เส้นตาย 60 วัน ‘กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย’ เมื่อการเมืองสะดุด แต่โลกร้อนไม่เคยหยุด

17 มี.ค. 2569 - 12:05

  • จับตา 60 วันหลังเปิดสภาใหม่ ชี้ชะตาร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อม หากไม่หยิบพิจารณา = ตกทันที

  • 4 กฎหมายหลัก “อากาศสะอาด-PRTR-โลกร้อน-พื้นที่ชุ่มน้ำ” คือโครงสร้างพื้นฐานของนโยบายความยั่งยืนไทย

  • ความล่าช้าไม่ใช่แค่เสียเวลา แต่คือ “ต้นทุนสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม” ที่ประชาชนต้องแบกรับ

เส้นตาย 60 วัน ‘กฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย’ เมื่อการเมืองสะดุด แต่โลกร้อนไม่เคยหยุด

ผลของการยุบสภาไม่เพียงหยุดกลไกทางการเมือง แต่ยัง “แช่แข็ง” เครื่องมือสำคัญในการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมของประเทศ  ข้อมูลอ้างอิงจาก iLaw ระบุว่ามีร่างกฎหมายที่ยังค้างพิจารณาอยู่ 106 ฉบับ และหากต้องการจะให้ร่างกฎหมายเหล่านี้ได้ไปต่อ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างกฎหมายต่อภายใน 60 วัน นับตั้งแต่วันเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก

ในบรรดาร่างกฎหมายที่ต้องหยุดชะงักไปตั้งแต่ 12 ธันวาคม 2568 (วันยุบสภาครั้งล่าสุด) ในจำนวนนี้มีอย่างน้อย 4 ฉบับที่เปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานด้านความยั่งยืน” ของไทย ซึ่งกำลังเผชิญเส้นตาย 60 วันหลังเปิดสภาใหม่ หากไม่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา กระบวนการทั้งหมดจะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

สถานการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางนิติบัญญัติ แต่สะท้อนความท้าทายเชิงโครงสร้างของการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่นโยบายยังผูกติดกับวัฏจักรการเมือง ขณะที่ “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรง

clean-air-21oct25-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

จากสิทธิในอากาศสะอาด ถึงสิทธิในการรู้ข้อมูลมลพิษ

ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนโยบายสิ่งแวดล้อมไทย เพราะเปลี่ยนกรอบคิดจากการ “ควบคุมมลพิษ” ไปสู่การรับรอง “สิทธิของประชาชนในการหายใจอากาศสะอาด” อย่างชัดเจน กฎหมายฉบับนี้ยังวางหลักให้รัฐต้องจัดการคุณภาพอากาศอย่างเป็นระบบ และยกระดับอากาศสะอาดให้เป็นปัจจัยพื้นฐานของชีวิต

ในมุมของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นี่คือการเชื่อม SDG 3: สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เข้ากับ SDG 11: เมืองยั่งยืน และ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง

ร่างกฎหมาย PRTR

ขณะที่ร่างกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างข้อมูล” ของระบบสิ่งแวดล้อมไทย โดยกำหนดให้ผู้ก่อมลพิษต้องรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยสารพิษในอากาศ น้ำ และดิน ในรูปแบบที่ประชาชนเข้าถึงได้

นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่คือการเปลี่ยนดุลอำนาจจาก “รัฐและอุตสาหกรรม” ไปสู่ “สาธารณะ” ทำให้ SDG 16: สถาบันที่โปร่งใส เข้ามาเชื่อมกับสิ่งแวดล้อมอย่างมีนัยสำคัญ

กฎหมายโลกร้อน ตำแหน่งของไทยในเศรษฐกิจโลกใหม่

พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

อีกหนึ่งร่างสำคัญคือ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นกฎหมายแม่บทในการลดก๊าซเรือนกระจกและวางแผนรับมือภัยพิบัติ โดยมีเป้าหมายระยะยาวสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์

ในบริบทโลก นี่ไม่ใช่แค่ “กฎหมายสิ่งแวดล้อม” แต่คือ “กฎหมายเศรษฐกิจ” ที่จะกำหนดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และมาตรการกีดกันทางคาร์บอนที่กำลังเข้มข้นขึ้น หากร่างนี้สะดุด ไทยอาจเผชิญความเสี่ยงจากการตามไม่ทันมาตรฐานโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาคอุตสาหกรรมและการส่งออก

sustainability-wetlands-world-kidney-of-the-earth-world-wetlands-day-2-feb-SPACEBAR-Photo02.jpg

ระบบนิเวศที่หายไปโดยไร้กฎหมายรองรับ

ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ

ในอีกด้านหนึ่ง ร่าง พ.ร.บ.พื้นที่ชุ่มน้ำ อาจดูเงียบที่สุดในเชิงการเมือง แต่กลับสำคัญที่สุดในเชิงระบบนิเวศ พื้นที่ชุ่มน้ำทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งกักเก็บน้ำ ลดน้ำท่วม รองรับความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นเครื่องมือธรรมชาติในการปรับตัวต่อ Climate Change

การที่พื้นที่เหล่านี้ลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนช่องว่างของการบริหารจัดการที่ยังขาด “กฎหมายเฉพาะ” มารองรับอย่างจริงจัง

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ผ่านกฎหมาย แต่คือลำดับความสำคัญของรัฐ

สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงความล่าช้า แต่คือการจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลใหม่ ในช่วงเวลา 60 วันที่ต้องเลือกว่าจะผลักดันกฎหมายใดก่อน ในขณะที่ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมบางฉบับเผชิญแรงต้านจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในประเด็นต้นทุนและการเปิดเผยข้อมูล ความเสี่ยงจึงไม่ใช่แค่ “ตกหล่น” แต่รวมถึงการถูกลดทอนสาระสำคัญระหว่างกระบวนการพิจารณา

เมื่อความล่าช้าทางนโยบายไม่สอดคล้องกับความเร่งด่วนของวิกฤต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา วิกฤตฝุ่น PM2.5 กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวาง ขณะที่การแก้ไขยังคงกระจัดกระจายและขาดเครื่องมือทางกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ

ความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายจึงไม่ใช่เพียง “ต้นทุนทางเวลา” แต่คือ “ต้นทุนทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อม” ที่ประชาชนต้องแบกรับ

sustainability-pollution-control-zone-announcement-to-solve-pm-problem-SPACEBAR-Photo03.jpg

นับถอยหลังนโยบายสิ่งแวดล้อมไทย

ในภาพรวม 4 ร่างกฎหมายนี้นับเป็นภาพใหญ่ของทั้งระบบนิเวศ ที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่สิทธิพื้นฐาน ข้อมูล ความโปร่งใส ไปจนถึงกลไกระดับประเทศในการรับมือ Climate Change

วันนี้คำถามสำคัญคือรัฐบาลใหม่จะมอง “สิ่งแวดล้อม” เป็นวาระแห่งอนาคต หรือยังคงเป็นเพียงวาระรองในกระดานการเมือง เพราะในขณะที่กระบวนการนิติบัญญัติยังรอการตัดสินใจ วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังเดินหน้าโดยไม่รอใคร และหน้าต่างเวลา 60 วัน อาจเป็นเส้นแบ่งระหว่าง “การเดินหน้าสู่ความยั่งยืน” กับ “การย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์