ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจังหวัดเชียงใหม่ ประสบกับปัญหามลพิษทางอากาศ ฝุ่นควัน PM 2.5 และไฟป่าอย่างหนัก คุณภาพอากาศสูงเกินค่ามาตรฐานอยู่ในระดับที่กระทบต่อสุขภาพของประชาชน ทั้งในพื้นที่ตัวเมืองและอำเภอรอบนอก นับว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่มาซ้ำเติมชีวิตของชาวบ้านในช่วงนี้ นอกจากปัญหาปากท้องแล้วยังต้องมาเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบกับสุขภาพโดยตรง


บรรยากาศในพื้นที่ตัวเมืองจังหวัดเชียงใหม่ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันหนา สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า โดยที่ดอยสุเทพอีกหนึ่งสถานที่ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ที่มีชื่อเสียงระดับโลกกลับถูกบดบังด้วยหมอกควันพิษไม่สามารถมองเห็นได้ หรือเมื่อขึ้นไปยังจุดชมวิวบนดอยสุเทพแล้วมองลงมาเรียกได้ว่าแทบจะไม่เห็นเมืองเชียงใหม่ ซึ่งแตกต่างกับช่วงที่สภาพอากาศสดใสเป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่าเชียงใหม่กำลังเผชิญกับปัญหาดังกล่าวอย่างหนักหน่วง

สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ตรวจวัดค่ามลพิษช่วงเช้า เวลา 08:00 น.วันที่ 30 มีนาคม 2569ที่ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ค่าคุณภาพอากาศวัดได้ 228 AQI ค่าฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ 102.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หนักหน่วงสุด ค่าคุณภาพอากาศพุ่งสูงถึง 386 AQI ค่าฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ 260.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร


ด้านเว็บไซต์ IQAir ซึ่งจัดลำดับเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดของโลก พบว่าเทศบาลนครเชียงใหม่พุ่งขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของโลก โดยวัดค่าคุณภาพอากาศได้ 205 US AQI อยู่ในระดับสีม่วง ที่มีผลกระทบต่อทุกคนอย่างรุนแรง ค่าฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ 130 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

ขณะเดียวกัน เชียงใหม่ยังเผชิญกับปัญหาไฟป่าที่ยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยส่วนใหญ่ในเขตป่าอนุรักษ์ที่เข้าถึงยาก จำเป็นต้องใช้อากาศยานเข้าช่วยในการดับไฟ ซึ่งระหว่างวันที่ 1 – 29 มีนาคม 2569 เกิดจุดความร้อนจำนวน 3,859 จุด ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปี 2568 จำนวน 687 จุด โดยหากไปดูในส่วนของประเทศเพื่อนบ้านทั้งเมียนมา และ สปป.ลาว จะเห็นได้ว่าเกิดจุดความร้อนจำนวนมาก และกระแสลมได้พัดเอาควันพิษข้ามมาในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ประกอบกับสภาพอากาศไม่ถ่ายเท ฝุ่นจึงปกคลุมอยู่ในพื้นที่เป็นเวลานานกว่าช่วงที่อากาศถ่ายเทได้ดี
ในส่วนของปฏิบัติการดับไฟป่าทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนกำลังเร่งเข้าไปดำเนินการอย่างสุดความสามารถทั้งการเดินเท้าเข้าไปยังพื้นที่ป่าเพื่อควบคุมเพลิงให้ได้เร็วที่สุดทั้งใช้เครื่องเป่าลม ทำแนวกันไฟเพิ่มเพื่อให้พื้นที่เผาไหม้มีจำนวนน้อยที่สุด


เช่นเดียวกับทางอากาศที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้สั่งให้มีการปรับแผนปฏิบัติการในเดือนเมษายน โดยเตรียมเปิดหน่วยปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ใช้เครื่องบินขนาดกลาง L410 จำนวน 2 ลำ เพื่อเร่งดำเนินภารกิจบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนอย่างเร่งด่วน


พร้อมกันนี้ยังคงหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ ณ จังหวัดพิษณุโลก ที่ปฏิบัติภารกิจบรรเทาฝุ่นละอองภาคเหนือมาตั้งแต่เดือนมีนาคมและยังให้เปิดต่อเนื่องยาวไปจนถึงเดือนเมษายน โดยใช้เครื่องบิน BT-67 (กองทัพอากาศ) ในการปฏิบัติการ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง

โดยภารกิจหลักจะมุ่งเน้นการขึ้นบินปฏิบัติการด้วยเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อกระตุ้นการเกิดเมฆให้สามารถดูดซับและระบายฝุ่นละอองในพื้นที่เป้าหมาย ช่วยลดปริมาณฝุ่นในอากาศ และเพิ่มความชื้นในบรรยากาศ ซึ่งจะช่วยให้ฝุ่นละอองเบาบางลง
ทั้งนี้การปฏิบัติการจะพิจารณาตามสภาพอากาศเป็นสำคัญ โดยเฉพาะค่าความชื้นสัมพัทธ์ ทิศทางลม และการก่อตัวของเมฆ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
แต่ในบางพื้นที่ตอนนี้ยังคงมีอุปสรรคในการปฏิบัติภารกิจเช่นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานนา อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ที่เฮลิคอปเตอร์ KA-32 จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ตั้งเป้าจะมาช่วยสนับสนุนภารกิจควบคุมไฟป่า แต่เนื่องจากการบินสำรวจและประเมินสถานการณ ปรากฏว่าทัศนวิสัยในการบินไม่ดี อาจเกิดความไม่ปลอดภัยต่อเครื่องบินและนักบิน จึงทำให้ขณะนี้ยังไม่สามารถบินทิ้งน้ำดับไฟในพื้นที่อุทยานแห่งชาติศรีลานาได้

ทางด้านสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นตลอดเวลา และติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด ผ่านแอปพลิเคชัน “Air4Thai” ของกรมควบคุมมลพิษ พร้อมทั้งเฝ้าระวังอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น ไอ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือเวียนศีรษะ หากพบอาการควรรีบไปพบแพทย์ทันที
รวมถึงได้สั่งการให้หน่วยงานสาธารณสุขดำเนินมาตรการเชิงรุก โดยจัดทีม อสม. และเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ “เคาะประตูบ้าน” เพื่อให้ความรู้ประชาชน เปิดบริการ “ห้องปลอดฝุ่น” ในโรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทุกแห่ง รวมถึงเปิดคลินิกมลพิษเพื่อรองรับผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเตรียมยา เวชภัณฑ์ และระบบส่งต่อให้มีความพร้อม

สำหรับจังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันมีห้องปลอดฝุ่นรวมทั้งสิ้น 2,004 ห้อง แบ่งเป็น โรงพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุข 570 ห้อง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 559 ห้อง หน่วยงานภาครัฐและเอกชน 606 ห้อง และสถานศึกษา 269 ห้อง โดยประชาชนสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานที่ให้บริการห้องปลอดฝุ่น และแนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นได้ที่เว็บไซต์ของกรมอนามัย
ขณะที่ภาครัฐเตรียมพร้อมแนวทางแก้ปัญหา โดยเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่า รับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในช่วงเร่งด่วนและในอนาคตต่อไป
นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่ไปยังอุทยานแห่งชาติศรีลานนา ติดตามสถานการณ์ล่าสุด พร้อมมอบแนวทางในการปฏิบัติภารกิจ รวมถึงพูดคุยและให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานดับไฟป่าด้วย






