ผลของการยุบสภาไม่เพียงหยุดกลไกทางการเมือง แต่ยัง “แช่แข็ง” เครื่องมือสำคัญในการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมของประเทศ ข้อมูลอ้างอิงจาก iLaw ระบุว่ามีร่างกฎหมายที่ยังค้างพิจารณาอยู่ 106 ฉบับ และหากต้องการจะให้ร่างกฎหมายเหล่านี้ได้ไปต่อ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายต่อภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก
ในบรรดาร่างกฎหมายที่ต้องหยุดชะงักไปตั้งแต่ 12 ธันวาคม 2568 (วันยุบสภาครั้งล่าสุด) ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 4 ฉบับที่เปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน” ของไทย ซึ่งกำลังเผชิญเส้นตาย 60 วันหลังเปิดสภาใหม่ หากไม่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา กระบวนการทั้งหมดจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางนิติบัญญัติ แต่สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่นโยบายยังผูกติดกับวัฏจักรการเมือง ขณะที่ “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรง

จากสิทธิในอากาศสะอาด ถึงสิทธิในการรู้ข้อมูลมลพิษ
ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด
ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายสิ่งแวดล้อมไทย เพราะเปลี่ยนกรอบคิดจากการ “ควบคุมมลพิษ” ไปสู่การรับรอง “สิทธิของประชาชนในการหายใจอากาศสะอาด” อย่างชัดเจน กฎหมายฉบับนี้ยังวางหลักให้รัฐต้องจัดการคุณภาพอากาศอย่างเป็นระบบ และยกระดับอากาศสะอาดให้เป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต
ในมุมของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นี่คือการเชื่อม SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เข้ากับ SDG 11: เมืองยั่งยืน และ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง
ร่างกฎหมาย PRTR
ขณะที่ร่างกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างข้อมูล” ของระบบสิ่งแวดล้อมไทย โดยกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารพิษในอากาศ น้ำ และดิน ในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงได้
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่คือการเปลี่ยนดุลอำนาจจาก “รัฐและอุตสาหกรรม” ไปสู่ “สาธารณะ” ทำให้ SDG 16: สถาบันที่โปร่งใส เข้ามาเชื่อมกับสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ
กฎหมายโลกร้อน ตำแหน่งของไทยในเศรษฐกิจโลกใหม่
พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
อีกหนึ่งร่างสำคัญคือ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นกฎหมายแม่บทในการลดก๊าซเรือนกระจกและวางแผนรับมือภัยพิบัติ โดยมีเป้าหมายระยะยาวสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์
ในบริบทโลก นี่ไม่ใช่แค่ “กฎหมายสิ่งแวดล้อม” แต่คือ “กฎหมายเศรษฐกิจ” ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และมาตรการกีดกันทางคาร์บอนที่กำลังเข้มข้นขึ้น หากร่างนี้สะดุด ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากการตามไม่ทันมาตรฐานโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก

ระบบนิเวศที่หายไปโดยไร้กฎหมายรองรับ
ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ
ในอีกด้านหนึ่ง ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ อาจดูเงียบที่สุดในเชิงการเมือง แต่กลับสำคัญที่สุดในเชิงระบบนิเวศ พื้นที่ชุ่มน้ำทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งกักเก็บน้ำ ลดน้ำท่วม รองรับความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นเครื่องมือธรรมชาติในการปรับตัวต่อ Climate Change
การที่พื้นที่เหล่านี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนช่องว่างของการบริหารจัดการที่ยังขาด “กฎหมายเฉพาะ” มารองรับอย่างจริงจัง
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ผ่านกฎหมาย แต่คือลำดับความสำคัญของรัฐ
สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงความล่าช้า แต่คือการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลใหม่ ในช่วงเวลา 60 วันที่ต้องเลือกว่าจะผลักดันกฎหมายใดก่อน ในขณะที่ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมบางฉบับเผชิญแรงต้านจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในประเด็นต้นทุนและการเปิดเผยข้อมูล ความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่ “ตกหล่น” แต่รวมถึงการถูกลดทอนสาระสำคัญระหว่างกระบวนการพิจารณา
เมื่อความล่าช้าทางนโยบายไม่สอดคล้องกับความเร่งด่วนของวิกฤต
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วิกฤตฝุ่น PM2.5 กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวาง ขณะที่การแก้ไขยังคงกระจัดกระจายและขาดเครื่องมือทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ
ความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายจึงไม่ใช่เพียง “ต้นทุนทางเวลา” แต่คือ “ต้นทุนทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม” ที่ประชาชนต้องแบกรับ

นับถอยหลังนโยบายสิ่งแวดล้อมไทย
ในภาพรวม 4 ร่างกฎหมายนี้นับเป็นภาพใหญ่ของทั้งระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่สิทธิพื้นฐาน ข้อมูล ความโปร่งใส ไปจนถึงกลไกระดับประเทศในการรับมือ Climate Change
วันนี้คำถามสำคัญคือรัฐบาลใหม่จะมอง “สิ่งแวดล้อม” เป็นวาระแห่งอนาคต หรือยังคงเป็นเพียงวาระรองในกระดานการเมือง เพราะในขณะที่กระบวนการนิติบัญญัติยังรอการตัดสินใจ วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังเดินหน้าโดยไม่รอใคร และหน้าต่างเวลา 60 วัน อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่าง “การเดินหน้าสู่ความยั่งยืน” กับ “การย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”





