เปิด 10 ชุมชนต้นแบบ คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต

11 ก.ย. 2569 - 13:15

  • เรื่องราวของ 10 ชุมชนต้นแบบ ที่สะท้อนหลากหลายแนวทางการจัดการน้ำตามบริบทของพื้นที่ ทั้งการฟื้นฟูแหล่งน้ำ การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี การต่อยอดภูมิปัญญา และการสร้างเครือข่ายรับมือภัยพิบัติ

เปิด 10 ชุมชนต้นแบบ คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต

จุฬาฯ ชี้ไทยไม่ได้ขาดข้อมูลเรื่องน้ำ แต่ต้องเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นการปฏิบัติ

ประเทศไทยอาจมีทั้งข้อมูลน้ำ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อสภาพภูมิอากาศสุดขั้วทำให้ฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้นลง น้ำหลากและภัยแล้งเกิดขึ้นซ้ำซ้อน การรับมือด้วยการรอให้เกิดเหตุแล้วจึงแก้ไขอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

โจทย์สำคัญจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลน้ำมากขึ้นเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าคนในพื้นที่สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ก่อนเกิดภัยได้หรือไม่ และชุมชนสามารถจัดการน้ำของตัวเองได้มากแค่ไหน ประเด็นนี้ถูกหยิบขึ้นมาถอดบทเรียนในงาน Water Resilience Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “WATER SMART COMMUNITIES – คนเปลี่ยนน้ำ น้ำเปลี่ยนอนาคต (From Local Action to National Resilience)” ซึ่งจัดโดย “ศูนย์กันก่อนท่วม” คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเครือข่ายภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคชุมชน และภาคเอกชน

“ชุมชน” ไม่ใช่แค่ผู้รอรับความช่วยเหลือ

green-space-10-water-smart-communities-water-future-1.jpg

ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ชุมชนเป็นส่วนสำคัญในการเรียนรู้ ปรับตัว อยู่กับน้ำ ป้องกันภัย และเปลี่ยนน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด แทนที่จะปล่อยให้น้ำกลายเป็นเพียงต้นเหตุของความสูญเสียทางเศรษฐกิจ การจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพจึงต้องผสานนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับพลังของคนในพื้นที่ ทั้งระบบเตือนภัยล่วงหน้า การฝึกอบรม และการสร้างเครือข่ายชุมชนให้มีความพร้อมอยู่เสมอ

ขณะที่ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะประธานศูนย์กันก่อนท่วม ชี้ว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อน้ำ โดยมองน้ำเป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างเศรษฐกิจและโอกาสได้ หากมีการจัดเก็บและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ในทางกลับกัน หากจัดการไม่ดี น้ำสามารถกลายเป็นความเสี่ยงที่กระทบทั้งคุณภาพชีวิตและความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

10 ชุมชนต้นแบบพลิกวิกฤตสู่ความมั่นคง

1. เชียงดาว จ.เชียงใหม่ — คนต้นน้ำสร้างอนาคตร่วมกัน

ฝายส่งน้ำ คนส่งต่อความยั่งยืน สู่ชุมชนที่เข้มแข็งด้วยพลังของคนในพื้นที่ จะสร้างฝายให้แข็งแรง ต้องสร้างพลังของคนในชุมชนไปพร้อมกันเพื่อความยั่งยืน

เกษรา ใจดี เลขานุการกองทุนกลุ่มผู้ใช้น้ำทุ่งเจ้า โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่เชียงดาว เล่าถึงความเป็นมาของโครงการฯ ว่า ที่บ้านโรงวัว ตำบลเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ “ฝายทุ่งเจ้า” เป็นฝายการเกษตรที่ส่งน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูกของชุมชน แต่เมื่อได้รับความเสียหายจากน้ำป่าไหลหลาก จนไม่สามารถยกระดับน้ำเข้าสู่คลองส่งน้ำได้ ชาวบ้านจึงต้องใช้กระสอบขวางลำน้ำเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราว

