Climate Change จ่อลบอดีต บทเรียน ‘ภัยอุทกวิทยา’ จากจีน เตือนอนาคต ‘อยุธยา’

9 ก.ย. 2569 - 08:58

  • ผลงานการศึกษาระดับชาติจีนเตือนมรดกโลกและโบราณสถานประเภทดิน 94.4% เจอความชื้นจากฝนและสภาพอากาศยุคโลกรวนเล่นงานหนัก

  • ถอดบทเรียนจีนด้วยการอนุรักษ์เชิงรุก ไทยต้องปรับตัวรับมือ Climate Change ก่อนประวัติศาสตร์เหลือแค่ความทรงจำ

Climate Change จ่อลบอดีต บทเรียน ‘ภัยอุทกวิทยา’ จากจีน เตือนอนาคต ‘อยุธยา’

บทเรียนจากจีน โบราณสถานนับพันแห่งกำลังถูก “ภัยชื้น” กลืนกิน

ขณะที่สปอตไลต์ของวิกฤตโลกเดือด (Climate Crisis) มักจับจ้องไปที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง คลื่นความร้อน แผ่นดินไหว หรือธารน้ำแข็งถล่ม ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบ “ภัยเงียบ” ที่กำลังกัดกร่อนรากเหง้าอารยธรรมมนุษย์ นั่นคือสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” (Extreme Precipitation) และ “สภาวะเปียกชื้นเรื้อรัง” (Chronic Wetting) จากงานผลงานศึกษาเรื่องNational-scale hydroclimatic exposure screening of earthen heritage sites in China under changing precipitation regimes หรือการคัดกรองการรับสัมผัสสภาวะทางอุทกอุตุนิยมวิทยาในระดับประเทศของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมประเภทดินในประเทศจีนภายใต้รูปแบบหยาดน้ำฟ้า (Precipitation) ที่เปลี่ยนแปลงไป

ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนี้นำทีมโดยนักวิจัยจากสถาบันวิจัยนวัตกรรมสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยสถาปัตยกรรมเทคโนโลยีซีอาน (Xi'an University of Architecture and Technology) ซึ่งทำการคัดกรองเชิงพื้นที่เชิงปริมาณในระดับมลรัฐของจีน ครอบคลุมแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมประเภทดิน (Earthen Heritage Sites) ระดับชาติจำนวนถึง 1,305 แห่ง

ภาพการแบ่งเขตพื้นที่รับปริมาณน้ำฝนและการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนขั้นรุนแรงในอนาคตสำหรับแหล่งมรดกประเภทสิ่งก่อสร้างจากดินระดับชาติในประเทศจีน
ภาพการแบ่งเขตพื้นที่รับปริมาณน้ำฝนและการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนขั้นรุนแรงในอนาคตสำหรับแหล่งมรดกประเภทสิ่งก่อสร้างจากดินระดับชาติในประเทศจีน

ทีมวิจัยพบว่า ในช่วงปี 2001–2020 แหล่งมรดกถึง 94.4% ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โบราณสถานดินเหนียวและกำแพงเมืองโบราณอันประเมินค่าไม่ได้ กำลังเผชิญกับภัยกัดกร่อนเรื้อรังจากความชื้นใต้ดินและการอุ้มน้ำเกินขีดจำกัด

“ความน่ากลัวไม่ได้มีแค่ฝนตกหนักเป็นครั้งคราว แต่คือความเปียกชื้นสะสมสะสมระยะยาวที่ทำให้โครงสร้างดินสูญเสียการยึดเกาะ และเมื่อเจอกับ 'RX1DAY' หรือปริมาณฝนตกหนักที่สุดใน 1 วัน โบราณสถานเหล่านั้นก็พร้อมจะถล่มลงมาในพริบตา”

ข้อสรุปจากงานวิจัย ระบุ

ระเบิดเวลา 2 มิติ ความขัดแย้งระหว่าง “ความชื้น” กับ “ฝนฉับพลัน”

หนึ่งในข้อค้นพบที่น่าสนใจที่สุดคือ ความไม่สอดคล้องกันเชิงพื้นที่ (Spatial Mismatch) กล่าวคือพื้นที่ที่เผชิญฝนตกสะสมเรื้อรังในอดีต อาจไม่ใช่จุดที่เกิดพายุฝนสุดขั้วในอนาคต แต่พายุฝนลูกใหญ่กลับมีแนวโน้มไปตกหนักในเขตรับสัมผัสระดับปานกลาง

ปรากฏการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า การจัดการมรดกทางวัฒนธรรมในยุคโลกรวน ต้องแยกประเมินความเสี่ยงออกเป็น 2 มิติอย่างเด็ดขาด คือ

  • Chronic Wetting (ความชื้นสะสมระยะยาว) ตะไคร่น้ำขึ้น ก่อตัวของคราบเกลือ โครงสร้างดินเปื่อยร่วน กัดกร่อนฐานรากทีละน้อย
  • Acute Extreme Event (พายุฝนสุดขั้วฉับพลัน - RX1DAY) น้ำท่วมฉับพลัน ดินสไลด์ ตะกอนพัดพาทลายโครงสร้างทันที

เหลียวมอง “อยุธยา” มรดกโลกไทยในวงล้อมของสายน้ำและโลกรวน

หากมองกลับมาที่ประเทศไทย สถานการณ์ของ “อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา” มรดกโลกอันทรงคุณค่า ยิ่งสะท้อนภาพภัยคุกคามนี้ได้อย่างชัดเจน เนื่องจากโบราณสถานอยุธยาตั้งอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีลักษณะเป็น “เกาะเมือง” ล้อมรอบด้วยแม่น้ำสายใหญ่ 3 สาย ได้แก่ เจ้าพระยา ป่าสัก ลพบุรี ทำให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำโดยธรรมชาติ

บทเรียนจากงานวิจัยจีนกำลังเตือนไทยว่า อยุธยากำลังเจอมรสุมสองทาง คือ

  1. การกัดกร่อนจากน้ำท่วมขังเรื้อรัง เมื่อฤดูฝนยาวนานขึ้น ปริมาณน้ำใต้ดินที่สูงขึ้นจะซึมเข้าสู่ฐานรากอิฐและปูนโบราณ ส่งผลให้เกิดคราบ (Efflorescence) การกะเทาะของปูนฉาบ และความอ่อนแอของโครงสร้างรากฐาน
  2. ฝนสุดขั้วฉับพลัน (Urban Flash Flood) พายุฝนตกลงมาปริมาณมากในระยะเวลาอันสั้นจนระบบระบายน้ำเมืองระบายไม่ทัน ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมโบราณสถานสำคัญ เช่น วัดไชยวัฒนาราม, วัดมหาธาตุ และวัดราชบูรณะ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หากถอดบทเรียนจากงานวิจัยจีนสู่นโยบายความยั่งยืนของไทย ก็ถึงเวลาแล้วที่กรมศิลปากรและหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมของไทย จะต้องยกระดับจากการตั้งรับซ่อมแซมหลังน้ำลด สู่การอนุรักษ์เชิงรุกที่ปรับตัวตามสภาพภูมิอากาศ (Climate-Adaptive Conservation Planning) อาทิ

  • การสร้างฐานข้อมูล GIS และคัดกรองความเสี่ยง ทำ Mapping โบราณสถานทั่วประเทศเพื่อจัดกลุ่มความเสี่ยงต่อฝนสุดขั้วและน้ำท่วมขัง
  • การพัฒนาระบบระบายน้ำและเขื่อนป้องกันระดับนวัตกรรม ที่ไม่เพียงแต่กันน้ำท่วม แต่ต้องควบคุมระดับความชื้นสัมพัทธ์ในดินรอบโบราณสถาน
  • การวิจัยวัสดุบูรณะที่ทนทานต่อความชื้น พัฒนาสารเคลือบหรือปูนบูรณะที่ไม่ทำลายเนื้อโบราณสถานเดิม แต่ทนทานต่อสภาวะกรดและความชื้นสูง

เมื่อธรรมชาติเริ่มเอาคืน “สายฝน” ที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกำลังย้อนกลับมากัดกร่อนโบราณสถานพันปีทีละน้อย บทเรียนจากจีนชี้ชัดว่าการตั้งรับแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป และอยุธยากำลังเดินเข้าสู่เงาของวิกฤตนี้ หากเรายังมอง Climate Change เป็นเพียงเรื่องของอุณหภูมิหรือระดับน้ำทะเล แล้วมองข้ามภัยเงียบทางอุทกวิทยา วันหนึ่งมรดกโลกที่เคยยิ่งใหญ่ของไทยอาจเหลืออยู่เพียงในแบบเรียนและภาพถ่าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์