วิกฤตเมืองหลวง ‘กทม.’ เสี่ยงขึ้นแท่นเมืองร้อนสุดในอาเซียน เผชิญร้อนจัด 120 วันต่อปี

15 พ.ค. 2569 - 15:29

  • กรุงเทพฯ อาจมีวันอุณหภูมิเกิน 35 องศาฯ สูงถึง 120 วันต่อปี ภายในปี 2050

  • แรงงานกลางแจ้งกว่า 1.3 ล้านคนเสี่ยงกระทบหนัก ขณะค่าไฟช่วงคลื่นความร้อนพุ่ง 10-50%

  • รายงานชี้ “Passive Cooling” และพื้นที่สีเขียว ลดการใช้พลังงานได้ถึง 70%

วิกฤตเมืองหลวง ‘กทม.’ เสี่ยงขึ้นแท่นเมืองร้อนสุดในอาเซียน เผชิญร้อนจัด 120 วันต่อปี

กรุงเทพมหานครกำลังเผชิญสัญญาณเตือนครั้งสำคัญจากวิกฤตภูมิอากาศ หลังรายงานล่าสุดจาก ASEAN Centre for Energy ระบุว่า เมืองหลวงของไทยมีแนวโน้มกลายเป็นมหานครที่ร้อนที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2050 โดยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยรายวันอาจพุ่งแตะ 38.1 องศาเซลเซียส สูงขึ้นเกือบ 5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในปี 2000

รายงาน “Roadmap for Extreme Heat Protection through Passive Cooling in ASEAN Region” สะท้อนว่า กรุงเทพฯ กำลังเข้าสู่ยุคที่ “ความร้อน” ไม่ใช่เพียงสภาพอากาศตามฤดูกาล แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ เมือง และคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

heat-index-thailand-april-60c-life-threatening-warning-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

วันร้อนจัดเพิ่มเกือบ 3 เท่า สัญญาณวิกฤตเมืองเขตร้อน

หนึ่งในตัวเลขที่น่ากังวลที่สุด คือจำนวน “วันร้อนจัด” หรือวันที่อุณหภูมิสูงเกิน 35 องศาเซลเซียส ซึ่งในปี 2025 กรุงเทพฯ มีอยู่ราว 45 วันต่อปี แต่ภายในปี 2050 ตัวเลขดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็น 120 วันต่อปี

 นั่นหมายความว่า คนกรุงเทพฯ อาจต้องเผชิญสภาพอากาศร้อนจัดเกือบหนึ่งในสามของทั้งปี

เมื่อเทียบกับเมืองเศรษฐกิจหลักในอาเซียน กรุงเทพฯ ยังถูกคาดการณ์ว่าจะมีอุณหภูมิสูงที่สุดในภูมิภาค สูงกว่านครโฮจิมินห์ที่ 37.7 องศาเซลเซียส กรุงมะนิลาที่ 37.2 องศาเซลเซียส กรุงกัวลาลัมเปอร์ที่ 36.9 องศาเซลเซียส และจาการ์ตากับสิงคโปร์ที่ 36.1 องศาเซลเซียส

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนผลกระทบโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงในเมืองเขตร้อน โดยเฉพาะพื้นที่เมืองขนาดใหญ่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง

“Urban Heat Island” เมื่อเมืองสร้างความร้อนให้ตัวเอง

รายงานชี้ว่า วิกฤตความร้อนของกรุงเทพฯ ไม่ได้เกิดจาก Climate Change เพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจาก “ปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง” หรือ Urban Heat Island ซึ่งเกิดจากการขยายตัวของเมืองด้วยโครงสร้างคอนกรีต ถนน และอาคารสูงที่กักเก็บความร้อนในช่วงกลางวัน ก่อนปล่อยความร้อนออกมาในเวลากลางคืน

ข้อมูลจาก Asian Disaster Preparedness Center หรือ ADPC ระบุว่า พื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีความหนาแน่นสูง อาจมีอุณหภูมิสูงกว่าพื้นที่ชานเมืองที่มีต้นไม้และพื้นที่สีเขียวมากถึง 3 องศาเซลเซียส

ปรากฏการณ์นี้กำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของเมืองใหญ่ทั่วโลก และเชื่อมโยงโดยตรงกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ SDGs โดยเฉพาะ SDG 11 ว่าด้วย “เมืองและชุมชนยั่งยืน” และ SDG 13 เรื่อง “การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

sustainability-climate-change-and-workplace-heat-stress-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