green-space-10-water-smart-communities-water-future-2.jpg


ชุมชนจึงประสานความร่วมมือกับ อบต.เชียงดาว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อปรับปรุงฝายเดิมให้แข็งแรงขึ้น ด้วยการทำโครงสร้างฝายคอนกรีต ขนาดกว้าง 10 เมตร ทับฝายเดิม และเสริมกล่องเกเบี้ยนริมตลิ่ง โดยคนในพื้นที่มีส่วนร่วมตั้งแต่แจ้งปัญหา สำรวจพื้นที่ ไปจนถึงร่วมลงแรงปรับปรุงฝายรวม 140 แรงงาน

หลังการปรับปรุง ชุมชนยังร่วมกันกำหนด กฎระเบียบการใช้น้ำ ตั้งคณะกรรมการน้ำ และเตรียมจัดตั้งกองทุนน้ำ เพื่อให้คนในพื้นที่สามารถบริหารจัดการและดูแลระบบน้ำได้ต่อเนื่อง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม 2569 คาดว่าฝายจะช่วยผันน้ำประมาณ 310,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี สู่พื้นที่เกษตรประมาณ 543 ไร่ ครอบคลุม 82 ครัวเรือน เพิ่มโอกาสในการเพาะปลูก และคาดว่าจะสร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชนประมาณปีละ 1 ล้านบาท

แม้สุดท้าย “ฝาย” ช่วยจัดการน้ำ แต่ “คน” คือผู้ทำให้การจัดการน้ำนั้นยั่งยืน นี่จึงไม่ใช่เพียงการซ่อมฝาย แต่คือการสร้างระบบบริหารจัดการน้ำที่ชุมชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมใช้ และร่วมดูแล เพื่อสร้างทั้งความมั่นคงด้านน้ำและความเข้มแข็งของชุมชนไปพร้อมกัน

2. บุรีรัมย์ — คนเปลี่ยนคน เปลี่ยนน้ำ เปลี่ยนอนาคต

‘อุ้ม’ คนึงนิตย์ ชะนะโม เกษตรกรรุ่นใหม่ ผู้ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ๙ ดี ศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรอัจฉริยะบนพื้นที่ 500 ไร่ ที่บ้านลุงม่วง ต.โคกล่าม อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ที่ผสานพลังภูมิปัญญาชาวบ้านกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ สร้างความมั่นคงทางอาหารและอาชีพที่ยั่งยืนให้ชุมชน

จุดเริ่มต้นจากการกลับมาเรียนรู้พื้นที่บ้านเกิด ผ่านความสัมพันธ์ของ “ดิน น้ำ ข้าว” ทดลองปลูกและเลือกพันธุ์ข้าวให้เหมาะกับสภาพพื้นที่ พร้อมเรียนรู้ การบริหารจัดการพื้นที่และน้ำ โดยใช้ระบบ “แก้มลิง” เก็บกักน้ำไว้ใช้ในการเกษตรและรับมือกับภาวะภัยแล้ง ควบคู่กับการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบน้ำและการเพาะปลูก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต

green-space-10-water-smart-communities-water-future-4.jpg



จากการเรียนรู้และลงมือทำในพื้นที่ของตัวเอง ความรู้ค่อย ๆ ขยายจาก “คนเดียว” สู่ “เครือข่าย” เกิดการรวมกลุ่มชาวนาไทอีสาน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ อนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าว ก่อนต่อยอดสู่พื้นที่เรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ เปิดโอกาสให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่การปลูก แปรรูป ไปจนถึงการสร้างรายได้จากผลผลิต

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการนำ “น้ำ” มาเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญของการสร้าง ชุมชนเข้มแข็ง เมื่อคนในพื้นที่มีทั้งความรู้ สามารถจัดการทรัพยากรให้เหมาะกับพื้นที่ มีความมั่นคงทางอาหาร สร้างรายได้ และส่งต่อองค์ความรู้ระหว่างกัน ก็ช่วยเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตัวเองและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น

