‘จงกลัวซูเปอร์เอลนีโญ’ คำเตือนจาก อ.ธรณ์ เมื่อโลกอาจร้อนสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง

23 มิ.ย. 2569 - 08:19

  • โลกเสี่ยงร้อนทำสถิติใหม่ นักวิทยาศาสตร์จับตาเอลนีโญรอบนี้อาจพัฒนาเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ”

  • ไทยเจออากาศสุดขั้วมากขึ้น ฝนทิ้งช่วง หนาวสั้น และพายุรุนแรงขึ้นในช่วงปลายปี

  • บททดสอบการปรับตัวครั้งใหญ่ จากวิกฤตน้ำ สู่ความเสี่ยงปะการังฟอกขาวและผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายฝั่ง

‘จงกลัวซูเปอร์เอลนีโญ’ คำเตือนจาก อ.ธรณ์ เมื่อโลกอาจร้อนสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง

“จงกลัวซูเปอร์เอลนีโญ”

ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ระบุ

ในฐานะคนวงการข่าวที่ติดตามเรื่องฟ้าฝนสภาพอากาศและปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” ซึ่งปีนี้แบบจำลอง 2 ใน 3 คาดการณ์ว่าจะเกิดเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” ล่าสุดได้อ่านบทความของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ หรือ อ.ธรณ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในนักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อมที่มีคนเชิญขึ้นเวทีบรรยายนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยเป็นแฟนตัวยงของอาจารย์จึงขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวนี้ 

เอลนีโญกำลังจะมา นั่นคือสิ่งที่แทบจะแน่นอนแล้วจากการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก การมาของเอลนีโญหนนี้น่าจะรุนแรงและยาวนาน ยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ยิ่งน่ากลัว เดิมทีเราเคยคิดว่าน่าจะมาประมาณเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม แต่ปรากฏว่าผลการตรวจสอบอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกล่าสุด เอลนีโญอาจเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน และจะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเข้าพีคในเดือนตุลาคม/พฤศจิกายน/ธันวาคม

แม้จะจบพีคแล้ว แต่เอลนีโญยังต่อเนื่องไปถึงเดือนกุมภาพันธ์เป็นอย่างน้อย และจากการทำนายล่าสุด เชื่อว่าในเดือนมีนาคม-เมษายนปีหน้า เอลนีโญยังอาจส่งผลกระทบอยู่เช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องติดตามการทำนายในอีก 1-2 เดือนข้างหน้าว่าเอลนีโญหนนี้จะจบลงเมื่อไหร่แน่

 เอลนีโญในปี 2566-2567

เมื่อเทียบกับเอลนีโญที่เราเจอในปี 2566-2567 เริ่มต้นในเดือนมิถุนายน รุนแรงสุดในช่วงเดือนตุลาคม/พฤศจิกายน และลดความแรงลงจนจบลงในเดือนกุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้น 9 เดือน แต่ผลกระทบที่เกิดกับเมืองไทยยังต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม/มิถุนายน นอกจากเรามีหน้าร้อนที่ร้อนสุดๆ ในทะเลยังเกิดปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ทำให้ปะการังน้ำตื้นในอ่าวไทยฟอกขาว 80-90% และบางส่วนตายไม่ฟื้นคืนมา

เอลนีโญในปี 2558-2559

อย่างไรก็ตาม เอลนีโญอาจยาวนานกว่านั้น เช่นในปี 2558-2559 เราเจอเอลนีโญที่รุนแรงที่สุดในรอบ 20 ปี หนนั้นเอลนีโญยาวนานถึง 14 เดือน และมีระดับความแรงระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ”

ความแรงของเอลนีโญ วัดกันที่อุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก หากมากกว่า 0.5 องศาจากเกณฑ์ปกติ ถือว่าเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ถ้าอยู่ในระดับ 0.5-1.5 องศา เป็นเอลนีโญระดับปานกลาง ถ้าร้อนกว่านั้นถือว่าเข้าระดับแรง แต่ถ้าร้อนกว่าปกติเกิน 2 องศา จะเข้าสู่ภาวะที่เรียกกันแบบไม่เป็นทางการว่าซูเปอร์เอลนีโญ  

