อุณหภูมิมหาสมุทรจ่อทุบทุกสถิติสูงสุด สัญญาณ ‘เอลนีโญ่’ ครั้งประวัติศาสตร์

12 พ.ค. 2569 - 12:54

  • อุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกใกล้ทำลายสถิติสูงสุดของปี 2024 อีกครั้ง

  • WMO คาดเอลนีโญเริ่มก่อตัวช่วงกลางปี เพิ่มความเสี่ยงภัยแล้ง-ฝนหนักทั่วโลก

  • นักวิทยาศาสตร์เตือน ปี 2027 มีโอกาสสูงร้อนที่สุดในประวัติการณ์

อุณหภูมิมหาสมุทรจ่อทุบทุกสถิติสูงสุด สัญญาณ ‘เอลนีโญ่’ ครั้งประวัติศาสตร์

มหาสมุทรโลกกำลังร้อนผิดปกติอีกครั้ง

หน่วยงานติดตามสภาพภูมิอากาศของสหภาพยุโรป ออกมาเตือนว่าอุณหภูมิผิวน้ำทะเลทั่วโลกกำลังขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งอาจทวีความรุนแรงของสภาพอากาศสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก

ซาแมนธา เบอร์เจส หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศของศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางแห่งยุโรป (ECMWF) เปิดเผยว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาอยู่ต่ำกว่าสถิติสูงสุดตลอดกาลของปี 2024 เพียงเล็กน้อย และมีแนวโน้มว่าเดือนพฤษภาคมปีนี้อาจทำลายสถิติเดิมของตัวเอง

“อีกเพียงไม่กี่วัน เราก็อาจกลับเข้าสู่ภาวะอุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่ทำลายสถิติอีกครั้ง”

เบอร์เจส กล่าว

ข้อมูลจาก Copernicus Climate Change Service ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ECMWF ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลรายวันในเดือนเมษายนค่อยๆ ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านจากภาวะเป็นกลางสู่เอลนีโญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เอลนีโญรอบใหม่ อาจรุนแรงเทียบ “ซูเปอร์เอลนีโญ”

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เคยประเมินก่อนหน้านี้ว่า เอลนีโญอาจเริ่มก่อตัวได้ตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม โดยปรากฏการณ์นี้เป็นวัฏจักรธรรมชาติของอุณหภูมิน้ำทะเลและลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบสภาพอากาศทั่วโลก

โดยทั่วไป เอลนีโญมักทำให้หลายพื้นที่เผชิญภัยแล้งรุนแรง ขณะที่บางภูมิภาคอาจเผชิญฝนตกหนัก น้ำท่วม และคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กังวลมากขึ้น คือเอลนีโญรอบใหม่นี้กำลังก่อตัวบนพื้นฐานของโลกที่ร้อนขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่แล้ว ทำให้ผลกระทบอาจรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

หน่วยงานพยากรณ์อากาศบางแห่งประเมินว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจมีความรุนแรงเทียบระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เมื่อราว 30 ปีก่อน ซึ่งเคยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมอย่างหนักในหลายประเทศ

ซีค เฮาส์ฟาเธอร์ นักวิทยาศาสตร์จาก Berkeley Earth ระบุว่า หากเอลนีโญรอบนี้มีความรุนแรงสูง ก็อาจเพิ่มโอกาสอย่างมีนัยสำคัญที่ปี 2027 จะกลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยบันทึกไว้

อย่างไรก็ตาม ECMWF ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุประดับความรุนแรงของเอลนีโญ เนื่องจากการคาดการณ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของซีกโลกเหนือมักมีความไม่แน่นอนสูง

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เตือนตรงกันว่า ไม่ว่าเอลนีโญครั้งนี้จะอยู่ในระดับใด โลกก็ไม่สามารถมองข้ามผลกระทบของมันได้

green-space-ocean-temperatures-near-record-highs-el-nino-approaching-SPACEBAR-Photo01.jpg

ความร้อนมหาสมุทรกับวิกฤตภูมิอากาศโลก

Copernicus ระบุว่า เดือนเมษายนที่ผ่านมาเป็นเดือนเมษายนที่ร้อนที่สุดอันดับ 3 ของโลก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมในช่วงปี 1850-1900 ถึง 1.43 องศาเซลเซียส

ขณะเดียวกัน คลื่นความร้อนทางทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนและบริเวณชายฝั่งสหรัฐฯ ได้ทำลายสถิติหลายพื้นที่ สะท้อนว่ามหาสมุทรทั่วโลกกำลังสะสมพลังงานความร้อนในระดับสูงผิดปกติ

นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า เอลนีโญเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ต้นเหตุทั้งหมดของความร้อนที่เกิดขึ้น แต่เป็นการซ้อนทับกับภาวะโลกร้อนระยะยาวจากกิจกรรมมนุษย์ โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

มหาสมุทรทั่วโลกปัจจุบันดูดซับความร้อนส่วนเกินจากกิจกรรมมนุษย์ไว้ราว 90% ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มสูงต่อเนื่อง และกลายเป็นปัจจัยเร่งปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว คลื่นความร้อนทางทะเล และความแปรปรวนของระบบนิเวศทางทะเลทั่วโลก

สัญญาณเตือนสภาพอากาศสุดขั้วถี่ขึ้น

รายงานล่าสุดยังชี้ว่า น้ำแข็งทะเลอาร์กติกในเดือนเมษายนยังคงอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ยุโรปกำลังเผชิญสภาพอากาศผันผวน ซึ่งอาจนำไปสู่ฤดูร้อนที่ร้อนและแห้งแล้งกว่าปกติ พร้อมความเสี่ยงจากภัยแล้งและไฟป่าที่เพิ่มขึ้น

สำหรับหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงไทย การกลับมาของเอลนีโญยังหมายถึงความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำ ภาคเกษตร และความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศโลกกำลังเผชิญความแปรปรวนรุนแรงขึ้นต่อเนื่อง

“เรายังคงเห็นเหตุการณ์สุดขั้วเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทุกเดือนที่ผ่านไป เรามีข้อมูลเพิ่มขึ้นว่าผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังสร้างเหตุการณ์รุนแรงเหล่านี้”

เบอร์เจส กล่าว

สถานการณ์ล่าสุดจึงไม่ใช่เพียงการเฝ้าระวังเอลนีโญรอบใหม่ แต่ยังสะท้อนความจริงสำคัญว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่สภาพอากาศสุดขั้วอาจกลายเป็น “ความปกติใหม่” ภายใต้ภาวะโลกร้อนที่ยังไม่มีสัญญาณชะลอตัว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์