“พายุจันหอม” จ่อเข้าญี่ปุ่น “พายุเผ่ย์โหล่ว” ฟื้นกำลัง นักวิชาการไขข้อข้องใจ ทำไม “เอลนีโญ” แล้วไทยยังฝนตกหนัก?
ช่วงกลางเดือนสิงหาคม มหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกยังมีการเคลื่อนไหวของพายุหมุนเขตร้อนอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีพายุที่มีชื่ออยู่ในระบบการติดตามของสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น หรือ JMA ได้แก่ “จันหอม” (Chan-hom) หมายเลข 15 และ “เผ่ย์โหล่ว” (Peilou) หมายเลข 16
แม้พายุทั้งสองลูกจะอยู่ในมหาสมุทรเดียวกัน แต่เส้นทางต่างกัน “พายุจันหอม” กำลังมุ่งหน้าเข้าหาญี่ปุ่น ขณะที่ “พายุเผ่ย์โหล่ว” กำลังเคลื่อนตัวออกไปทางตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก

“จันหอม” พายุหมายเลข 15 จับตาญี่ปุ่น 11 สิงหาคม
“พายุจันหอม” พัฒนามาจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง และได้รับการตั้งชื่อเป็น Chan-hom ตามบัญชีชื่อพายุของคณะกรรมการไต้ฝุ่น ESCAP/WMO โดยชื่อดังกล่าวเป็นชื่อที่ สปป.ลาวเสนอ และหมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่ง
ข้อมูลที่มีการติดตามล่าสุดระบุว่า พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ และมีแนวโน้มเข้าใกล้ชายฝั่งด้านมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่นในวันที่ 11 สิงหาคม โดยพื้นที่ทางตะวันออกของญี่ปุ่น โดยเฉพาะบริเวณโทโฮกุและคันโต เป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามผลกระทบจากฝน ลม และคลื่น
แบบจำลองพยากรณ์ยังมีความแตกต่างกันอยู่ในรายละเอียดของเส้นทางและกำลัง เนื่องจากพายุเคลื่อนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีระบบความกดอากาศและวงหมุนมรสุมขนาดใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงไม่ควรตีความเส้นทางพยากรณ์ล่วงหน้าหลายวันว่าเป็นเส้นทางที่แน่นอน สิ่งที่ยืนยันได้ในเวลานี้คือ ญี่ปุ่นเป็นพื้นที่ที่ต้องติดตามผลกระทบจากจันหอมโดยตรง ขณะที่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในแนวเส้นทางของพายุลูกนี้

พายุ “เผ่ย์โหล่ว” หมายเลข 16
อีกลูกที่น่าสนใจคือ “พายุเผ่ย์โหล่ว” หรือ Peilou ซึ่ง JMA จัดเป็นพายุหมายเลข 16 ตามลำดับชื่อพายุของฤดูกาล ชื่อ Peilou เป็นชื่อที่เขตบริหารพิเศษมาเก๊าเสนอ หมายถึงนกปากช้อน
พายุลูกนี้กำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก และแนวโน้มหลักคือเคลื่อนออกไปจากพื้นที่แผ่นดินสำคัญ ก่อนจะเปลี่ยนทิศไปทางตะวันออกเฉียงเหนือและอ่อนกำลังลง ดังนั้น ณ ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชี้ว่า Peilou จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย และไม่ได้เป็นภัยโดยตรงต่อประเทศไทย

หลายคนสงสัย “ทำไมเอลนีโญแล้วไทยยังฝนตก?”
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย ความจริงที่ดูเหมือนสวนทางกับความเข้าใจทั่วไปกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน ด้านหนึ่ง El Niño กำลังเกิดขึ้นจริง NOAA ระบุในรายงานวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ว่า El Niño ยังคงดำเนินอยู่ โดยค่า Niño-3.4 ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ +1.2 องศาเซลเซียส และคาดว่าจะมีกำลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี ขณะที่ WMO ระบุว่า El Niño กำลังส่งอิทธิพลต่อรูปแบบอุณหภูมิและฝนทั่วโลก
แต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศไทยยังคงมีฝนตกจำนวนมากในหลายพื้นที่
ไขข้อข้องใจ “เอลนีโญ” ไม่ได้เป็นสวิตช์เปิด–ปิดฝนไทย
ในประเด็นนี้ ดร.วัฒนา กันบัว นักอุตุนิยมวิทยาผู้มีประสบการณ์ด้านอุตุนิยมวิทยาทางทะเล ชี้ให้เห็นว่า El Niño เป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่สามารถเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของฝนในหลายภูมิภาค ไม่ใช่กลไกที่กำหนดสภาพอากาศของประเทศหนึ่งประเทศใดแบบตายตัว โดย ดร.วัฒนา ได้เขียนอธิบาย เจาะลึกกลไกฝนเมืองไทย ทำไม “เอลนีโญ” ถึงสลายความจริงเรื่องภัยแล้งในฤดูฝน? ไว้ดังนี้
เมื่อช่วงต้นปีมักจะมีกระแสข่าวลือและอุณหภูมิความวิตกกังวลพุ่งสูงขึ้นเกี่ยวกับการมาถึงของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” (El Niño) โดยหลายฝ่ายคาดการณ์ไปในทางเดียวกันว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับภัยแล้งอย่างหนักหน่วง น้ำในเขื่อนจะแห้งขอด และปริมาณฝนจะหายไป ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงกลางปีต่อเนื่องถึงปลายฤดูฝน ภาพที่เกิดขึ้นจริงกลับตรงกันข้าม ทั้งปริมาณฝนที่ตกชุกหนาแน่น น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากหลายพื้นที่