ในปี 2566-2567 เอลนีโญแรงสุดที่ 1.5 องศาจากเกณฑ์ปกติ แต่เมื่อรวมกับสถานการณ์โลกร้อน ทำให้ปี 2567 กลายเป็นปีร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ปี 2558-59 เอลนีโญแรงถึง 2.4 องศาจากเกณฑ์ปกติ ทำให้ผลกระทบยาวนาน และเป็นปีที่ร้อนสุดในช่วงนั้น แต่ผลกระทบจากโลกร้อนยังไม่มาก ทำให้ความร้อนโดยรวมแล้วยังน้อยกว่าปี 2567

sustainability-super-el-nino-thailand-climate-crisis-extreme-weather-impact-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

เอลนีโญในปี 2569-2570

ทว่า จากการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ เชื่อว่าโอกาสที่เอลนีโญในปี 2569-2570 หรือที่เรากำลังจะเจอ จะแรงกว่าในปี 2566-2567 และอาจแรงกว่า 2 องศา เข้าสู่ช่วงซูเปอร์เอลนีโญ แต่จะลบสถิติปี 2558-2559 หรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้

เมื่อลองเทียบกับสถานการณ์ในปี 2566-2567 ที่เอลนีโญเริ่มต้นคล้ายกับปีนี้ ไปพีคสิ้นปีคล้ายกัน แต่หนนี้อาจร้อนกว่า ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าเอลนีโญอาจยาวนานกว่า 9 เดือน นักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อว่า ปี 2569-2570 จะเป็นปีที่ร้อนสุดในประวัติศาสตร์ ลบสถิติปี 2568

ผลกระทบดังกล่าวจะเริ่มเห็นตั้งแต่ตอนนี้ หลายคนบ่นว่าเรามีหน้าฝนที่ร้อนมากกว่าปกติ ทั้งที่ยังไม่เข้าเอลนีโญจริงจัง แต่เมื่อเข้าสู่เอลนีโญช่วงกรกฎาคมสิงหาคม เราอาจเจอฝนทิ้งช่วง ทำให้อากาศยิ่งร้อนมากขึ้น จนเมื่อเข้าสู่หน้าหนาว จะเป็นช่วงที่เอลนีโญพีคพอดี ทำให้หน้าหนาวปีนี้จะหนาวน้อยและหนาวสั้น ใครที่ต้องการเที่ยวรับลมหนาวต้องวางแผนให้ดี

เอลนีโญยังทำให้เฮอริเคนฝั่งอเมริกามีน้อยลง แต่ไต้ฝุ่นในเอเชียรุนแรงขึ้น เพราะอุณหภูมิผิวหน้าน้ำทะเลในบริเวณทะเลจีนใต้จะร้อนจัด เพิ่มพลังให้พายุ ในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคมจะเป็นช่วงพีคของเอลนีโญ ไต้ฝุ่นในปีนี้อาจแรงเป็นพิเศษ และอาจส่งผลกระทบลึกเข้ามาในแผ่นดินมากขึ้น ทำให้พื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสานตอนบนมีโอกาสที่จะเกิดฝนตกหนัก/น้ำบ่า/น้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ซึ่งเคยได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นในปีก่อนๆ ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

green-space-el-nino-coral-bleaching-global-ocean-climate-crisis-SPACEBAR-Thumbnail.jpg

หากเอลนีโญรุนแรงกว่าปี 2566-2567 และยาวนานกว่า ทะเลไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรง ในครั้งที่เกิดปี 2567 น้ำทะเลเริ่มร้อนจัดตั้งแต่เดือนมีนาคม และเมื่อเข้าเดือนเมษายน/พฤษภาคม อันเป็นช่วงที่น้ำร้อนสุดในรอบปีตามฤดูกาล ผลจากเอลนีโญจะยิ่งทำให้น้ำทะเลยิ่งร้อนมาก โดยเฉพาะในเขตน้ำตื้นและแนวปะการัง เคยมีข้อมูลบันทึกว่าน้ำร้อนสุดที่ 34.5-35 องศา ทำให้ปะการังฟอกขาวอย่างรุนแรง ปีหน้าอาจเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน แต่อาจรุนแรงมากกว่า การรับมือด้วยวิธีการต่างๆ ที่พัฒนามา เช่น ระบบติดตามปะการังฟอกขาว การสร้างที่บังเพื่อลดแสงแดด การเก็บพ่อแม่พันธุ์ ฯลฯ ควรเตรียมการตั้งแต่เนิ่นๆ

