปลอดภัย ก่อนอากาศสะอาดจะกลายเป็นของ ‘อภิสิทธิ์ชน’

เมื่อ “อากาศสะอาด” ไม่ใช่เรื่องพื้นฐานอีกต่อไป

ในวันที่โลกกำลังพูดถึงความยั่งยืน การเติบโตสีเขียว และเป้าหมาย Net Zero บทสรุปตัวเลขจากรายงานคุณภาพอากาศโลกปี 2025 ของ IQAir กลับสะท้อนความจริงอีกด้านอย่างชัดเจน ว่า “อากาศสะอาด” ซึ่งควรเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์” กำลังกลายเป็นทรัพยากรที่หาได้ยากขึ้นทุกปี

จากทั้งหมด 143 ประเทศทั่วโลก ณ เวลานี้ มีเพียง 13 ประเทศในโลกเท่านั้นที่ยังมีค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับปลอดภัยตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติสิ่งแวดล้อม แต่คือ “สัญญาณเตือนระดับโลก” ที่ไม่อาจมองข้าม

analysis-wildfire-thailand-1-2m-rai-3-days-north-pm25-crisis-sustainability-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

ขณะที่สัปดาห์นี้หน้าสื่อไทยทุกสำนักปักหลักรายงานข่าวสถานการณ์ฝุ่นพิษภาคเหนือของไทยจากไฟป่าลาม 1.2 ล้านไร่ ใน 3 วัน ทำภาคเหนือจมฝุ่น PM2.5 วิกฤตซ้ำซากเผาอนาคตไทยสู่วิกฤตค่าฝุ่นทะลุ 1,000 USAQI⁺ ดันคนไทยป่วยเพิ่มจนแพทย์ต้องออกมาแนะวิธีป้องกันร่างกายจาก PM2.5

13 ประเทศสุดท้ายของอากาศสะอาด

รายชื่อพื้นที่ที่ยังสามารถ “หายใจได้อย่างปลอดภัย” ในวันนี้ ได้แก่

  1. ฟินแลนด์ (Finland)
  2. ไอซ์แลนด์ (Iceland)
  3. เอสโตเนีย (Estonia)
  4. นิวซีแลนด์ (New Zealand)
  5. ออสเตรเลีย (Australia)
  6. เกรเนดา (Grenada)
  7. มอริเชียส (Mauritius)
  8. เฟรนช์โปลินีเซีย (French Polynesia)
  9. เบอร์มิวดา (Bermuda)
  10. ปวยร์โตรีโก (Puerto Rico)
  11. บาฮามาส (Bahamas)
  12. บาร์เบโดส (Barbados)
  13. หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน (British Virgin Islands)

เรียกว่าหลายที่ยังเป็นดินแดนที่ชื่อไม่คุ้นหู อาจเป็นเพราะมนุษย์เรายังเข้าไม่ถึง การท่องเที่ยวยังไม่บูม และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ทรัพยาการในพื้นที่เหล่านี้ “ยังอยู่ดี”

สำหรับภาพรวมของประเทศเหล่านี้สะท้อนรูปแบบร่วมที่ชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นประเทศขนาดเล็ก เกาะ หรือพื้นที่ที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของโลก ความจริงข้อนี้กำลังบอกเราว่า “อากาศสะอาด” ไม่ได้เป็นผลลัพธ์ของนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย

sustainability-air-quality-crisis-13-safe-countries-thailand-rank-48-SPACEBAR-Photo01.jpg

91% ของโลกกำลังหายใจอากาศไม่ปลอดภัย

ในทางกลับกัน อีก 130 ประเทศ หรือคิดเป็น 91% ของโลก กำลังเผชิญกับคุณภาพอากาศที่เกินค่ามาตรฐาน PM2.5 ของ WHO ประเทศที่มีมลพิษสูงที่สุด เช่น ปากีสถาน บังกลาเทศ และ ทาจิกิสถาน ล้วนสะท้อนภาพของประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเผชิญทั้งแรงกดดันทางเศรษฐกิจและข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อม

