“ขณะที่สงครามรุนแรง น้ำมัน ปุ๋ยแพง เราอาจเจอ Super El Nino ในช่วงใกล้ปลายปี ฝนน้อย ร้อนผิดปรกติ ระวังกันไว้”
— ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์เตือนไว้ในโซเชียลมีเดีย
แม้จะยังไม่คอนเฟิร์ม แต่ อ.ธรณ์ ชี้ว่า เริ่มมีแวว และหากเกิดจริงธรรมชาติปั่นป่วน โดยทั่วไปจะฝนน้อย แต่อาจมีไต้ฝุ่นแรงๆ มาเป็นจังหวะ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม กล่าวย้ำ

เตือนหน้าร้อนปีนี้ “ดัชนีความร้อน” แนวโน้มสูง
สำหรับหน้าร้อนปีนี้ ล่าสุดรัฐบาลเตือน “ดัชนีความร้อนสูง” เสี่ยงระดับอันตราย! หลายคนจึงพุ่งเป้าไปที่ปรากฏการณ์ El Niño ที่กำลังส่งสัญญาณหวนกลับอีกครั้งในปี 2026 พร้อมแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้ และอาจกลายเป็นตัวเร่งให้โลกเผชิญความร้อนระดับทำลายสถิติซ้ำในเวลาอันใกล้
งานวิจัยล่าสุดจาก Scientific Report บ่งชี้ว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ร้อน และได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในโลก
“ไทยติดอยู่ใน 3 อันดับ (ไทย กัมพูชา และเมียนม่า) เป็นประเทศที่ร้อนที่สุด โดยคาดการณ์ว่าจะมีอุณหภูมิกระเปาะเปียก (Wet bulb Temperature) สูงกว่า 30°C ซึ่งเริ่มเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยหากแตะ 35°C คือขีดจำกัดทางสรีรวิทยาซึ่งแม้อยู่ในที่ร่ม ร่างกายก็ไม่สามารถระบายความร้อนได้ อาจเสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมง การทำให้ประเทศเย็นลงโดยธรรมชาติจึงต้องมีนโยบายเร่งด่วนออกมา โดยเฉพาะในเมืองซึ่งมีแต่ป่าคอนกรีต”
— รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ระบุ

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานฯ ที่มูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ระบุว่าใกล้ถึงวันสงกรานต์ปีนี้ สภาพอากาศจะร้อนในตอนบ่าย อุณหภูมิโดยเฉลี่ยจะสูงกว่าปกติประมาณ 0.5°C (เทียบกับช่วงสงกรานต์ปี 2567 ทีอุณหภูมิสูงกว่าปกติประมาณ 1-2°C) โลกกำลังอยู่ในภาวะสงครามตะวันออกกลาง ค่าน้ำมัน ค่าครองชีพ อาหารการกินสูงขึ้นแน่ สงกรานต์ปีนี้ภายใต้อากาศร้อน ใจต้องไม่ร้อนตาม เล่นกันแบบพอเพียง ระวังรักษาสุขภาพทั้งกาย และจิตใจกันดีที่สุด

ลานีญากำลังจบ เปิดทางเอลนีโญ
ปัจจุบันมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนยังอยู่ในช่วง La Niña ซึ่งเป็นระยะเย็นของ ENSO โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวอย่างน้อย 0.5°C
อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์ของ NOAA ระบุว่าลานีญาจะสิ้นสุดในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลเริ่มสูงขึ้น และหากอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างน้อย 0.5°C อย่างต่อเนื่อง ก็จะเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ

“ซูเปอร์เอลนีโญ” คืออะไร และมีโอกาสแค่ไหน?
หากเอลนีโญก่อตัวตามคาด อาจทวีความรุนแรงจนกลายเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ซึ่งหมายถึงภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงอย่างน้อย 2°C
รายงานจาก AccuWeather ประเมินว่ามีโอกาสราว 15% ที่จะเกิดซูเปอร์เอลนีโญภายในเดือนพฤศจิกายน (ปลายฤดูเฮอริเคน)
ขณะที่รายงานเตือนล่าสุดจาก National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ระบุว่า เอลนีโญมีแนวโน้มก่อตัวในช่วงกลางปี และอาจยืดเยื้อไปจนถึงปลายปี 2026 หรือยาวนานกว่านั้น โดยมีโอกาสถึง 1 ใน 3 ที่จะพัฒนาเป็น “เอลนีโญระดับรุนแรง” (หรือ Super El Nino) ในช่วงฤดูหนาว ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มความเสี่ยงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังย้ำว่า “ระดับความรุนแรงยังมีความไม่แน่นอนสูง”
การกลับมาของเอลนีโญครั้งนี้ไม่ใช่เพียงวัฏจักรธรรมชาติทั่วไป แต่กำลังเกิดขึ้นบนฐานอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นแล้วจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์เป็นตัวเร่งสำคัญ

“เอลนีโญ” เปลี่ยนกติกาโลกไม่ใช่แค่ร้อนขึ้น แต่แปรปรวนขึ้น
ในเชิงกลไก เอลนีโญเกิดจากการอ่อนกำลังของลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลให้น้ำทะเลและอากาศในบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรร้อนกว่าปกติ ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก ทำให้สภาพอากาศ “สุดขั้วในทิศตรงข้าม” เกิดขึ้นพร้อมกัน
- เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย เสี่ยงภัยแล้งรุนแรง
- สหรัฐฯ และแอฟริกาตะวันออก เสี่ยงฝนตกหนักและน้ำท่วม
รูปแบบเช่นนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในเอลนีโญช่วงปี 2014–2016 และ 2023–2024 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกเผชิญอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์
เมื่อ “โลกร้อน” + “เอลนีโญ” = ความร้อนที่ไม่เคยมีมาก่อน
ปี 2024 ถูกบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ จากการซ้อนทับกันของ “ภาวะโลกร้อน” ระยะยาวและเอลนีโญรุนแรง และการกลับมาของเอลนีโญในรอบใหม่อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรง
Zeke Hausfather นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ประเมินว่า ปี 2027 มีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดครั้งใหม่ของโลก
ขณะที่ Adam Scaife จาก UK Met Office ชี้ว่า ภายใต้ภาวะโลกร้อน ผลกระทบของเอลนีโญจะ “ยิ่งทวีความรุนแรง” และเมื่อรวมกับแนวโน้มอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โลกมีโอกาสเผชิญคลื่นความร้อนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
วิเคราะห์สัญญาณเตือนที่ชัดขึ้นของ “โลกที่กำลังเสียสมดุล”
การกลับมาของเอลนีโญในปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงข่าวสภาพอากาศ แต่เป็นสัญญาณเตือนเชิงระบบของโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
ในอดีต เอลนีโญเป็นเพียงตัวแปรธรรมชาติที่ทำให้สภาพอากาศผันผวนเป็นช่วงๆ แต่ในปัจจุบัน เมื่อฐานอุณหภูมิโลกสูงขึ้นจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรากฏการณ์เดียวกันกลับสร้างผลกระทบที่ “รุนแรงกว่าเดิม” อย่างมีนัยสำคัญ
นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ
- โลกไม่ได้เริ่มจากศูนย์อีกต่อไป แต่เริ่มจาก “ระดับความร้อนที่สูงผิดปกติอยู่แล้ว”
- ความแปรปรวนตามธรรมชาติ กลายเป็น “ตัวคูณ” ของวิกฤต ไม่ใช่แค่ตัวแปร
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เอลนีโญกำลังเปลี่ยนจาก “เหตุการณ์ชั่วคราว” เป็น “ตัวเร่งวิกฤตภูมิอากาศ”
หากการคาดการณ์เป็นจริง โลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ “ความร้อนสุดขั้ว” ไม่ใช่เหตุการณ์ผิดปกติอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ ส่วนเอลนีโญครั้งนี้จะรุนแรงแค่ไหน และระบบโลกจะรองรับความร้อนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้หรือไม่เพียงใด เราคงต้องรอชมและตั้งรับพร้อมกับปรับตัวให้ทัน





