วิกฤตฝุ่นภาคเหนือทะลุ 1,000 USAQI⁺ ดันคนไทยป่วยเพิ่ม แพทย์แนะ 3 วิธีป้องกันร่างกายจาก PM2.5

31 มี.ค. 2569 - 16:26

  • อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน วัดค่าฝุ่น PM2.5 ทะลุ 1,000 USAQI⁺ เชียงใหม่วิกฤตอากาศเป็นพิษเข้าขั้นอันตรายที่ 833 µg/m³ จมหมอกควันทั้งเมือง

  • ผู้ป่วยระบบทางเดินหายใจ-ตา พุ่ง 30% จากข้อมูลคลินิกมลพิษ พร้อมชี้ PM2.5 กระทบทั้งปอด ผิวหนัง ดวงตา เสี่ยงโรคหัวใจ

  • แพทย์แนะ “ลดสัมผัส-ป้องกัน-ฟื้นฟูร่างกาย” รับมือฝุ่นระยะวิกฤต

วิกฤตฝุ่นภาคเหนือทะลุ 1,000 USAQI⁺ ดันคนไทยป่วยเพิ่ม แพทย์แนะ 3 วิธีป้องกันร่างกายจาก PM2.5

สถานการณ์ฝุ่นภาคเหนือของประเทศไทยในสัปดาห์นี้ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงต่อเนื่องจากปัจจัยไฟป่าและการเผาในที่โล่ง ส่งผลให้คุณภาพอากาศตกอยู่ในระดับอันตราย และเริ่มสะท้อนผลกระทบชัดเจนต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง

วิกฤตอากาศเป็นพิษรุนแรงที่สุดในรอบปี

ข้อมูลล่าสุด 31 มีนาคม 2569 ระบุหลายพื้นที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานหลายเท่าตัว และบางจุดทะลุระดับอันตรายอย่างรุนแรง โดยพบค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 พุ่งสูงต่อเนื่อง

จุดที่น่ากังวลที่สุดในเชียงใหม่คือ อำเภอเชียงดาวตรวจวัดค่า PM2.5 ได้สูงถึง833 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) ขณะที่ อำเภอพร้าว (509 µg/m³) และ อำเภอแม่ริม (368 µg/m³) ก็อยู่ในระดับอันตรายขั้นสูง เช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดที่ค่าฝุ่นเกิน 300 µg/m³

ขอบคุณภาพจาก : เชียงใหม่นิวส์ Chiang Mai News ข่าวเชียงใหม่
ขอบคุณภาพจาก : เชียงใหม่นิวส์ Chiang Mai News ข่าวเชียงใหม่

ด้านเว็บไซต์ IQAir รายงานดัชนีคุณภาพอากาศที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พบหลายพื้นที่คุณภาพอากาศย่ำแย่ วัดได้เกิน 1,000 US AQI⁺ อยู่ระดับ “อันตราย” มีผลกระทบต่อสุขภาพ

ขณะที่ในเขตตัวเมืองเชียงใหม่ สถานการณ์ไม่ต่างกันมากนัก ค่าเฉลี่ยฝุ่นอยู่ที่ราว 300 µg/m³ ส่งผลให้บรรยากาศโดยรวมถูกปกคลุมด้วยหมอกควันสีขาวขุ่น ทัศนวิสัยลดต่ำลงอย่างชัดเจน จนประชาชนต้องเปิดไฟหน้ารถในเวลากลางวัน และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง

อันดับ 1 ของโลก ภาพสะท้อนวิกฤตเชิงโครงสร้าง

ข้อมูลจาก IQAir ระบุว่า เชียงใหม่มีค่า AQI สูงถึง 239 ในช่วงเช้า ส่งผลให้ขึ้นอันดับ 1 เมืองที่มีมลพิษทางอากาศแย่ที่สุดในโลก แซงหน้า Delhi และ Kinshasa

ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงสถิติชั่วคราว แต่สะท้อนปัญหาสะสมด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยังไม่ถูกแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่ภาคเหนือของไทยต้องเผชิญกับหมอกควันซ้ำซากแทบทุกปี

ท่ามกลางภาพเมืองที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควัน สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ตัวเลขผู้ป่วย” ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังลุกลามสู่ “วิกฤตสุขภาพ” อย่างเต็มรูปแบบ

greenspace-northern-thailand-pm25-crisis-health-impact-3-doctor-tips-SPACEBAR-Photo V01.jpg

รายงานจุดความร้อน (Hotspot) จาก GISTDA ประจำวันที่ 31 มีนาคม 2569

เชียงใหม่ พบจุดความร้อน จำนวน 303 จุด

  • สะเมิง 42 จุด
  • แม่แตง 42 จุด
  • พร้าว 41 จุด
  • เชียงดาว 35 จุด
  • แม่วาง 20 จุด
  • หางดง 19 จุด
  • ดอยสะเก็ด 18 จุด
  • ฮอด 16 จุด
  • ดอยเต่า 14 จุด
  • ไชยปราการ 8 จุด
  • สันกำแพง 8 จุด
  • จอมทอง 7 จุด
  • แม่ออน 6 จุด
  • ดอยหล่อ 5 จุด
  • แม่แจ่ม 5 จุด
  • กัลยาณิวัฒนา 3 จุด
  • อมก๋อย 3 จุด
  • แม่อาย 3 จุด
  • เวียงแหง 3 จุด
  • ฝาง 3 จุด
  • สันทราย 2 จุด

