เปิดรายงานโลกเดือดก่อน COP31 ก๊าซเรือนกระจกพุ่งทุบสถิติ คุกคามภูมิอากาศยาวนานนับศตวรรษ

30 ต.ค. 2569 - 07:55

  • เปิดสถิติปี 2025 ความเข้มข้นของ CO₂ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

  • “เอลนีโญ” ซ้ำเติมโลกเดือด สภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งอาจทำให้แหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติทำงานได้ลดลง

  • โจทย์ใหญ่ก่อน COP31 ลด CO₂ คุมก๊าซเรือนกระจกขั้นสูงด้วย SF₆ จัดการการรั่วไหลของไฮโดรเจนจากระบบพลังงาน

เปิดรายงานโลกเดือดก่อน COP31 ก๊าซเรือนกระจกพุ่งทุบสถิติ คุกคามภูมิอากาศยาวนานนับศตวรรษ

WMO เผยความเข้มข้นของ “ก๊าซเรือนกระจก” ในบรรยากาศพุ่งสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 53% ทำลายสถิติใหม่ เตือน “เอลนีโญ” อาจซ้ำเติมการสะสมคาร์บอน ท่ามกลางความท้าทายในการลดก๊าซเรือนกระจกก่อนเวที COP31

ก๊าซเรือนกระจกพุ่งทุบสถิติ สัญญาณเตือนวิกฤตภูมิอากาศ

ก่อนที่ผู้นำประเทศและผู้แทนทั่วโลกจะมารวมตัวกันในการประชุม COP31 ที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี ในเดือนพฤศจิกายนนี้ รายงานล่าสุดจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization: WMO) ส่งสัญญาณเตือนสำคัญว่า โลกยังคงเผชิญปัญหาการสะสมของก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง

รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ระบุว่า ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 ครอบคลุมก๊าซสำคัญ 3 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) มีเทน (CH₄) และไนตรัสออกไซด์ (N₂O) ซึ่งล้วนมีส่วนทำให้โลกกักเก็บความร้อนมากขึ้นและส่งผลต่อระบบภูมิอากาศในระยะยาว

“ความเข้มข้นเฉลี่ยของ CO₂ ทั่วโลกอยู่ที่ 426.8 ส่วนในล้านส่วน (ppm) เพิ่มขึ้น 2.8 ppm จากปีก่อนหน้า และคิดเป็นประมาณ 153% ของระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมในปี 1750 หรือสูงกว่าระดับอ้างอิงดังกล่าวราว 53% ขณะที่มีเทนและไนตรัสออกไซด์ก็เพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยมีความเข้มข้นคิดเป็น 267% และ 126% ของระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมตามลำดับ”

— องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ระบุ

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือวิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณก๊าซที่ปล่อยออกมาในแต่ละปีเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับก๊าซที่สะสมอยู่ในบรรยากาศและคงอยู่ในระบบภูมิอากาศเป็นเวลานาน แม้การปล่อยก๊าซจะลดลงในอนาคต ผลกระทบจากก๊าซที่สะสมไว้แล้วก็ไม่ได้หายไปในทันที

กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของ CO₂ : ภาพเอเอฟพี
กราฟแสดงการเพิ่มขึ้นของ CO₂ : ภาพเอเอฟพี

CO₂ เพิ่มต่อเนื่องแม้ชะลอลงจากปีก่อนหน้า

แม้การเพิ่มขึ้นของ CO₂ ระหว่างปี 2024–2025 จะอยู่ที่ 2.8 ppm ลดลงจาก 3.6 ppm ในช่วงปีก่อนหน้า แต่ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์กำลังคลี่คลาย

ข้อมูลจาก WMO ระบุว่า การเพิ่มขึ้นดังกล่าวยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2.6 ppm ต่อปี

การเปลี่ยนแปลงของอัตราการเพิ่มขึ้นในแต่ละปีส่วนหนึ่งสัมพันธ์กับความสามารถของแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ ทั้งบนบกและในมหาสมุทร ซึ่งได้รับอิทธิพลจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ

เมื่อเกิด “ปรากฏการณ์เอลนีโญ” สภาพอากาศในหลายพื้นที่อาจร้อนและแห้งแล้งขึ้น ส่งผลต่อการเติบโตของพืชและความสามารถของระบบนิเวศในการดูดซับคาร์บอน ขณะที่การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงปล่อย CO₂ สู่บรรยากาศอย่างต่อเนื่อง

