หลังการเปิดประชุมรัฐสภาครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา นับไป 60 วัน รัฐธรรมนูญกำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ นำร่างกฎหมายที่ค้างอยู่ในสภาชุดที่แล้ว มายืนยันพิจารณาต่อไปได้
ปัจจุบันมีร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับ รอรัฐบาลชุดใหม่นำกลับมายืนยัน ซึ่งในจำนวนนั้น มีร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด รวมอยู่ด้วย และน่าจะมาถูกกาล เพราะตรงกับที่หลายจังหวัดในภาคเหนือกำลังสำลักหมอกควันอยู่พอดี
ย้อนหลังไปกว่าสิบปีก่อน ภาคประชาชนเป็นฝ่ายริเริ่มเข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป็น พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเงิน ที่ต้องให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับรองก่อน แต่นายกฯ เวลานั้นไม่ลงนามให้
กระทั่งต่อมา มีพรรคการเมืองร่วมกันนำเสนอร่างกฎหมายต่อสภา แต่ก็เป็นไปแบบล้มลุกคลุกคลาน ผ่านมาถึง 3 รัฐบาลในสภาชุุดเดียวกัน ตอนเสนออยู่ฝ่ายรัฐบาล แต่พอเข้าสู่การพิจารณาวาระ 2-3 กลับมาอยู่ในซีกฝ่ายค้าน
จึงไม่แปลกที่กว่าจะผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ ต้องลากกันถูลู่ถูกัง สภาล่ม องค์ประชุมไม่ครบ เจอมาหมด
แต่ในที่สุดก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์ ผ่านการลงมติ วาระ 3 ไปได้ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ด้วยเสียงเห็นด้วย 309 เสียง ไม่เห็นด้วย 0 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง ไม่ลงคะแนน 5 เสียง
เป็นร่างกฎหมายที่สภาผู้แทนราษฎร ใช้เวลาพิจารณานานถึง 1 ปี 9 เดือน นับแต่รับหลักการวาระแรก เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 และส่งให้วุฒิสภาพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป แต่บังเอิญมีการยุบสภาก่อน ร่างกฎหมายจึงค้างเติ่งอยู่ในสภาสูง
จากนี้ไปมีเวลาเหลืออีกราวหนึ่งเดือนเศษ ที่รัฐบาลต้องนำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มายืนยันให้สภาพิจารณาต่อ ซึ่งต้องทำก่อนวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ เพื่อเป็นกุญแจไขไปสู่การแก้ไขปัญหา PM2.5 โดยผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ
แต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาญัตติด่วนเรื่องวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่หลายพรรคการเมืองร่วมกันเสนอ นอกจากไม่มีใครในซีกรัฐบาลให้คำตอบชัดเจนเรื่องร่าง พ.ร.บ.อากาศ ที่ค้างอยู่ในสภาจะไปต่ออย่างไรแล้ว กลับมีคนในรัฐบาลออกมาแสดงความกังวลต่อร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวแทน
โดย ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในที่ประชุมสภาเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา แสดงความกังวลว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นกฎหมายที่ขาดความรอบคอบ ซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิม เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง และจราจร อาจเกิดความสับสนในการบังคับใช้ การจัดเก็บค่าธรรมเนียม รวมถึงระบบประกันความเสี่ยง อาจเพิ่มต้นทุนให้ภาคอุตสาหกรรมมหาศาล
ตรงนี้น่าจะเป็นการส่งสัญญาณออกมาจากรัฐบาลว่าไม่เอาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับนี้ เพราะคนจากพรรคภูมิใจไทยที่ลุกขึ้นอภิปรายในสภาวันนั้น ไม่ใช่ สส.ธรรมดา แต่มีหมวกอีกใบเป็นหัวหน้าทีมกฎหมายของพรรคด้วย
เรื่องนี้สอบทานเพิ่มเติมจากคนในพรรคภูมิใจไทย จะตัดสินใจอย่างไรระหว่าง ข้อแรก ไม่นำกลับมายืนยันต่อสภาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือ ปล่อยให้ร่างกฎหมายดังกล่าวสิ้นสภาพหรือถูกตีตกไป
กับข้อสอง รักษาอารมณ์สังคมเอาไว้ ด้วยการนำมายืนยันให้สภาเดินหน้าต่อ เพราะไหน ๆ พรรคภูมิใจไทยก็เป็นส่วนหนึ่งที่ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย จากนั้น ไม่ชอบใจเนื้อหาตรงไหน ค่อยส่งสัญญาณให้วุฒิสภาปรับแก้เอาตามใจปรารถนา เพื่อนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองสภาต่อไป
ปรากฎว่าคำตอบที่ได้คือ เลือกข้อแรก ตัดปัญหาไม่นำมายืนยันต่อสภา ตามเหตุผลที่ "บังซุป-ศุภชัย" ให้ไว้
เท่ากับรัฐบาลอนุทิน โยนทิ้งร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่พรรคภูมิใจไทยร่วมฟูมฟักทำคลอดมากับมือ และรอกันมานานเกินกว่าสิบปี สุดท้ายก็ต้องร้องเพลงรอกันต่อไป




