พิษความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ดันราคาก๊าซพุ่ง ขณะที่ภัยร้อน-แล้งจากเอลนีโญเพิ่มอัตราการใช้ไฟ บีบยุโรป-เอเชียหวนซบ “ถ่านหิน” ส่งผลให้ยอดใช้ปี 2026 พุ่งทะลุ 8.94 พันล้านตัน ฉุดการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ให้ถอยหลัง พร้อมรื้อมายาคติ “LNG เชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน”
มรสุมซ้อนสองด้าน
สงครามดันราคาก๊าซ-เอลนีโญดันความต้องการไฟ
สงครามในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังปะทุ ยูเครนส่งโดรนถล่มรัสเซียครั้งใหญ่กว่า 1,600 ลำ คลังน้ำมันกระทบหนัก ส่งผลกระทบสะเทือนไปทั่วตลาดพลังงานโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ก่อนเกิดความขัดแย้ง ช่องแคบฮอร์มุซ ถือเป็นเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์สำคัญที่ขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 20% ของโลก ซึ่งนำเข้าโดยประเทศในยุโรปและเอเชียเพื่อผลิตไฟฟ้าและใช้ในภาคอุตสาหกรรม
เมื่อเส้นทางลำเลียงก๊าซเสี่ยงต่อการหยุดชะงักและดันราคาก๊าซให้พุ่งสูง หลายประเทศในยุโรป รวมถึงยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจในเอเชียอย่างญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ จึงจำใจต้องหันมาเดินเครื่อง “โรงไฟฟ้าถ่านหิน” ที่มีอยู่เดิมบ่อยขึ้น ถ่านหินจึงกลายเป็นทางรอดเฉพาะหน้าเนื่องจากมีราคาถูก มีอยู่อุดมสมบูรณ์ มีคลังสำรองในประเทศพร้อมใช้งาน และแทบไม่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะเดียวกัน โลกยังต้องเผชิญกับปัจจัยซ้ำเติมจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) รุนแรง ซึ่งผลักดันให้การใช้ถ่านหินเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

ยอดใช้ถ่านหินทุบสถิติปี 2026
แรงส่งที่ทำให้เป้าหมาย SDG ถอยหลัง
“ความต้องการใช้ถ่านหินทั่วโลกจะเติบโตขึ้น 1.2% ในปี 2026 ส่งผลให้ปริมาณการบริโภคพุ่งขึ้นไปแตะสถิติสูงสุดใหม่ที่ 8.94 พันล้านตัน”
— สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์
นอกจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ที่รุนแรง ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการพึ่งพาถ่านหินมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศเขตร้อนอย่างเวียดนามและอินเดีย ที่มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศพุ่งสูงขึ้น ในขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงส่งผลให้กำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
การพุ่งขึ้นของปริมาณการใช้ถ่านหินครั้งนี้ กำลังกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่ส่งผลให้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) โดยเฉพาะ SDG 7: พลังงานสะอาดที่เข้าถึงได้ และ SDG 13: การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้องถูกยืดเวลาออกไปและกลายเป็นเป้าหมายที่ไกลเกินเอื้อม แม้ในอดีต IEA จะเคยคาดการณ์ว่าการใช้ถ่านหินทั่วโลกจะแตะจุดสูงสุด ภายในปี 2030 แล้วค่อยๆ ลดลง แต่หน่วยงานกลับต้องปรับเปลี่ยนตัวเลขคาดการณ์ดังกล่าวหลายครั้งเนื่องจากความต้องการใช้ถ่านหินยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ไฟฟ้าไม่พอ-พลังงานสะอาดโตไม่ทัน ช่องว่างที่ถ่านหินเข้ามาเสียบ
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการใช้ถ่านหินที่เพิ่มขึ้น ยังมาจากความต้องการพลังงานไฟฟ้าภาพรวมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการเปลี่ยนผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวันไปสู่ระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นกระแสนิยมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ความต้องการเครื่องปรับอากาศ และการเติบโตอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล (Data Centers)
แม้ว่าการผลิตพลังงานหมุนเวียนจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ยังไม่เร็วพอที่จะครอบคลุมความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การเร่งขยายโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนและพลังงานนิวเคลียร์ในหลายประเทศต้องใช้เวลาในการก่อสร้างและพัฒนา “ถ่านหิน” จึงกลายเป็นตัวเลือกหลักที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างพลังงานนี้ไปก่อน
มายาคติ ‘ก๊าซ LNG’
เชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน หรือตัวการซ้ำเติมโลกร้อน?