WMO จึงเตือนว่าเอลนีโญที่มีกำลังแรงอาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ความเข้มข้นของ CO₂ เพิ่มสูงขึ้นในปี 2026 โดยเฉพาะหากแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติทำงานได้ลดลง อย่างไรก็ตาม เอลนีโญเป็นปัจจัยที่อาจเร่งหรือชะลอการสะสม CO₂ ในบางช่วงเวลา ไม่ใช่สาเหตุหลักของแนวโน้มการเพิ่มขึ้นในระยะยาว ซึ่งมีการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

SF₆ ก๊าซเรือนกระจกทรงพลัง อีกโจทย์ของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

นอกเหนือจากก๊าซเรือนกระจกหลัก WMO ยังจับตาซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF₆) ซึ่งใช้เป็นฉนวนและช่วยป้องกันการเกิดประกายไฟในอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โดยความเข้มข้นของก๊าซชนิดนี้เพิ่มขึ้นในปี 2025 ในอัตราสูงสุดเป็นประวัติการณ์

SF₆ มีศักยภาพในการทำให้โลกร้อนสูงกว่า CO₂ มากกว่า 24,000 เท่า และคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้ยาวนานมากกว่า 1,000 ปี ตามข้อมูลที่รายงานอ้างถึง จึงเป็นก๊าซที่ต้องควบคุมการรั่วไหลอย่างจริงจัง

ประเด็นนี้มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะแม้โลกกำลังขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนและพัฒนาระบบไฟฟ้าเพื่อมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนต่ำ แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีศักยภาพสูงจากอุปกรณ์ไฟฟ้าก็อาจลดทอนประโยชน์ด้านสภาพภูมิอากาศได้

อีกประเด็นที่ WMO กล่าวถึงคือไฮโดรเจน (H₂) ซึ่งมีความเข้มข้นในบรรยากาศเพิ่มขึ้น 5.3% ระหว่างปี 2010–2024 แม้ไฮโดรเจนไม่ใช่ก๊าซเรือนกระจกโดยตรง แต่การรั่วไหลจากกระบวนการผลิต ขนส่ง และจัดเก็บสามารถส่งผลต่อเคมีในชั้นบรรยากาศ และมีส่วนทำให้โลกร้อนขึ้นทางอ้อมได้ ดังนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจึงไม่ได้จบลงที่การเปลี่ยนชนิดเชื้อเพลิง แต่ต้องพิจารณาผลกระทบตลอด “ห่วงโซ่พลังงาน” ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการใช้งานจริงด้วย

กลุ่มผู้สนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศและนักรณรงค์จากกรีนพีซกำลังล่องเรือมุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงานประชุม Pacific Pre-COP31 Summit : ภาพเอเอฟพี
กลุ่มผู้สนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศและนักรณรงค์จากกรีนพีซกำลังล่องเรือมุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงานประชุม Pacific Pre-COP31 Summit : ภาพเอเอฟพี

ก่อนเปิดฉาก COP31 โลกต้องเร่งแก้ปัญหาที่มากกว่าการลดการปล่อย

รายงานของ WMO เผยแพร่ในช่วงก่อนการประชุม COP31 โดยข้อมูลความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกเป็นอีกหนึ่งหลักฐานสำคัญสำหรับการหารือเรื่องการลดการปล่อยก๊าซและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ความท้าทายสำคัญคือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้จริง ควบคู่กับการดูแลแหล่งดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ และควบคุมก๊าซที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูงจากภาคพลังงานและอุตสาหกรรม เพราะแม้โลกจะเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” แต่หากก๊าซเรือนกระจกยังคงสะสมในชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่อง ความเสี่ยงจากภาวะโลกร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วก็ยังเป็นโจทย์ระยะยาวที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

สิ่งที่ประชาคมโลกต้องจับตาจาก COP31 ไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญาใหม่ แต่เป็นมาตรการที่นำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริงและรวดเร็วเพียงพอ ก่อนที่ความร้อนที่สะสมอยู่ในระบบโลกจะผลักดันความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศให้สูงขึ้นไปอีก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์