ต้นปี 2569 ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์การเผาในที่โล่งจากภาคเกษตรที่รุนแรงกว่าที่คาด จากข้อมูลระบบตามรอยเผา (tamroypao.hii.or.th) พบว่าเพียงเดือนมกราคมเดือนเดียว มีพื้นที่การเกษตรถูกเผาไปแล้วกว่า 3.8 ล้านไร่ ตัวเลขระดับนี้แทบเทียบได้กับพื้นที่ไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ตลอดทั้งปี และสะท้อนชัดว่าต้นตอฝุ่น PM2.5 ของประเทศกำลัง “ขยับศูนย์ถ่วง” จากไฟป่าธรรมชาติ มาสู่กิจกรรมการผลิตอาหารของมนุษย์โดยตรง
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านนโยบาย กฎหมาย และความเป็นธรรมต่อสุขภาพของสังคมในวงกว้าง
10 จังหวัดเผาภาคเกษตรสูงสุด
การประมวลผลข้อมูลรายจังหวัดในเดือนมกราคม 2569 พบว่าพื้นที่การเผาภาคเกษตรกระจายตัวในหลายภูมิภาค ไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะภาคเหนืออย่างที่เคยเข้าใจกัน
10 อันดับจังหวัดที่มีการเผาภาคเกษตรมากที่สุด ได้แก่
- ลพบุรี 83,500 ไร่
- นครราชสีมา 71,507 ไร่
- นครสวรรค์ 64,730 ไร่
- เชียงราย 55,167 ไร่
- กำแพงเพชร 41,857 ไร่
- เพชรบูรณ์ 30,199 ไร่
- ศรีสะเกษ 28,929 ไร่
- พิจิตร 24,248 ไร่
- ร้อยเอ็ด 19,806 ไร่
- บุรีรัมย์ 18,126 ไร่
รายชื่อเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การเผาไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่ป่าเขา แต่ฝังอยู่ในโครงสร้างการเกษตรของทั้งภาคกลาง อีสาน และเหนือ พร้อมกัน
ฝนดี ผลผลิตงอกงาม แต่ทิ้งซากไว้มหาศาล
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเผาในปีนี้ คือสภาพอากาศในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่ฝนตกชุกและน้ำสมบูรณ์ ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรออกมาดีเกินคาด แต่ความอุดมสมบูรณ์นี้ก็มาพร้อมกับเศษวัสดุเหลือทิ้งจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ตอซังข้าว ใบอ้อย ไปจนถึงซากข้าวโพด เมื่อถึงฤดูกาลเตรียมแปลงใหม่ การเผาจึงยังเป็นวิธีที่เร็วและถูกที่สุด สำหรับเกษตรกรจำนวนมาก แม้จะแลกกับต้นทุนด้านสุขภาพของคนทั้งประเทศ
งานวิจัยจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า ฝุ่น PM2.5 จากการเผาในที่โล่งมีความสัมพันธ์กับโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และมะเร็งปอด ซึ่งหมายความว่ากำไรจากผลผลิตในวันนี้ อาจถูกชดใช้ด้วยค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในวันข้างหน้า
กฎหมายไล่บี้ ห้ามเผาทั่วประเทศ 1 ก.พ. – 31 มี.ค. 2569
ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่ากังวล รัฐบาลได้ขยับมาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มข้นเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ผ่าน ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องมาตรการบริหารจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ภาคการเกษตร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ – 31 มีนาคม 2569
หัวใจของประกาศฉบับนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่ “ห้ามเผา” แต่ผูกโยงการเผาเข้ากับสิทธิในการเข้าถึงนโยบายรัฐ
- เกษตรกรที่มีประวัติการเผาในช่วงเวลาที่กำหนด จะถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกรทุกโครงการ เป็นเวลา 2 ปี (1 เม.ย. 2569 – 31 มี.ค. 2571)
- ยกเว้นเฉพาะการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร
- ใช้ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ (Burn Scar) เป็นหลักฐานตรวจสอบร่วมกับชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
มาตรการนี้สะท้อนแนวคิดใหม่ของรัฐ ที่ใช้ “แรงจูงใจทางเศรษฐกิจและสิทธิประโยชน์” ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย
โทษทางอาญา
นอกจากมาตรการด้านสิทธิแล้ว การเผายังเชื่อมโยงกับโทษทางอาญาโดยตรง
- การเผาในที่โล่งที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้อื่น เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 220 โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- หากเป็นการเผาป่าในเขตอุทยานฯ หรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โทษสูงถึงจำคุก 4-20 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท
- เผาป่าในป่าสงวนแห่งชาติ มีโทษจำคุก 1-10 ปี และเพิ่มโทษหากพื้นที่เกิน 25 ไร่
กล่าวได้ว่า เส้นแบ่งระหว่าง “วิถีเกษตร” กับ “อาชญากรรมสิ่งแวดล้อม” กำลังแคบลงเรื่อยๆ
บททดสอบจริง กฎหมายจะหยุดควันได้แค่ไหน?
ไม่ใช่แค่กฎหมายเข้มพอหรือไม่ แต่รัฐสามารถสร้างทางเลือกให้เกษตรกรได้จริงเพียงใด ทั้งเครื่องจักรจัดการเศษพืช เทคโนโลยีปลอดการเผา และตลาดที่ให้มูลค่าเพิ่มกับการผลิตที่ไม่ทำลายอากาศ หากการแก้ปัญหายังพึ่งแต่คำสั่งห้าม โดยไม่แตะโครงสร้างต้นทุนของเกษตรกร ควันไฟอาจลดลงเพียงชั่วคราว แต่จะกลับมาใหม่ในฤดูถัดไป
สถิติการเผาที่สูงผิดปกติในเดือนมกราคม 2569 กำลังเป็นเหมือนเป็นสัญญาณเตือนว่า การแก้ PM2.5 ของไทยกำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องเลือกระหว่าง “การบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง” หรือ “การปฏิรูปการเกษตรทั้งระบบ” และอาจต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน




