ลมเปลี่ยนทิศ ฝุ่นเปลี่ยนไหม? ไขปัจจัยดันฝุ่น PM2.5 หลังโครงสร้างทางอุตุนิยมวิทยาเปลี่ยน

30 ม.ค. 2569 - 09:27

  • สถิติชัดหลัง 15 กุมภาพันธ์ โอกาส “ลมใต้” เกิน 50% จุดเปลี่ยนกรุงเทพฯ จากโหมดระบายอากาศ เป็นโหมดสะสมมลพิษ

  • ค่าฝุ่น PM2.5 ไม่ได้พุ่งเพราะแหล่งกำเนิดเพิ่มขึ้นทันที แต่เพราะอากาศนิ่งลง ลมอ่อน–ความชื้นสูง ทำให้ฝุ่นลอยค้างเหนือเมืองต่อเนื่องหลายวัน

  • ข้อมูลย้อนหลังพบรูปแบบซ้ำ ปลาย ก.พ.–มี.ค. ค่าฝุ่นเฉลี่ยยังเกินมาตรฐาน แม้ฤดูหนาวสิ้นสุดแล้ว สะท้อนว่าปัญหา PM2.5 คือผลของโครงสร้างอากาศไม่ใช่เหตุเฉพาะหน้า

ลมเปลี่ยนทิศ ฝุ่นเปลี่ยนไหม? ไขปัจจัยดันฝุ่น PM2.5 หลังโครงสร้างทางอุตุนิยมวิทยาเปลี่ยน

ทุกปี วิกฤตฝุ่น PM2.5 ของกรุงเทพมหานคร มักถูกอธิบายผ่านภาพจำเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นรถติด การเผาในที่โล่ง หรือการก่อสร้าง แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงน้อยกว่าคือ “โครงสร้างทางอุตุนิยมวิทยา” ที่ทำให้มลพิษเหล่านี้ “สะสม” แทนที่จะถูกพัดพาออกไป

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของโครงสร้างนี้ คือช่วงเวลาที่ทิศทางลมเหนือกรุงเทพฯ เปลี่ยนจาก “มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ” มาสู่ “ลมใต้” ซึ่งตามข้อมูลสถิติของกรมอุตุนิยมวิทยา มักเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

“เมื่อถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ลมใต้จะกลายเป็นทิศทางลมหลักอย่างเต็มตัว เข้าแทนที่มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมมาตลอดฤดูหนาว เป็นการสิ้นสุดอิทธิพลของมวลอากาศเย็นอย่างเป็นรูปธรรม”

ข้อมูลที่น่าสนใจในเพจฝ่าฝุ่น ระบุ

สำหรับคนกรุงเทพฯ สัญญาณของการเปลี่ยนฤดูกาลไม่ได้ดูได้จากปฏิทินเพียงอย่างเดียว แต่สัมผัสได้จากผิวสัมผัสและกลิ่นอายในอากาศ หลังจากที่เราอยู่กับความแห้งตึงของผิวและริมฝีปากแห้งผากจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ลมหนาว) มาหลายเดือน จู่ๆ วันหนึ่งเราจะเริ่มรู้สึกถึงความ “เหนียวตัว” และกลิ่นอายความชื้นที่พัดพามาจากอ่าวไทย นั่นคือสัญญาณว่า “ลมใต้” กำลังเดินทางมาถึงเมืองหลวงของเราแล้ว

คำถามที่น่าสนใจคือ ในเชิงวิทยาศาสตร์และสถิติ ลมใต้จะพัดมาปกคลุมกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการเมื่อไร? และทำไมวงจรลมนี้ถึงมีอิทธิพลต่อไลฟ์สไตล์คนเมืองมากกว่าที่คิด เราไปเจาะลึกข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาเพื่อหาคำตอบกัน

sustainability-wind-shift-pm25-bangkok-meteorology-change-SPACEBAR-Photo01.jpg

วันที่ 22 มกราคม — หมุดหมายแรกของการขยับตัว

หากเราย้อนดูสถิติพยากรณ์อากาศย้อนหลัง จะพบว่าธรรมชาติมี “จังหวะ” ที่ค่อนข้างชัดเจน ลมใต้ไม่ได้พัดพรวดเดียวเข้ามาหาเรา แต่จะเริ่มมีสัญญาณครั้งแรกในช่วงวันที่ 22 มกราคม โดยประมาณ ในช่วงนี้ลมจากทิศใต้จะเริ่มเปลี่ยนทิศทางเข้ามาบ่อยครั้งขึ้นเป็นครั้งแรกตามค่าเฉลี่ยทางสถิติ

สำหรับคนเมืองที่ช่างสังเกต นี่คือช่วงเวลา “Intelligent Observation” เราจะเริ่มเห็นควันจากร้านปิ้งย่างหรือธงตามตึกสูงที่เคยโบกสะบัดไปทางทิศใต้ เริ่มหมุนกลับทิศทางมาทางเหนือมากขึ้น แม้จะยังมีความกดอากาศสูงจากจีนแผ่ลงมาขัดจังหวะเป็นระยะ แต่นี่คือจุดเริ่มต้นที่บอกว่า “ฤดูหนาวกำลังจะจากไปแล้ว”

15 กุมภาพันธ์ — วันตัดสินเมื่อ “ลมตะเภา” และ “ลมว่าว” ยึดพื้นที่

หากวันที่ 22 มกราคมคือการหยั่งเชิง วันที่ 15 กุมภาพันธ์ คือ วันตัดสิน (The Threshold) อย่างแท้จริง ข้อมูลระบุว่าภายในวันนี้ โอกาสที่จะเกิดลมใต้จะมีสูงขึ้นจนผ่าน เกณฑ์ 50% ซึ่งหมายความว่าลมใต้จะกลายเป็นทิศทางลมหลักที่พัดปกคลุมเมืองเกินครึ่งของเวลาทั้งหมด

ในภาษาท้องถิ่นที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ เรามักเรียกกระแสลมนี้ว่า “ลมตะเภา” หรือ “ลมว่าว” ซึ่งเป็นลมที่หอบความชื้นจากอ่าวไทยพุ่งตรงเข้าสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา

จากการวิเคราะห์แนวโน้มล่าสุดในช่วงปี 2025 พบว่า “ลมใต้” รวมถึง “ลมตะวันออกเฉียงใต้” จะเริ่มพัดปกคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และประเทศไทยตอนบนในช่วงวันที่ 11–20 กุมภาพันธ์ ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์ทางสถิติที่มักจะผ่านพ้นจุดเปลี่ยนสำคัญนี้ก่อนกลางเดือนกุมภาพันธ์เสมอ

ปลายเดือนมีนาคม — เมื่อลมใต้ครองเมือง (จุดสูงสุด 83%)

เมื่อเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านจากกุมภาพันธ์ไปสู่มีนาคม ความสม่ำเสมอของลมใต้จะยิ่งทวีความรุนแรงและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นลมประจำถิ่นที่ทรงพลังที่สุด โดยมีลำดับความสำคัญทางสถิติดังนี้:

  •  15 กุมภาพันธ์: ลมใต้ผ่านเกณฑ์ความถี่ 50% (เริ่มเป็นทิศทางหลัก)
  •  28 กุมภาพันธ์: ความถี่พุ่งสูงขึ้นเป็น 77%
  •  27 มีนาคม: คือจุดพีกที่สุด (Seasonal Peak) โดยลมใต้จะพัดปกคลุมอย่างเบ็ดเสร็จสูงถึง 83%

ในเชิงไลฟ์สไตล์ ช่วงปลายนมีนาคมคือช่วงที่เราจะเห็นว่าวเริ่มลอยละล่องตามสวนสาธารณะอย่างสวนหลวง ร.9 หรือสนามหลวง เพราะลมใต้มีความเสถียรพอที่จะพยุงว่าวขึ้นสู่ฟ้า แต่ในทางกลับกัน ความชื้นที่สูงขึ้นจะทำให้ค่าความรู้สึกร้อน (Feel-like temperature) ของคนเดินถนนหรือคนรอรถเมล์เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับความร้อนแห้งในช่วงต้นปี

ปัจจัยขัดขวาง — ทำไมบางปีลมใต้ถึง “มาสาย”?

แม้สถิติเฉลี่ยจะดูแม่นยำดั่งนาฬิกา แต่ธรรมชาติก็มักจะมี “คู่แข่ง” มาขัดจังหวะเสมอ ปัจจัยที่ทำให้ลมใต้มาช้ากว่ากำหนด (Delay) มักเกิดจาก 3 สาเหตุหลักตามข้อมูลปี 2021–2025

1. มวลอากาศเย็นจากจีนที่ยังไม่ยอมถอย: เช่นในปี 2024 ที่มีลมหนาวกำลังปานกลางแผ่ลงมาในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ลมตะวันออกเฉียงเหนือยังคงทำงานต่อเนื่อง ส่งผลให้ลมใต้ต้องรอจนถึงครึ่งหลังของเดือนกุมภาพันธ์จึงจะเข้ายึดพื้นที่ได้จริง

2. คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตก (Westerly Wind Trough): ตัวแปรสำคัญจากเมียนมาที่พัดเข้ามาเป็นระยะ (พบเห็นชัดเจนในปี 2023) ซึ่งทำหน้าที่เป็นระบบลมที่เข้ามาขัดจังหวะความต่อเนื่อง ทำให้ลมใต้ที่ควรจะพัดสม่ำเสมอเกิดอาการ “ขาดช่วง” หรือแปรปรวน

3. ปรากฏการณ์ลานีญา: ในปีที่ลานีญามีพลัง มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะแข็งแกร่งเป็นพิเศษ จนสามารถดันลมใต้ให้ถอยร่นไปเริ่มพัดต่อเนื่องได้ช้าถึงสัปดาห์ที่สามของเดือนกุมภาพันธ์เลยทีเดียว

ลมเปลี่ยนทิศ ฝุ่นเปลี่ยนไหม?

SPACEBAR วิเคราะห์ต่อในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม กรุงเทพฯ อยู่ภายใต้อิทธิพลของมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ลมจากจีนพัดแรง อากาศแห้ง ความชื้นต่ำ แม้จะเกิดฝุ่น PM2.5 จากแหล่งกำเนิดจำนวนมาก แต่ระบบลมยังพอช่วยพัดพามลพิษออกจากพื้นที่เมืองได้เป็นระยะ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางกุมภาพันธ์ โครงสร้างนี้เริ่มเปลี่ยนอย่างชัดเจน ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้จากอ่าวไทยเริ่มพัดเข้ามาแทนที่ พร้อมความชื้นที่สูงขึ้นและความเร็วลมที่ลดลง สภาพอากาศลักษณะนี้เอื้อต่อการเกิดชั้นอากาศปิด (Temperature Inversion) โดยเฉพาะในช่วงเช้า ทำให้ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่สามารถลอยขึ้นและกระจายตัวได้

ผลลัพธ์คือ ฝุ่น PM2.5 ที่ถูกปล่อยจากการจราจร การก่อสร้าง และกิจกรรมในเมือง จะไม่หายไป แต่ค่อย ๆ สะสมและลอยค้างอยู่เหนือกรุงเทพฯ ต่อเนื่องหลายวัน

นี่คือเหตุผลที่หลายปี ค่าฝุ่นเฉลี่ยของกรุงเทพฯ ในช่วงปลายกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ถึงยังไม่ลดลงตามความรู้สึกของฤดูกาลที่ “ลมเปลี่ยน” แต่กลับยืดเยื้อและเรื้อรัง

“ลมใต้” ไม่ใช่ลมล้างฝุ่นเสมอไป

ความเข้าใจที่ว่าลมจากทะเลจะนำอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่เมือง เป็นความจริงเพียงบางช่วงเวลา แต่ในบริบทของกรุงเทพฯ ช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู ลมใต้กลับทำหน้าที่เป็น “ลมกักฝุ่น” มากกว่าลมระบาย

“ลมใต้” ในช่วงต้นฤดูร้อนยังไม่มาพร้อมฝน ความชื้นสูงทำให้ฝุ่นจับตัวกันดีขึ้น ขณะที่ความเร็วลมต่ำไม่เพียงพอจะพัดพามลพิษออกจากแอ่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ ทิศทางลมยังอาจพาฝุ่นจากพื้นที่เผาในภาคกลางและภาคตะวันตกย้อนเข้าสู่เขตเมืองหลวง

ผลที่เกิดขึ้นคือปรากฏการณ์ “ฝุ่นนิ่ง” ค่าฝุ่นไม่จำเป็นต้องพุ่งสูงฉับพลัน แต่ทรงตัวอยู่ในระดับเกินมาตรฐานต่อเนื่องยาวนาน กระทบสุขภาพประชาชนในวงกว้างโดยที่ไม่เกิดสัญญาณเตือนฉุกเฉินแบบพายุหรือฝนหนัก

ข้อมูลย้อนหลังช่วงปี 2021–2025 ชี้ให้เห็นว่ามีปัจจัยหลายประการที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ลมใต้ล่าช้าหรือไม่เสถียร ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสถานการณ์ PM2.5

หนึ่งคือ มวลอากาศเย็นจากจีนที่ยังแผ่ลงมาซ้ำในช่วงต้นถึงกลางกุมภาพันธ์ ทำให้เกิดสภาพอากาศนิ่งซ้อนกันหลายระบบ ฝุ่นจึงสะสมได้ง่ายขึ้น

สองคือ อิทธิพลของกระแสลมฝ่ายตะวันตกจากเมียนมา ซึ่งทำให้ทิศทางลมเหนือกรุงเทพฯ แปรปรวน เกิดการหมุนวนของมลพิษ


และสามคือ ปรากฏการณ์ลานีญา ที่ทำให้มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือแข็งแรงขึ้น แต่ฤดูฝนเริ่มช้าลง ส่งผลให้ช่วง “ลมใต้ไร้ฝน” ยืดออกไปยาวกว่าเดิม

ทั้งหมดนี้ทำให้บางปีกรุงเทพฯ เผชิญค่าฝุ่น PM2.5 ต่อเนื่องถึงปลายมีนาคม แม้จะเข้าสู่ช่วงที่หลายคนคาดหวังว่าอากาศควรจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

sustainability-pm25-bangkok-wfh-critical-air-pollution-jan29-30-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

บทเรียนที่รัฐยังไม่ใช้ จุดเปลี่ยนลมคือระบบเตือนภัยล่วงหน้า

สิ่งที่บทเรียนจากลมเปลี่ยนทิศสะท้อนชัด คือวิกฤต PM2.5 ไม่ใช่เหตุการณ์ฉุกเฉินรายวัน แต่เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถคาดการณ์ได้จากโครงสร้างอากาศล่วงหน้า

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ไม่ควรเป็นเพียงข้อมูลเชิงสถิติ แต่ควรถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การทำงานจากที่บ้าน หรือการเตือนสุขภาพประชาชน ก่อนที่ค่าฝุ่นจะพุ่งเกินมาตรฐาน การรอให้วิกฤตเกิดขึ้นแล้วค่อยตอบสนอง คือการยอมรับโดยปริยายว่าฝุ่นคือ “ชะตากรรมตามฤดูกาล” มากกว่าจะเป็นปัญหาที่บริหารจัดการได้

เมื่อเข้าใจลม เราจะเข้าใจฝุ่น

การเปลี่ยนทิศของลมใต้เหนือกรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือโรแมนติกเชิงฤดูกาล หากแต่เป็นกลไกพื้นฐานที่กำหนดว่ามลพิษจะถูกพัดพาออกไป หรือจะถูกกักขังอยู่เหนือเมือง

ในวันที่ลมเปลี่ยนทิศ ฝุ่นไม่ได้หายไป แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการคุกคาม และตราบใดที่การจัดการ PM2.5 ยังไม่เชื่อมโยงกับความเข้าใจเชิงโครงสร้างของอากาศ เมืองหลวงก็จะยังติดอยู่ในวงจรเดิม ลมเปลี่ยน ฝุ่นอยู่ และประชาชนต้องปรับตัวตามธรรมชาติ มากกว่านโยบายสาธารณะ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์