ในกรณีนี้ ยังรวมถึงระบบนิเวศทางทะเลอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบ เช่น แหล่งหญ้าทะเล หากน้ำร้อนจัดมาก (เคยวัดได้ 40 องศาในบริเวณหญ้าทะเลตอนน้ำลง) จะส่งผลกระทบต่อหญ้าทะเลที่ส่วนใหญ่อ่อนแอและพื้นที่ปลูกฟื้นฟู น้ำร้อนยังอาจส่งผลต่อสัตว์น้ำชายฝั่ง ทำให้เคลื่อนที่ออกไป ชาวประมงพื้นบ้านอาจจับสัตว์น้ำได้น้อยลง ยังรวมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งที่จะได้รับผลกระทบจากน้ำร้อนแน่นอน

ยังมีอีกหลายความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับทะเล เคราะห์ดีที่เราเคยผ่านเหตุการณ์เช่นนี้ในปี 2567 จึงพอทราบปัญหาและแนวทางรับมือ เพียงแต่ว่าหนนี้อาจต้องยกระดับการรับมือขึ้นไปอีกขั้นเพราะหนนี้จะแรงกว่าและอาจนานกว่า

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ เมื่อโลกร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ เอลนีโญเริ่มมาถี่ขึ้น จากเดิมเมื่อหลายสิบปีก่อน อาจเกิดเอลนีโญ 8 ปีครั้ง ในยุคนี้เอลนีโญหนก่อนกับหนนี้ห่างกันแค่ 2 ปี และโลกยังร้อนขึ้นเรื่อยๆ แบบไม่ยอมหยุด ในอีก 5-10 ปี เอลนีโญจะร้อนแรงและสร้างความแปรปรวนกับลมฟ้าอากาศและทะเลมากไปกว่าปัจจุบัน

เราไม่สามารถหยุดภาวะเช่นนั้นได้ แม้เราจะทำดีแค่ไหน แต่ในระยะ 10-20 ปีต่อจากนี้ไป ก๊าซเรือนกระจกที่สะสมในบรรยากาศจะทำให้โลกร้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยแบบไม่ยอมหยุด สิ่งที่เราต้องเรียนรู้ให้มากที่สุดในเอลนีโญหนนี้คือผลกระทบ/การรับมือ/การปรับตัว เพราะนั่นคือแนวทางในการอยู่รอดต่อไปในโลกที่กำลังร้อนจนทะลุ 1.5 องศาไปเรียบร้อยแล้วครับ

เมื่ออ่านจบ ในฐานะคนทำข่าวสิ่งแวดล้อม สิ่งที่น่ากังวลที่สุดจากคำเตือนเรื่อง “ซูเปอร์เอลนีโญ” ไม่ใช่แค่สถิติปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เป็นการที่สภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของโลก ผู้คน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ จึงไม่ควรมองเอลนีโญเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่รอให้ผ่านไป แต่ต้องเริ่ม “ปรับตัว” ตั้งแต่วันนี้ ทั้งการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เตรียมรับมือคลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้น วางแผนจัดการความเสี่ยงจากพายุและน้ำท่วมฉับพลัน ตลอดจนเฝ้าระวังผลกระทบต่ออาหาร พลังงาน และสุขภาพ ขณะที่ภาคชายฝั่งและชุมชนประมงต้องเร่งเพิ่มความพร้อมต่อวิกฤตทะเลร้อนและการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ เพราะบทเรียนสำคัญจากเอลนีโญครั้งก่อนคือ ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นในวันที่ปรากฏการณ์มาถึง แต่เกิดกับผู้ที่ไม่ทันเตรียมตัวรับมือโลกที่กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าเดิมในทุกๆ ปี

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์