จาก “คนหนึ่งคน” สู่ “เครือข่าย” จาก “การจัดการน้ำ” สู่ “การจัดการทรัพยากร” และจากองค์ความรู้ในพื้นที่ สู่ความเข้มแข็งของทั้งชุมชน

3. แพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม — น้ำสร้างมิตร สร้างเศรษฐกิจชุมชน

กว่า 20 ปีที่ชุมชนแพรกหนามแดง จ.สมุทรสงคราม ต้องเผชิญความขัดแย้งเรื่องการจัดการน้ำ พื้นที่ฝั่งน้ำจืดใช้ประโยชน์จากน้ำเพื่อทำนา ทำสวน และเลี้ยงปลาน้ำจืด ขณะที่พื้นที่ฝั่งน้ำเค็มพึ่งพาน้ำสำหรับการเลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำ เมื่อการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเพื่อแก้ปัญหาให้ฝั่งหนึ่ง กลับสร้างผลกระทบให้อีกฝั่ง ปัญหาเรื่อง “น้ำ” จึงค่อย ๆ กลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง “คน”

ปัญญา โตกทอง ปราชญ์ชาวบ้านชุมชนแพรกหนามแดง และเครือข่ายประชาคมคนรักแม่กลอง จึงเริ่มเปลี่ยนวิธีคิดจากการหาว่า “ใครผิด” มาเป็นการชวนคนทั้งสองฝั่งกลับมามอง “ปัญหา” ร่วมกัน ภายใต้แนวคิดสำคัญว่ามองปัญหาเป็นศัตรูไม่ใช่มองคนเป็นศัตรู

จากคนที่เคยอยู่ต่างฝั่ง จึงเริ่มกลับมาพูดคุย เปิดเวที เก็บข้อมูล และใช้งานวิจัยชุมชน เพื่อทำความเข้าใจทั้งธรรมชาติของน้ำและความต้องการของคนในพื้นที่ จนองค์ความรู้จากชาวบ้านถูกนำมาต่อยอดเป็น ประตูระบายน้ำบานหับเผย ที่เปิด–ปิดตามธรรมชาติของน้ำ ช่วยให้การจัดการน้ำสอดคล้องกับระบบนิเวศและวิถีของชุมชนมากขึ้น ช่วยลดความขัดแย้งเรื่องการใช้น้ำ ระหว่างชาวบ้านฝั่งน้ำจืด และฝั่งน้ำเค็ม-น้้ำกร่อย เกื้อหนุนอาชีพ สร้างรายได้และเศรษฐกิจชุมชนที่ยั่งยืน

ทว่า สิ่งสำคัญกว่าตัวนวัตกรรม คือกระบวนการที่ทำให้คนต่างฝั่งน้ำกลับมาสร้างทางออกร่วมกัน จากความรู้ของคนในพื้นที่ ผสานกับงานวิจัยและความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ จนแนวทางดังกล่าวถูกนำไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่อื่น แพรกหนามแดงจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนว่า การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนอาจไม่ได้เริ่มจากการทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือการทำให้ “คนที่คิดต่าง” สามารถกลับมามองปัญหาเดียวกัน และร่วมกันสร้างทางออกที่เหมาะกับพื้นที่ เพราะเมื่อเลิกมอง “คน” เป็นปัญหา ความขัดแย้งกว่า 20 ปี ก็สามารถเปลี่ยนเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือได้

4. ตาหลังใน จ.สระแก้ว — แพลตฟอร์มดิจิทัลปักหมุดพร้อมรับภัยพิบัติ

ก่อนจะถามว่า “ต้องสร้างอะไรเพิ่ม?” บางครั้งคำถามแรกของการจัดการน้ำ อาจเป็น “เรารู้จักน้ำในพื้นที่ของเราดีพอหรือยัง?”

