เป็นที่แน่นอนแล้วหลังจากที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกมาประกาศเตือนภัยระดับสูงสุด ถึงผลคาดการณ์ที่ชี้ชัดแล้วว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) รอบใหม่ได้ก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้วในมหาสมุทรแปซิฟิก และกำลังพัฒนาไปสู่ระดับ “รุนแรงมาก (Very Strong)” ซึ่งอาจกลายเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเฝ้าติดตามมาด้วยระเบียบวิธีเดียวกันในรอบกว่า 40 ปี
ในขณะที่ องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนโลกเดือด! “ซูเปอร์เอลนีโญ” อาจรุนแรงสุดในรอบ 1,000 ปี ทุบสถิติร้อนสุดในประวัติศาสตร์

พบสัญญาณเตือนใต้มหาสมุทรบางจุดร้อนกว่าปกติ 8 องศา
“ผืนน้ำที่ไม่เคยพบเจอ” ข้อมูลจากเครือข่ายอุตุนิยมวิทยาทั่วโลกเปิดเผยว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในแปซิฟิกสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างต่อเนื่อง แต่จุดที่น่าวิตกที่สุดกลับซ่อนอยู่ “ใต้มหาสมุทร” ซึ่งพบมวลน้ำอุ่นสะสมขยายตัวกว้างขวาง โดยลชลบางจุดมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติเกินกว่า 8 องศาเซลเซียส ในช่วงเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา
มวลน้ำอุ่นมหาศาลนี้กลายเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ดันให้ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิผิดปกติจากแบบจำลองพยากรณ์พุ่งสูงถึง +3.6 องศาเซลเซียส

“รายงาน Global Seasonal Climate Update สำหรับเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2026 ของ WMO คาดการณ์ว่าค่าเฉลี่ยตามฤดูกาลของอุณหภูมิผิวน้ำทะเล (SST) จากปรากฏการณ์ Niño 3.4 จะเพิ่มขึ้นประมาณ +3.6°C (+6.5°F) โดยคาดว่าแนวโน้มการเพิ่มความรุนแรงจะถึงจุดสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม”
แม้ปรากฏการณ์ “เอลนีโญขั้นรุนแรง” จะแตะจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2569 แต่ผลกระทบจะยังคงปรากฏและยืดเยื้อยาวนานไปจนถึงปี 2570 หรืออาจลากยาวไปถึงปี 2571 ในบางประเทศ
เอลนีโญกำลังขยายตัวจนมีขนาดใหญ่ยักษ์ต่อหน้าต่อตาเรา วิทยาศาสตร์ไม่ได้ทิ้งข้อสงสัยใดๆ ไว้เลย โลกของเรากำลังก้าวเข้าสู่ผืนน้ำที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน และผืนน้ำเหล่านั้นกำลังร้อนขึ้นเรื่อยๆ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลกำลังไต่ระดับสูงขึ้น อุณหภูมิโลกทะยานไม่หยุด และโลกกำลังตกอยู่ในเขตอันตรายจากสภาพอากาศสุดขั้ว
— อันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เผย
ผ่าแผนที่ผลกระทบโลกเดือดและภัยแล้ง
โดยนิยามทางวิทยาศาสตร์ “เอลนีโญ” เป็นความผันแปรทางภูมิอากาศตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้เข้ามาเติมพลังงานความร้อนเข้าสู่ระบบโลกมากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยบนแผ่นดินส่วนใหญ่ทั่วโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงกว่าปกติ และมีโอกาสสูงที่จะทำลายสถิติปี 2567 ซึ่งเคยเป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