แม้ถ่านหินจะเป็นแหล่งพลังงานที่ก่อมลพิษสูงอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่ผลการศึกษาที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยนักวิทยาศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมจาก มหาวิทยาลัยคอร์เนล (Cornell University) ได้ออกมาท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่า LNG เป็นทางเลือกที่สะอาดกว่าถ่านหิน
งานวิจัยระบุว่า LNG ส่งผลเสียต่อชั้นบรรยากาศมากกว่าการเผาถ่านหินถึง 33% ในแง่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดช่วงระยะเวลา 20 ปี เนื่องจากขั้นตอนการเผาไหม้ก๊าซในบ้านเรือนและภาคธุรกิจ คิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งหมดของ LNG เท่านั้น กระบวนการล่วงหน้าที่ต้องใช้พลังงานเข้มข้นมหาศาล ตั้งแต่การเจาะอัดฉีดชั้นหิน การลำเลียงผ่านท่อ การใช้ความเย็นจัดเพื่อเปลี่ยนเป็นของเหลว การขนส่งด้วยเรือบรรทุกขนาดใหญ่ข้ามโลก ไปจนถึงการแปรสภาพกลับเป็นก๊าซ ต่างปล่อยคาร์บอนอย่างมหาศาล นอกจากนี้ ยังมีการรั่วไหลของก๊าซมีเทน ซึ่งมีความรุนแรงในการดักจับความร้อนมากกว่าก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ถึง 80 เท่า
บทสรุปความยั่งยืน
เมื่อวิกฤตความมั่นคงและมรสุมสภาพอากาศ ดันเป้าหมาย SDG ให้ไกลเกินเอื้อม
จุดประสงค์ของการศึกษานี้ไม่ได้เสนอให้โลกหันกลับไปเผาถ่านหินแทน LNG เพราะทางออกที่แท้จริง คือการยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหมด แต่ตราบใดที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ จนบีบให้นานาประเทศต้องหันกลับไปพึ่งพา “ถ่านหิน” ควบกับปรากฏการณ์เอลนีโญที่เร่งความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้า เส้นทางสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะ SDG 7: การมีพลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้ และ SDG 13: การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็อาจต้องถูกเลื่อนออกไปจนไกลเกินเอื้อม
การที่ปริมาณการใช้ถ่านหินพุ่งขึ้นสู่สถิติใหม่ที่ 8.94 พันล้านตันในปี 2026 จนทำให้ IEA ต้องปรับตัวเลขคาดการณ์จุดสูงสุดของการใช้ถ่านหินซ้ำแล้วซ้ำเล่า ได้ตอกย้ำความจริงอันน่ากังวลว่า การขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนยังเติบโตไม่เร็วพอที่จะรองรับความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น การพึ่งพาก๊าซ LNG โดยหลงเชื่อว่าเป็น “เชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน” ที่สะอาดกว่า ทั้งที่แท้จริงแล้วปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมีเทนซ้ำเติมโลกร้อน มีแต่จะตรึงสังคมโลกไว้กับอุตสาหกรรมฟอสซิลต่อไปในอนาคต หากทุกภาคส่วนยังไม่สามารถเร่งยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลทุกชนิดได้อย่างแท้จริง วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศก็พร้อมจะฉุดดึงหมุดหมายความยั่งยืนของโลกให้ถอยหลังกลับสู่ยุคถ่านหินเรื่อยไป






