Net Zero มาแรง แต่ “อากาศสะอาด” หายไปไหน?
การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีสะท้อนทิศทางสำคัญของรัฐไทยในห้วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากวิกฤตภูมิอากาศและ แรงกดดันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการประกาศเร่งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งถือเป็นการวางหมากเชิงยุทธศาสตร์เพื่อตอบสนองกติกาใหม่ของโลก
หัวใจสำคัญของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ คือการประกาศเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 (พ.ศ. 2593) ซึ่งถือว่าเร็วขึ้นกว่าเป้าหมายเดิมของประเทศ (ค.ศ. 2065) โดยมีกลไกสนับสนุนที่น่าสนใจคือ
- การจัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต มุ่งเน้นมาตรฐานสากลเพื่อรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ (เช่น CBAM ของยุโรป)
- การปฏิรูปโครงสร้างพลังงาน:ผลักดันตลาดไฟฟ้าเสรี และระบบ Smart Grid เพื่อเปิดทางให้มีการใช้พลังงานสะอาด (Renewable Energy) มากขึ้น
- โลจิสติกส์สีเขียว ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV)
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ดูก้าวหน้า ทว่า ไร้วี่แววของมาตรการแก้ไขปัญหา “ฝุ่น PM2.5” อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ หรือการผลักดัน “กฎหมายอากาศสะอาด” ช่องว่างนี้จึงสะท้อนชัดว่าลำดับความสำคัญของรัฐอาจไม่ได้อยู่ที่สุขภาพของประชาชนในระยะสั้น
การจัดการน้ำและภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยี
เนื่องจากไทยเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) รัฐบาลจึงเน้นระบบพยากรณ์อัจฉริยะ ใช้ AI วิเคราะห์น้ำและสภาพอากาศเพื่อป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ถือเป็นมิติใหม่ในการสร้างภูมิต้านทาน (Resilience) ให้กับประชาชนในเชิงเศรษฐกิจเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ
การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน (Sustainable Tourism)
เปลี่ยนจากการเน้นปริมาณนักท่องเที่ยว ไปสู่มูลค่าสูง โดยมีประเด็นสิ่งแวดล้อมคือ การส่งเสริมให้ชุมชนเป็นผู้ดูแลและรักษาแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติไม่ถูกทำลายจากการท่องเที่ยวที่ล้นเกิน (Overtourism)
เศรษฐกิจสีเขียว: โอกาสใหม่ หรือสนามของทุนใหญ่
นโยบายอย่าง “ตลาดคาร์บอนเครดิต” การเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี และการผลักดันพลังงานสะอาด ถูกวางเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ ภายใต้กรอบเศรษฐกิจสีเขียวที่เชื่อมโยงกับระบบการค้าโลก แต่คำถามสำคัญคือ ใครจะได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านนี้จริง เกษตรกรรายย่อยและผู้ประกอบการขนาดเล็กจะสามารถเข้าถึงโอกาสเหล่านี้ได้หรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วกลไกสีเขียวจะกลายเป็นเพียง “สนามใหม่ของทุนขนาดใหญ่” ที่มีทรัพยากรพร้อมกว่าในการปรับตัว

PM2.5: วิกฤตสุขภาพที่ยังไม่ถูกจัดลำดับความสำคัญ
แม้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จะส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง แต่กลับไม่ถูกบรรจุเป็นวาระเร่งด่วนในนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ การไม่กล่าวถึง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ยิ่งตอกย้ำความกังวลว่าการแก้ปัญหานี้ยังคง “ถูกเตะถ่วง” ทางการเมือง สวนทางกับคำมั่นสัญญาที่เคยหาเสียงไว้ และยิ่งทำให้คำถามเรื่องความจริงจังของรัฐต่อวิกฤตสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวชัดเจนขึ้น
การเมือง vs สิ่งแวดล้อม: ใครถูกปกป้อง?
เสียงวิพากษ์จากฝ่ายค้าน โดย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ชี้ให้เห็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของนโยบายรัฐ ที่อาจเลือกปกป้อง “กลุ่มผลประโยชน์” มากกว่าสุขภาพของประชาชน ทั้งในกรณีราคาพลังงานและปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่ยังไร้ทางออก ภาพรวมจึงไม่ใช่เพียงความล่าช้าของนโยบาย แต่คือการต่อรองทางอำนาจระหว่าง “เศรษฐกิจ” กับ “สิทธิในการมีอากาศสะอาด”
SDG กับความจริงในไทย: ความยั่งยืนที่ยังไม่เท่ากัน
แม้นโยบายของรัฐบาลจะสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาดและการรับมือโลกร้อน แต่ในอีกด้านกลับสะท้อนความไม่สมดุลในมิติ “ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม” หากประชาชนยังต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ ขณะที่กลไกคาร์บอนกลายเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจ ความยั่งยืนที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงภาพลักษณ์ มากกว่าความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

สรุปภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์
นโยบายชุดนี้เน้น “ความยั่งยืนเชิงพาณิชย์” คือการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก และรอดพ้นจากมาตรการภาษีสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ในมิติของ “ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Justice) เช่น สิทธิในอากาศสะอาดและการจัดการมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม ยังคงเป็นจุดที่นโยบายนี้ถูกมองว่า “สอบตก” หรือยังไม่มีความชัดเจนในการปฏิบัติ
การเลือกเน้น Net Zero และคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นแผนระยะยาวและเป้าหมายเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ มากกว่าการพูดถึง ฝุ่น PM2.5 ที่เป็นความทุกข์ร้อนแบบ “หายใจไม่ออกวันนี้” ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและกรุงเทพฯ โดยสามารถวิเคราะห์ออกมาเป็นประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1.ความรู้สึกถูกทอดทิ้ง (Sense of Abandonment)
สำหรับประชาชนในพื้นที่ที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงเป็นสีแดงต่อเนื่อง ฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือภัยความมั่นคงทางสุขภาพ การที่นโยบายเลี่ยงไม่พูดถึงกฎหมายอากาศสะอาดหรือมาตรการควบคุมมลพิษจากต้นทาง (เช่น การเผาในที่โล่งหรือไอเสียโรงงาน) อย่างชัดเจน ทำให้คนรู้สึกว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับตัวเลขทางเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ในเวทีโลกมากกว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศ
2.ช่องว่างระหว่างนโยบายระดับสูง กับวิถีชีวิตจริง
- Net Zero / คาร์บอนเครดิต ถูกมองว่าเป็นเรื่องขององค์กรใหญ่ การค้าข้ามชาติ และการลงทุน ซึ่งเป็นภาษาที่ไกลตัวประชาชนทั่วไป
- ฝุ่น PM2.5 คือเรื่องของค่ารักษาพยาบาล โรคทางเดินหายใจ และคุณภาพชีวิตเด็กและคนชรา
เมื่อรัฐบาลพูดแต่เรื่องที่จับต้องไม่ได้ ในขณะที่ประชาชนกำลัง “สำลักฝุ่น” จะเกิดความรู้สึกว่ารัฐบาลขาดความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และไม่เข้าใจลำดับความสำคัญของปัญหา
3. วิกฤตศรัทธาต่อคำมั่นสัญญา (Trust Deficit)
การที่พรรคแกนนำเคยหาเสียงไว้แต่กลับไม่บรรจุเรื่องนี้เป็นนโยบายหลัก ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ “พูดแล้ว (ไม่) ทำ” ในสายตาประชาชน ส่งผลให้เกิดข้อสงสัยว่า
- รัฐบาลเกรงใจกลุ่มทุนเกษตรและอุตสาหกรรมที่เป็นต้นตอของฝุ่นหรือไม่?
- การผลักดันคาร์บอนเครดิตเป็นเพียงการเปิดทางให้ทุนใหญ่ “ฟอกเขียว (Greenwashing)” โดยที่มลพิษจริงๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือไม่?

ทางสองแพร่งของนโยบายสิ่งแวดล้อมไทย
ท้ายที่สุด นโยบายสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลชุดนี้กำลังยืนอยู่บนทางเลือกสำคัญ ระหว่างการมองไกลไปสู่เวทีโลก กับการแก้ปัญหาใกล้ตัวของประชาชนในประเทศ การไปให้ถึง Net Zero คือเป้าหมายที่จำเป็น แต่การทำให้ประชาชนสามารถหายใจได้อย่างปลอดภัยในวันนี้ คือเงื่อนไขพื้นฐานของ “ความยั่งยืน” หากรัฐยังไม่สามารถเชื่อมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้ คำว่า “ความยั่งยืน” อาจกลายเป็นเพียงวาทกรรม มากกว่านโยบายที่จับต้องได้
สำหรับตัวผู้เขียนคิดว่า การมุ่งไปที่ Net Zero คือการมอง “ยอดเขาสูง” ในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องดีและจำเป็น
แต่รัฐบาลอาจลืมไปว่า…ถ้าประชาชน “ตายเพราะฝุ่น” อยู่ที่ตีนเขาเสียก่อน ก็คงไม่มีใครเดินไปถึงยอดเขา
สุดท้ายความเชื่อมั่นจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” ต้องมาพร้อมกับ “ลมหายใจที่สะอาด” ในวันนี้ด้วย ไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรในภายภาคหน้า