นี่ไม่ใช่เพียงปัญหามลพิษ แต่คือ “ความเหลื่อมล้ำทางอากาศ” ที่กำลังขยายตัวในระดับโลก

อากาศสะอาดไม่ใช่ความสำเร็จถาวร

อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวลคือ แนวโน้มคุณภาพอากาศที่กำลังถดถอย สัดส่วนเมืองที่มีอากาศปลอดภัยลดลงจาก 17% เหลือเพียง 14% ภายในปีเดียว

“ไฟป่า” ที่รุนแรงขึ้น พายุฝุ่น และสภาพอากาศสุดขั้วจากภาวะโลกร้อน กำลังทำให้พื้นที่ที่เคยมีอากาศดี “หลุดจากมาตรฐาน” อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ตอกย้ำว่าอากาศสะอาดไม่ใช่สิ่งที่ได้มาแล้วจะคงอยู่ แต่เป็นทรัพยากรที่เปราะบางและต้องได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง

วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อ Climate Change เร่งมลพิษ

ต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้กระจัดกระจาย หากแต่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นทั้งแหล่งกำเนิด PM2.5 และก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ภาวะโลกร้อนก็ยิ่งเพิ่มความรุนแรงของไฟป่าและสภาพอากาศสุดขั้ว

นี่คือ “วงจรเร่งวิกฤต” ที่ทำให้ปัญหามลพิษทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และส่งผลโดยตรงต่อการบรรลุเป้าหมาย SDGs โดยเฉพาะด้านสุขภาพ เมืองยั่งยืน และการรับมือ Climate Change

หากมองผ่านกรอบของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ปัญหานี้ไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งระหว่างสุขภาพ (SDG 3) เมืองและชุมชนยั่งยืน (SDG 11) และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (SDG 13) การที่โลกยังไม่สามารถควบคุมมลพิษทางอากาศได้ จึงหมายความว่าเรากำลังล้มเหลวต่อหลายเป้าหมายไปพร้อมกัน

ประเทศไทยในภาพสะท้อนโลก

สำหรับประเทศไทย แม้แนวโน้มตัวเลขจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงเผชิญกับค่าฝุ่น PM2.5 ที่เกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ ปัญหาฝุ่นยังคงมีลักษณะ “เชิงโครงสร้าง” ทั้งจากการเผาในที่โล่ง ภาคคมนาคม อุตสาหกรรม และพลังงาน

สถานการณ์นี้สะท้อนชัดว่าการแก้ปัญหาที่เน้นเพียงมาตรการระยะสั้นหรือปลายเหตุ ยังไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนได้

เมื่ออากาศสะอาดกลายเป็น “อภิสิทธิ์”

ข้อเท็จจริงที่ว่าโลกเหลือเพียง 13 ประเทศที่ยังหายใจได้อย่างปลอดภัย กำลังตั้งคำถามสำคัญต่อทิศทางการพัฒนาในปัจจุบัน เหตุใดสิ่งที่ควรเป็น “สิทธิพื้นฐานของมนุษย์” จึงกลายเป็น “ข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์” ของบางพื้นที่

หากอากาศสะอาดขึ้นอยู่กับว่าคุณเกิดที่ไหน มากกว่าระบบที่โลกออกแบบร่วมกัน นั่นหมายความว่าเรากำลังปล่อยให้ความไม่เท่าเทียมขยายตัวในรูปแบบที่มองไม่เห็น แต่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิต

ในท้ายที่สุด คำถามจึงไม่ใช่แค่...เราจะลดฝุ่นได้อย่างไร? แต่ต้องเป็น ...เราจะออกแบบโลกใหม่อย่างไร ให้การหายใจอากาศสะอาด กลับมาเป็นสิทธิที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมอีกครั้ง?

เพราะหากการพัฒนาไม่สามารถรักษาอากาศให้ปลอดภัยได้ การพัฒนานั้นอาจไม่เคยยั่งยืนตั้งแต่ต้นทางเลยด้วยซ้ำ!!

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์