“ภายในเวลาเพียง 3 วัน เราเผาป่าไปแล้วกว่า 1.2 ล้านไร่ และที่น่าเศร้าคือยังควบคุมไม่ได้ยังลุกลามต่อเนื่อง”
— ข้อมูลจากฝ่าฝุ่น เว็บไซต์สุขภาพและความเป็นอยู่ ระบุ
จากข้อมูลจากระบบติดตามไฟ tamfire.net แสดงภาพชัดเจนของพื้นที่จุดความร้อนในป่าประเภทต่างๆ โดยใช้สีแดงแทนปี 2569 และสีเหลืองแทนปี 2568 เมื่อเปรียบเทียบช่วงวันที่ 26-29 มีนาคม จะเห็นว่าพื้นที่จุดความร้อนเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราดจาก 2.7 ล้านไร่ เป็น 3.98 ล้านไร่ นั่นหมายความว่า ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน เราทำลายพื้นที่ป่าไปถึง 1.2 ล้านไร่!!

ตัวเลขจากระบบติดตามจุดความร้อนสะท้อนการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของไฟป่าที่เห็นไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่คือสัญญาณเตือนของ “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่ฝังรากลึกในระบบจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
หากเทียบขนาดความเสียหาย พื้นที่ป่าที่ถูกเผาในช่วงเวลาดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่ากรุงเทพมหานครราว 130% ความรุนแรงระดับนี้ทำให้ภาคเหนือตอนบนตกอยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อไฟป่าจำนวนมากเกิดขึ้นพร้อมกันจนเกินศักยภาพการควบคุมของเจ้าหน้าที่

ปภ.ส่งเฮลิคอปเตอร์เร่งดับไฟป่า
ล่าสุด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ KA-32 หรือ ฮ.ปภ.32-04 ขึ้นบินด่วน เพื่อสนับสนุนภารกิจควบคุมไฟป่า ในอุทยานแห่งชาติศรีลานนา อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
ฝนหลวงมาแน่! เชียงใหม่เตรียมเปิดศูนย์ สู้วิกฤตฝุ่นเมษานี้
ด้าน นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและสั่งให้มีการปรับแผนปฏิบัติการในเดือนเมษายน โดยเตรียมเปิดหน่วยปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ณ จังหวัดเชียงใหม่ ใช้เครื่องบินขนาดกลาง L410 จำนวน 2 ลำ เพื่อเร่งดำเนินภารกิจบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนอย่างเร่งด่วน พร้อมกันนี้ยังคงหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ ณ จังหวัดพิษณุโลก ที่ปฏิบัติภารกิจบรรเทาฝุ่นละอองภาคเหนือมาตั้งแต่เดือนมีนาคมและยังให้เปิดต่อเนื่องยาวไปจนถึงเดือนเมษายน โดยใช้เครื่องบิน BT-67 (กองทัพอากาศ) ในการปฏิบัติการ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภารกิจหลักจะมุ่งเน้นการขึ้นบินปฏิบัติการด้วยเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อกระตุ้นการเกิดเมฆให้สามารถดูดซับและระบายฝุ่นละอองในพื้นที่เป้าหมาย ช่วยลดปริมาณฝุ่นในอากาศ และเพิ่มความชื้นในบรรยากาศ ซึ่งจะช่วยให้ฝุ่นละอองเบาบางลง
จุดความร้อนวันนี้ ภาคเหนือ 3,396 จุด
เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง น่าน สาหัส
GISTDA รายงานจุดความร้อน (Hotspot) พื้นที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 30 มี.ค. 69 (รอบเช้า) พบจำนวนรวม 787 จุด
- อ.เชียงดาว 149 จุด
- อ.สะเมิง 100 จุด
- อ.พร้าว 96 จุด
- อ.แม่แตง 92 จุด
- อ.ฮอด 50 จุด
- อ.แม่วาง 42 จุด
- อ.ดอยสะเก็ด 41 จุด
- อ.แม่ออน 25 จุด
- อ.อมก๋อย 24 จุด
- อ.ไชยปราการ 23 จุด
- อ.สันกำแพง 20 จุด
- อ.แม่อาย 19 จุด
- อ.สันทราย 18 จุด
- อ.ดอยเต่า 17 จุด
- อ.แม่แจ่ม 15 จุด
- อ.หางดง 13 จุด
- อ.จอมทอง 10 จุด
- อ.ดอยหล่อ 10 จุด
- อ.แม่ริม 8 จุด
- อ.เวียงแหง 6 จุด
- อ.กัลยาณิวัฒนา 5 จุด
- อ.ฝาง 4 จุด