วิกฤตสุขภาพ-เศรษฐกิจ คนจนเมืองเสี่ยงหนักสุด

ผลกระทบจากความร้อนที่เพิ่มขึ้นกำลังลุกลามจากประเด็นสิ่งแวดล้อมไปสู่ปัญหาสาธารณสุขและเศรษฐกิจเมือง

รายงานระบุว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงโรคลมแดด ภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ปัญหาการนอนหลับ และโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียดจากความร้อน โดยเฉพาะในเมืองที่มีความชื้นสูงอย่างกรุงเทพฯ ซึ่งร่างกายมนุษย์ระบายความร้อนได้ยากกว่าเมืองเขตแห้งแล้ง

ขณะเดียวกัน แรงงานกลางแจ้งกว่า 1.3 ล้านคนในกรุงเทพมหานคร กำลังเผชิญความเสี่ยงด้านประสิทธิภาพการทำงานและรายได้ที่ลดลงจากอุณหภูมิที่รุนแรงขึ้น

ในด้านค่าครองชีพ ประชาชนราว 90% ระบุว่า ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นระหว่าง 10-50% ในช่วงคลื่นความร้อน โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือผู้มีรายได้น้อยในชุมชนแออัด ซึ่งมักอาศัยอยู่ในอาคารที่ระบายอากาศได้ไม่ดี

สถานการณ์นี้กำลังสะท้อนความเหลื่อมล้ำด้านภูมิอากาศ หรือ Climate Inequality ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพราะการเข้าถึงความเย็นกำลังกลายเป็นต้นทุนที่ไม่เท่าเทียมในเมืองใหญ่

เมืองยิ่งร้อน คนยิ่งใช้แอร์ วงจรที่เร่งโลกร้อน

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ “วงจรย้อนกลับของความร้อน” ที่กำลังเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยเมื่ออากาศร้อนขึ้น ประชาชนยิ่งพึ่งพาเครื่องปรับอากาศมากขึ้น แต่เครื่องปรับอากาศกลับปล่อยความร้อนออกสู่ภายนอกอาคาร ทำให้อุณหภูมิในเมืองเพิ่มสูงขึ้นอีก และยิ่งกระตุ้นให้มีการใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย

ผลที่ตามมาคือการใช้ไฟฟ้าพุ่งสูง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงต่อภาระด้านพลังงานในอนาคต

นี่จึงไม่ใช่เพียงปัญหาสภาพอากาศ แต่กำลังเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางพลังงานและต้นทุนการใช้ชีวิตของคนเมืองโดยตรง

“Passive Cooling” ทางรอดของเมืองในศตวรรษที่ร้อนขึ้น

รายงานเสนอว่า แนวทางที่ยั่งยืนที่สุดในการรับมือวิกฤตความร้อน คือการออกแบบเมืองและอาคารแบบ “Passive Cooling” หรือการทำให้อาคารเย็นโดยธรรมชาติ ผ่านการระบายอากาศ การเพิ่มร่มเงาต้นไม้ การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และการออกแบบให้ลมไหลเวียนได้ดี โดยเทคนิคดังกล่าวสามารถลดความต้องการใช้พลังงานเพื่อทำความเย็นได้ถึง 35-70%

พรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้านสิ่งแวดล้อม ระบุว่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียวถือเป็นมาตรการต้นทุนต่ำแต่ให้ผลลัพธ์สูง พร้อมย้ำว่าการรักษาพื้นที่สีเขียวเดิมไม่ให้ถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างคอนกรีต เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน

ด้าน ดร.พีรนันท์ โตวชิราภรณ์ ผู้อำนวยการด้านภูมิสารสนเทศของ ADPC เสนอให้กรุงเทพฯ มอง “ความร้อน” เป็นภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ พร้อมเร่งสร้าง “Cooling Shelters” หรือศูนย์พักคลายร้อน และระบบแจ้งเตือนภัยช่วงคลื่นความร้อนทั่วเมือง

เมืองแห่งอนาคต อาจวัดกันที่ “ความสามารถในการทำให้คนอยู่ได้”

ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายงานฉบับนี้กำลังสะท้อนว่า การแข่งขันของเมืองในอนาคต อาจไม่ได้อยู่ที่ความทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการทำให้ประชาชน “อยู่รอดและใช้ชีวิตได้” ภายใต้สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

สำหรับกรุงเทพมหานคร วิกฤตความร้อนอาจไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของการออกแบบเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งรับมือก่อนที่ “เมืองร้อนที่สุดในอาเซียน” จะกลายเป็นความจริงในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


วิกฤตเมืองหลวง ‘กทม.’ เสี่ยงขึ้นแท่นเมืองร้อนสุดในอาเซียน เผชิญร้อนจัด 120 วันต่อปี