สำหรับช่วงเดือนกันยายน–พฤศจิกายน รูปแบบสภาพอากาศจะแบ่งออกอย่างชัดเจน
- พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ประกอบด้วย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, อนุทวีปอินเดีย, ออสเตรเลีย, ตอนเหนือของอเมริกาใต้, อเมริกากลาง และแคริบเบียน
- พื้นที่เสี่ยงฝนตกหนักและอุทกภัย ประกอบด้วยแถบทวีปแอฟริกาและบางส่วนของอเมริกาใต้
เด็กผู้ชายกลายร่าง ส่งผลกระทบลูกโซ่สะเทือนโลก
แม้คำว่า El Niño จะแปลว่า “เด็กผู้ชาย” แต่ความรุนแรงของมันพร้อมที่จะสร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงต่อภาคเกษตรกรรม การค้า ประมง สาธารณสุข พลังงาน การคมนาคม และทรัพยากรน้ำ นานาประเทศจึงเริ่มขยับตัวรับมืออย่างจริงจัง
- บราซิล: เจอวิกฤตสองขั้ว ทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือเผชิญภัยแล้งกระทบผลผลิตเกษตรและการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ ขณะที่ทางใต้เสี่ยงน้ำท่วมหนัก
- ปานามา: ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ พร้อมจำกัดการใช้น้ำในการเดินเรือผ่านคลองปานามาเพื่อรักษาแหล่งน้ำ
- เปรู: ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครอบคลุมพื้นที่ 40% ของประเทศ รับมืออุทกภัยและดินถล่ม
- อินเดีย: ถกประชุมร่วมระหว่างกระทรวงเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบด้านความมั่นคงทางอาหาร แหล่งน้ำ และระบบไฟฟ้า
- สิงคโปร์: ยกระดับมาตรการความปลอดภัยจากความร้อนจัดให้แรงงานกลางแจ้ง และบังคับใช้แผนตอบสนองต่อคลื่นความร้อนระดับชาติ
- แทนซาเนีย: รณรงค์สร้างความตระหนักรู้ทั่วประเทศ ครอบคลุมระบบขนส่ง การเกษตร และการจัดการภัยพิบัติ

เปลี่ยนคำพยากรณ์เป็น “การรับมือ”
WMO เน้นย้ำว่า เอลนีโญไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ภัยพิบัติเสมอไป หากแต่ละประเทศใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมอย่างทันท่วงที เช่น การปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชที่ทนแล้ง หรือการบริหารจัดการปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำล่วงหน้าเพื่อรองรับการขาดแคลนพลังงาน
— ข้อเสนอแนะและการดำเนินการของ WMO
ทั้งนี้ WMO ได้ร่วมกับหน่วยงานในเครือข่ายสหประชาชาติ เช่น องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) กำลังเร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือล่วงหน้า (Anticipatory Action) เช่น การอุดหนุนเงินทุนแก่เกษตรกร การแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์พืชทนแล้ง และการวางระบบปกป้องปศุสัตว์ ก่อนที่วิกฤตจะลุกลาม
"ฉันเคยพูดเรื่องนี้มาแล้ว และฉันจะขอพูดอีกครั้ง เอลนีโญไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ภัยพิบัติเสมอไป เรามีผลพยากรณ์และวิสัยทัศน์ที่จะช่วยชีวิตและปกป้องการดำรงชีวิตของผู้คนได้ หากแต่ละประเทศใช้ข้อมูลพยากรณ์อากาศเพื่อเตรียมพร้อมอย่างทันท่วงที เช่น การเปลี่ยนไปปลูกพืชทนแล้ง หรือบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำล่วงหน้า ขอให้เรามาร่วมมือกัน และให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง"
— เซเลสเต ซาอูโล เลขาธิการองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก กล่าว
สำหรับเราการเตือนภัยระดับ “สีแดง” จากหน่วยงานระดับโลกในครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการข่าวสภาพอากาศ แต่เปรียบเหมือน “ระฆังเตือนดังครั้งสุดท้าย” ก่อนที่ระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารโลกจะรับมือไม่ไหว แม้ว่า “เอลนีโญ” รอบนี้อาจเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่มนุษย์ไม่อาจยับยั้ง ทว่า ความสูญเสียหลังจากนี้คือสิ่งที่กำหนดได้ด้วยมือเรา
ณ บัดนี้ เวลาสำหรับการลังเลหมดลงแล้ว ทุกการลงมือทำเพื่อความยั่งยืนและการเตรียมพร้อมในวันนี้ คือเกราะป้องกันเดียวที่จะช่วยให้โลกรอดพ้นจากสภาพอากาศสุดขั้วที่กำลังมาเยือนในอนาคตอันใกล้