รวมรายงานจุดความร้อน สะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 30 มี.ค. 2569 จำนวน 4,735 จุด

PM2.5 จากมลพิษสิ่งแวดล้อม สู่ภัยเงียบในร่างกาย

กรมการแพทย์ เตือนว่าฝุ่น PM2.5 นับเป็น “ภัยเงียบ” ที่สามารถพบได้ทั้งภายนอกและภายในอาคาร จากแหล่งกำเนิดหลากหลาย ทั้งการเผาไหม้ทางการเกษตร ควันจากเครื่องยนต์ และกิจกรรมในชีวิตประจำวัน แม้ฝุ่นชนิดนี้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินหายใจ และส่งผลกระทบในระยะยาว ทั้งต่อ

  • ระบบทางเดินหายใจ
  • ผิวหนัง
  • ดวงตา
  • เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผู้ป่วยที่มีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและดวงตาสูงถึง 30% รองลงมาคือกลุ่มอาการหู คอ จมูก 15% และผิวหนังรวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด 8%

ข้อมูลจากคลินิกมลพิษออนไลน์ ระบุ

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไอ ระคายคอ แสบตา และผื่นคัน ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณเตือนของผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วกับร่างกาย

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์
นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์

3 วิธีดูแลร่างกาย สู้ฝุ่น PM2.5 ในช่วงวิกฤต

นายแพทย์อัครฐาน จิตนุยานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ แนะนำแนวทางดูแลสุขภาพในช่วงที่ค่าฝุ่นสูง ดังนี้

1. ระบบทางเดินหายใจ โดยบรรเทาอาการไอ เจ็บคอ โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นในบ้านและเมื่อออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น เลี่ยงอาหารรสจัด ของทอดของมัน และดื่มน้ำอุ่น น้ำขิงหรือน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง อาจทานผลไม้รสเปรี้ยว มะนาว มะขามป้อม สมุนไพรที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการไอ เช่น เหง้าขิง ดีปลี สัปปะรด บ๊วย มะแว้งเครือ ยาอมแก้ไอ ยาอมมะแว้ง กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือเพื่อเพิ่มความชุ่มคอ และนอนหลับให้เพียงพอ

2. ระบบทางผิวหนัง การบรรเทาอาการทางผิวหนัง ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่น ถ้าต้องออกไปบริเวณที่มีฝุ่นมลพิษ ควรใส่เสื้อผ้าแขนยาวขายาวปกคลุมร่างกาย เมื่อกลับมาจากข้างนอกควรใช้สบู่อ่อน ๆ ในการทำความสะอาดร่างกาย ทาครีมบำรุงให้ผิวชุ่มชื่น ไม่ควรแกะ เกา ผิวหนัง ถ้ามีผื่นคัน แนะนำให้ทานยาแก้แพ้และทายาสเตียรอยด์ภายใต้การดูแลของแพทย์

3. ระบบทางตา การบรรเทาอาการทางตา ควรใส่แว่นกันแดด กันฝุ่น และกันลมเมื่อออกจากบ้าน ถ้ามีเศษฝุ่นเข้าตา ไม่ควรขยี้ตา และหยอดน้ำตาเทียมหรือน้ำยาล้างตา หรืออาจล้างตาโดยใช้น้ำเกลือหรือน้ำสะอาด

ระบบสาธารณสุขปรับตัว รับมือ “วิกฤตฝุ่น” ระยะยาว

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในฐานะสถาบันด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม ได้เปิดให้บริการ “คลินิกมลพิษ” ทั้งแบบ on-site และออนไลน์ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น

ประชาชนสามารถเข้ารับคำปรึกษาแพทย์ทางไกล รับยา และติดตามอาการจากที่บ้านได้ สะท้อนการปรับตัวของระบบสาธารณสุขต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กลายเป็นปัญหาสุขภาพเรื้อรัง

Sustainability Insight: วิกฤตฝุ่น = วิกฤตสุขภาพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์ PM2.5 ในภาคเหนือครั้งนี้ ชี้ให้เห็นชัดว่า “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ไม่ได้แยกขาดจาก “สุขภาพของมนุษย์” อีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งในทุกมิติ

เมื่อไฟป่าและการเผายังไม่ถูกควบคุมอย่างยั่งยืน วงจรของฝุ่นพิษก็จะยังคงเกิดซ้ำ และผลกระทบต่อสุขภาพก็จะทวีความรุนแรงขึ้นในทุกปี

ในวันที่อากาศกลายเป็นความเสี่ยงต่อชีวิต การดูแลสุขภาพอาจช่วย “บรรเทา” ได้เพียงปลายเหตุ แต่คำถามสำคัญของความยั่งยืนยังคงอยู่ที่ว่าเราจะจัดการต้นตอของฝุ่นพิษนี้อย่างไร ก่อนที่คนไทยจะต้องป่วยซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกฤดูควัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์