เปิดสถิติเผาภาคเกษตร ม.ค.พุ่ง 3.8 ล้านไร่ กฎหมายห้ามเผาเอาจริง ก.พ.–มี.ค.ใช้ทั่วประเทศ

3 ก.พ. 2569 - 17:45

  • สถิติการเผาภาคเกษตรพุ่ง 3.8 ล้านไร่ในเดือนเดียว ต้นตอ PM2.5 ไทยกำลังขยับจากไฟป่า สู่การผลิตอาหารของมนุษย์โดยตรง

  • "ลพบุรี" รั้งหัวแถวเผามากสุด 83,500 ไร่ เปิด 10 จังหวัดเผาทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่ภาคเหนือ

  • กฎหมายห้ามเผาเอาจริง ก.พ.–มี.ค.บังคับใช้ทั่วประเทศ "ห้ามเผา–ตัดสิทธิ์–โทษอาญา"

เปิดสถิติเผาภาคเกษตร ม.ค.พุ่ง 3.8 ล้านไร่ กฎหมายห้ามเผาเอาจริง ก.พ.–มี.ค.ใช้ทั่วประเทศ

ต้นปี 2569 ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์การเผาในที่โล่งจากภาคเกษตรที่รุนแรงกว่าที่คาด จากข้อมูลระบบตามรอยเผา (tamroypao.hii.or.th) พบว่าเพียงเดือนมกราคมเดือนเดียว มีพื้นที่การเกษตรถูกเผาไปแล้วกว่า 3.8 ล้านไร่ ตัวเลขระดับนี้แทบเทียบได้กับพื้นที่ไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ตลอดทั้งปี และสะท้อนชัดว่าต้นตอฝุ่น PM2.5 ของประเทศกำลัง “ขยับศูนย์ถ่วง” จากไฟป่าธรรมชาติ มาสู่กิจกรรมการผลิตอาหารของมนุษย์โดยตรง

นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านนโยบาย กฎหมาย และความเป็นธรรมต่อสุขภาพของสังคมในวงกว้าง

10 จังหวัดเผาภาคเกษตรสูงสุด

การประมวลผลข้อมูลรายจังหวัดในเดือนมกราคม 2569 พบว่าพื้นที่การเผาภาคเกษตรกระจายตัวในหลายภูมิภาค ไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะภาคเหนืออย่างที่เคยเข้าใจกัน

10 อันดับจังหวัดที่มีการเผาภาคเกษตรมากที่สุด ได้แก่

  1. ลพบุรี 83,500 ไร่
  2. นครราชสีมา 71,507 ไร่
  3. นครสวรรค์ 64,730 ไร่
  4. เชียงราย 55,167 ไร่
  5. กำแพงเพชร 41,857 ไร่
  6. เพชรบูรณ์ 30,199 ไร่
  7. ศรีสะเกษ 28,929 ไร่
  8. พิจิตร 24,248 ไร่
  9. ร้อยเอ็ด 19,806 ไร่
  10. บุรีรัมย์ 18,126 ไร่

รายชื่อเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การเผาไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่ป่าเขา แต่ฝังอยู่ในโครงสร้างการเกษตรของทั้งภาคกลาง อีสาน และเหนือ พร้อมกัน

ฝนดี ผลผลิตงอกงาม แต่ทิ้งซากไว้มหาศาล

ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเผาในปีนี้ คือสภาพอากาศในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ฝนตกชุกและน้ำสมบูรณ์ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรออกมาดีเกินคาด แต่ความอุดมสมบูรณ์นี้ก็มาพร้อมกับเศษวัสดุเหลือทิ้งจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ตอซังข้าว ใบอ้อย ไปจนถึงซากข้าวโพด เมื่อถึงฤดูกาลเตรียมแปลงใหม่ การเผาจึงยังเป็นวิธีที่เร็วและถูกที่สุด สำหรับเกษตรกรจำนวนมาก แม้จะแลกกับต้นทุนด้านสุขภาพของคนทั้งประเทศ

งานวิจัยจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า ฝุ่น PM2.5 จากการเผาในที่โล่งมีความสัมพันธ์กับโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และมะเร็งปอด ซึ่งหมายความว่ากำไรจากผลผลิตในวันนี้ อาจถูกชดใช้ด้วยค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในวันข้างหน้า

กฎหมายไล่บี้ ห้ามเผาทั่วประเทศ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2569

ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่ากังวล รัฐบาลได้ขยับมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ผ่าน ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ภาคการเกษตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2569

หัวใจของประกาศฉบับนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ห้ามเผา” แต่ผูกโยงการเผาเข้ากับสิทธิในการเข้าถึงนโยบายรัฐ

  • เกษตรกรที่มีประวัติการเผาในช่วงเวลาที่กำหนด จะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรทุกโครงการ เป็นเวลา 2 ปี (1 เม.ย. 2569 – 31 มี.ค. 2571)
  • ยกเว้นเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร
  • ใช้ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) เป็นหลักฐานตรวจสอบร่วมกับชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

มาตรการนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของรัฐ ที่ใช้ “แรงจูงใจทางเศรษฐกิจและสิทธิประโยชน์” ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย

โทษทางอาญา

นอกจากมาตรการด้านสิทธิแล้ว การเผายังเชื่อมโยงกับโทษทางอาญาโดยตรง

  • การเผาในที่โล่งที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่น เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • หากเป็นการเผาป่าในเขตอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โทษสูงถึงจำคุก 4-20 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท
  • เผาป่าในป่าสงวนแห่งชาติ มีโทษจำคุก 1-10 ปี และเพิ่มโทษหากพื้นที่เกิน 25 ไร่

กล่าวได้ว่า เส้นแบ่งระหว่าง “วิถีเกษตร” กับ “อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม” กำลังแคบลงเรื่อยๆ

บททดสอบจริง กฎหมายจะหยุดควันได้แค่ไหน?

ไม่ใช่แค่กฎหมายเข้มพอหรือไม่ แต่รัฐสามารถสร้างทางเลือกให้เกษตรกรได้จริงเพียงใด ทั้งเครื่องจักรจัดการเศษพืช เทคโนโลยีปลอดการเผา และตลาดที่ให้มูลค่าเพิ่มกับการผลิตที่ไม่ทำลายอากาศ หากการแก้ปัญหายังพึ่งแต่คำสั่งห้าม โดยไม่แตะโครงสร้างต้นทุนของเกษตรกร ควันไฟอาจลดลงเพียงชั่วคราว แต่จะกลับมาใหม่ในฤดูถัดไป

สถิติการเผาที่สูงผิดปกติในเดือนมกราคม 2569 กำลังเป็นเหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่า การแก้ PM2.5 ของไทยกำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่าง “การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง” หรือ “การปฏิรูปการเกษตรทั้งระบบ”  และอาจต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์