ทำไมข้อสันนิษฐานเรื่องเอลนีโญถึงไม่ได้ทำให้ไทยแล้งอย่างที่หลายคนกลัว?
คำตอบที่ถูกต้องตามหลักอุตุนิยมวิทยาและภูมิศาสตร์กายภาพอยู่ที่ “กลไกการเกิดฝนของประเทศไทย” ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและไม่ได้พึ่งพากระแสลมค้าเหมือนพื้นที่อื่นในโลก
1. ลมค้า (Trade Winds) ไม่ใช่ปัจจัยหลักของฝนเมืองไทย
ปรากฏการณ์เอลนีโญเป็นความแปรปรวนของระบบบรรยากาศและมหาสมุทรระดับโลก (Global Scale) ที่เกิดจากการผ่อนกำลังลงของ ลมค้า บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตร ทำให้น้ำอุ่นไหลย้อนไปทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตลมค้า เช่น ประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ หรือประเทศเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก
สำหรับประเทศไทย แม้สภาวะเอลนีโญอาจมีส่วนทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลและความชื้นในภาพรวมแปรปรวนไปบ้าง แต่ ประเทศไทยไม่ได้ตั้งอยู่ในแนวอิทธิพลหลักของลมค้าในการสร้างฝนช่วงฤดูฝน การนำโมเดลการพยากรณ์ระดับโลกมาตัดสินว่าไทยต้องแล้งจัด จึงเป็นการมองข้ามกลไกอุตุนิยมวิทยาเขตร้อนระดับภูมิภาค (Regional Tropical Meteorology) ไปอย่างสิ้นเชิง
2. สามเสาหลักผู้สร้างฝนตัวจริงของประเทศไทย
ในฤดูฝนของไทย (พฤษภาคม – ตุลาคม) มีเครื่องจักรกลทางบรรยากาศ 3 ตัวหลักที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อหอบนำความชื้นและสร้างปริมาณฝนสะสมมหาศาล โดยทำงานเป็นอิสระและทรงอิทธิพลยิ่งกว่าความแปรปรวนของเอลนีโญ
• ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ (Southwest Monsoon): เกิดจากความแตกต่างของอุณหภูมิและความกดอากาศระหว่างทวีปเอเชียกับมหาสมุทรอินเดีย พัดหอบเอาความชื้นปริมาณมหาศาลจากมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามันเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงตลอดฤดู นำฝนมาตกปะทะแนวเทือกเขาและกระจายความชื้นไปทั่วทุกภาค
• ร่องความกดอากาศต่ำ หรือ ITCZ (Intertropical Convergence Zone): แนวพะทะของกระแสลมที่พัดเข้าหากัน บังคับให้อากาศยกตัวขึ้นในแนวดิ่งอย่างรุนแรงและก่อให้เกิดเมฆฝนฟ้าคะนองหนาแน่น ร่อง ITCZ นี้จะแกว่งตัวตามแนวการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ โดยจะ พาดผ่านประเทศไทยโดยตรงในช่วงเดือนสิงหาคม กันยายน และตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีฝนตกชุกหนาแน่นที่สุดและมีปริมาณฝนสะสมสูงที่สุดของปีอย่างเป็นระบบ
• พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclones): พายุหมุนที่ก่อตัวในทะเลจีนใต้หรือมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือตอนล่าง ที่เคลื่อนตัวตามแนวร่องความกดอากาศต่ำเข้ามาทางทิศตะวันตก เข้าสู่ประเทศเวียดนาม ลาว และไทย หรือแม้กระทั่งพายุที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศจีนตอนใต้แต่ช่วยดึงร่องมรสุมให้มีกำลังแรงขึ้น เพียงแค่พายุเคลื่อนเข้าใกล้เพียง 1–2 ลูก ก็สามารถสร้างฝนตกหนักและเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำได้อย่างมหาศาล
รู้ทันอุตุนิยมวิทยา ลดตื่นตระหนกจากข่าวลือ
การวิเคราะห์ลักษณะอากาศอย่างรอบด้านต้องอาศัยการมองภาพรวมทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่น ข่าวลือเรื่องภัยแล้งจากเอลนีโญในช่วงต้นปีมักเกิดจากการตีความปรากฏการณ์ระดับกว้างโดยลืมคำนึงถึงโครงสร้างภูมิอากาศของไทย
เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน ระบบลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้และการพาดผ่านของร่อง ITCZ ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม จะเข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการควบคุมปริมาณฝน ซึ่งชดเชยความแห้งแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญได้อย่างสิ้นเชิง การเข้าใจหลักวิทยาศาสตร์บรรยากาศอย่างถูกต้อง จึงเป็นเกราะป้องกันข่าวลือและช่วยให้เราวางแผนรับมือกับสภาวะอากาศจริงได้อย่างแม่นยำ