ค่าฝุ่น PM2.5 กระทบสุขภาพ
สำหรับรายงานค่ามลพิษจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ ช่วงสายวันนี้พบว่า ที่ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ดัชนีคุณภาพอากาศวัดได้ 228 AQI ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 102.7 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ส่วนที่ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ วิกฤติหนักที่สุด ดัชนีคุณภาพอากาศพุ่งสูงถึง 386 AQI ค่าฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ 260.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
เบื้องหลังปัญหาที่แก้ยาก
“เผาตาม”
เบื้องหลังของการลุกลาม ไม่ได้มีเพียงปัจจัยธรรมชาติจากสภาพอากาศแห้งและความแปรปรวนของภูมิอากาศในช่วงเปลี่ยนผ่านของ ENSO (การเปลี่ยนจาก “ลานีญา “เป็น “เอลนีโญ”) แต่ยังเชื่อมโยงกับพฤติกรรมมนุษย์และกลไกการจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ ตั้งแต่ข้อครหาต่อระบบบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่า ไปจนถึง “การเผาตาม” ของชาวบ้านในชุมชนที่เกิดจากแรงจูงใจทางเศรษฐกิจระยะสั้น
“เมื่อไฟป่าจำนวนมากเกิดขึ้นและเริ่มควบคุมไม่ได้ ปฏิกิริยาที่ตามมาคือการ “เผาตาม” ของชาวบ้าน ด้วยความกลัวว่าจะเสียโอกาสหรือ “ตกรถ” ไม่ได้ประโยชน์ส่วนตัว ภาพที่เกิดขึ้นจึงเหมือนกองทัพซอมบี้ที่วิ่งเข้าจุดไฟหาประโยชน์โดยไม่มีใครหยุดได้ เพียงแค่หมู่บ้านหนึ่งมีสองสามกลุ่มที่จุดเผา ก็เพียงพอจะทำให้เกิดไฟป่าขนาดใหญ่ลุกไหม้ต่อเนื่อง”
— ฝ่าฝุ่น ระบุ
“เผาโพรง”
กรณีศึกษาจากจังหวัดลำพูน ยิ่งสะท้อนภาพปัญหาได้ชัดเจน เมื่อการล่าสัตว์ด้วยวิธี“เผาโพรง”เพียงไม่กี่ครั้ง กลับกลายเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ลุกลามกว่า 55,000 ไร่ ภายในไม่กี่วัน ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งแตะระดับ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายรุนแรงต่อสุขภาพประชาชน ฝุ่นควันไม่ได้หยุดอยู่ในพื้นที่ แต่กระจายไปยังเมืองหลักอย่างเชียงใหม่ กระทบผู้คนนับล้าน
ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทรัพยากรป่าไม้ แต่รวมถึงชีวิตสัตว์ป่านับแสนตัว งบประมาณจำนวนมหาศาลในการควบคุมไฟ และภาระด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) วิกฤตนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับหลายเป้าหมาย ทั้ง SDG 3: ด้านสุขภาพ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ SDG 15: การอนุรักษ์ระบบนิเวศบนบก
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามคือ เหตุใดรูปแบบปัญหาเดิมจึงยังเกิดซ้ำ แม้จะมีข้อมูลและบทเรียนจากอดีต คำตอบไม่ได้อยู่เพียงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มงวด แต่ยังรวมถึง “ระบบแรงจูงใจ” ที่ทำให้ต้นทุนของการจุดไฟต่ำ ขณะที่ผลกระทบถูกผลักไปสู่สังคมในวงกว้าง
ในอีกด้านหนึ่ง เสียงเรียกร้องต่อร่างกฎหมายอากาศสะอาด กำลังกลับมาอีกครั้ง โดยถูกมองว่าเป็นเครื่องมือเชิงโครงสร้างที่จะช่วยจัดการปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติการควบคุม แรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ และความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษ
วิกฤตไฟป่าในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง “ภัยธรรมชาติ” แต่เป็นผลลัพธ์ของการตัดสินใจเชิงระบบที่สะสมมาอย่างยาวนาน และกำลังตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมไทยว่า จะสามารถเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างเพื่อความยั่งยืนได้หรือไม่ ก่อนที่ต้นทุนของความล้มเหลวจะสูงเกินกว่าจะรับไหวในอนาคต