นี่คือจุดเริ่มต้นของชุมชนตำบลตาหลังใน อำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว พื้นที่ที่เผชิญทั้งน้ำแล้งและน้ำหลาก ขณะที่ปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อยกว่าความต้องการ แหล่งน้ำสำรองเดิมบางส่วนไม่ได้รับการฟื้นฟู และพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่นอกเขตชลประทาน

ในปี 2565 ชุมชนจึงเริ่มต้นจาก “การรู้จักพื้นที่ของตัวเองผ่านข้อมูล” โดย ชูศรี แนวสุข ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลตาหลังใน ผู้นำชุมชน และองค์การบริหารส่วนตำบลร่วมกันเก็บข้อมูลแหล่งน้ำ เส้นทางน้ำ โครงสร้างน้ำ และการใช้น้ำ พร้อมเรียนรู้การจัดทำผังน้ำ เพื่อนำข้อมูลจริงมาวิเคราะห์และวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

หนึ่งในเครื่องมือที่เข้ามาสนับสนุนกระบวนการนี้คือ ระบบปักหมุดข้อมูลชุมชนโคพิน (COPIN) แพลตฟอร์มดิจิทัลปักหมุด จัดเก็บ และบริหารจัดการฐานข้อมูลชุมชน ซึ่งพัฒนาร่วมกันระหว่าง สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ MIT Urban RISK Lab ซึ่งชุมชนนำมาใช้จัดเก็บข้อมูลและปักพิกัดปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่ ข้อมูลกลุ่มเปราะบาง รวมถึงปัญหาแหล่งน้ำ ก่อนรวบรวมเป็นฐานข้อมูลและนำไปประสานกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. เพื่อเข้ามาสนับสนุนองค์ความรู้และร่วมวางแนวทางบริหารจัดการน้ำของชุมชนอย่างเป็นระบบ

จากการสำรวจยังพบว่า ทุกหมู่บ้านพึ่งพาน้ำประปาบาดาลเป็นหลัก และมักมีน้ำประปาไม่เพียงพอในช่วงเดือนธันวาคม–เมษายน ขณะที่ประมาณ 70% ของพื้นที่เกษตรปลูกข้าวโพดและอ้อยซึ่งเป็นพืชใช้น้ำมาก และเมื่อคำนวณ สมดุลน้ำ (Water Balance) พบว่า ความต้องการใช้น้ำของตำบลสูงกว่าน้ำต้นทุนประมาณ 10%

เมื่อรู้ว่า “น้ำมีเท่าไร อยู่ที่ไหน และต้องการใช้เท่าไร” ชุมชนจึงสามารถจัดลำดับการแก้ปัญหาจากน้ำอุปโภค น้ำบริโภค ไปสู่น้ำเพื่อการเกษตร พร้อมวางแผนฟื้นฟูและเชื่อมโยงแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อเก็บน้ำในฤดูฝนไว้ใช้ในฤดูแล้งและลดการพึ่งพาน้ำบาดาล



สำหรับปี 2569 มีแผนฟื้นฟูสระหนองปรือ ขุดลอกคลองตาหลังในและตะกอนหน้าฝาย รวมถึงติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมท่อส่งน้ำระยะทาง 760 เมตร โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 4 หมู่บ้าน 426 ครัวเรือน 1,566 คน ชุมชนตำบลตาหลังในจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า “ข้อมูล” ไม่ได้มีไว้เพียงบอกว่าปัญหาอยู่ตรงไหน แต่ช่วยให้ชุมชนมองเห็นปัญหาของตัวเอง เชื่อมต่อองค์ความรู้และความร่วมมือ ก่อนเปลี่ยนสิ่งที่ค้นพบให้กลายเป็นแผนบริหารจัดการน้ำที่ตอบโจทย์พื้นที่

เพราะเมื่อชุมชน “รู้จักน้ำ” ของตัวเอง ก็สามารถเปลี่ยนข้อมูลเป็นแผน และเปลี่ยนแผนเป็นความพร้อม เพื่อมุ่งสู่การบริหารจัดการน้ำได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน

5. นครปฐม — พลิกวิกฤตน้ำ สร้างมูลค่า เพิ่มรายได้ชุมชน

“น้ำ” อาจไม่ได้มีมูลค่าเป็นตัวเงินในทันที แต่เมื่อไหลผ่านพื้นที่ที่รู้จักใช้ รู้จักรักษา และรู้จักต่อยอด น้ำสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนที่สร้างมูลค่าให้กับชุมชนได้

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจอยู่ที่จังหวัดนครปฐม บ้านของ “ส้มโอนครชัยศรี” ผลไม้ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงมายาวนาน และได้รับการขึ้นทะเบียน “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ GI โดยพื้นที่การผลิตเชื่อมโยงกับลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศ ดิน และแหล่งน้ำในพื้นที่

แต่สิ่งที่ทำให้ส้มโอนครชัยศรีเดินทางไกลกว่าการเป็นเพียงผลไม้ขึ้นชื่อ ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เบื้องหลังคือการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ โดย คุณประวิทย์ บุญมี และเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนส้มโอมณฑลนครชัยศรี มีบทบาทในการรักษาและพัฒนาส้มโอพันธุ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะพันธุ์ขาวน้ำผึ้งและทองดี พร้อมพัฒนามาตรฐานการผลิต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค

จากผลผลิตในสวนจึงค่อย ๆ ถูกต่อยอดไปสู่ GI และมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) รวมถึงการพัฒนาช่องทางตลาดที่หลากหลาย ทั้งการจำหน่ายจากสวน ร้านค้า ปั๊มน้ำมัน จุดท่องเที่ยว ตลาด ห้างสรรพสินค้า และช่องทางออนไลน์ ตลอดจนความพยายามในการต่อยอดส้มโอไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูป เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้มากกว่าการขายผลสดเพียงอย่างเดียว

เรื่องราวของส้มโอนครชัยศรี สะท้อนว่า “น้ำ” เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยในช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 เคยสร้างความเสียหายอย่างหนักให้สวนส้มโอในพื้นที่ เกษตรกรจำนวนมากต้องเริ่มต้นฟื้นฟูสวนใหม่ พร้อม ๆ กับการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อรับมือสถานการณ์น้ำ สร้างระบบเตือนภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ และเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำระหว่างพื้นที่อย่างเป็นระบบ ช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วม ส่งผลให้พื้นที่ปลูกและเครือข่ายการผลิตค่อย ๆ กลับมาอีกครั้ง



ผลไม้ GI ของ จ.นครปฐม นอกจากส้มโอนครชัยศรีแล้ว ยังมีมะพร้าวน้ำหอมสามพราน และฝรั่งสามพราน ที่สร้างมูลค่าเพิ่มโดยมีรายได้รวม 1,255 ล้านบาท หรือ 2.6 เท่า เมื่อเทียบกับก่อนเป็น GI บทเรียนจากนครชัยศรีจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของการสร้างสินค้า GI แต่คือการมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง “น้ำ พื้นที่ คน เศรษฐกิจ” เพราะการมีน้ำและทรัพยากรธรรมชาติที่เหมาะสม อาจเป็นต้นทุนสำคัญของพื้นที่ แต่สิ่งที่เปลี่ยนต้นทุนนั้นให้กลายเป็นมูลค่า คือการที่คนในชุมชนรู้จักรักษาคุณภาพ รวมกลุ่มสร้างมาตรฐาน พัฒนาตลาด และต่อยอดสิ่งที่ตัวเองมี

เมื่อน้ำหล่อเลี้ยงผลผลิต และคนช่วยกันต่อยอดคุณค่า สิ่งที่เติบโตจึงไม่ใช่เพียง “ส้มโอ” แต่คือเศรษฐกิจและความเข้มแข็งของชุมชน

6.เครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) จ.นครศรีธรรมราช - ชุมชนเข้มแข็งพร้อมรับมือภัยพิบัติ

“... เราต้องช่วยประชาชนให้เขาไม่เดือดร้อนนะ คุณโกเมศร์ต้องฝึกประชาชนให้ช่วยเหลือตัวเองด้วยนะ ต้องฝึกเด็กเยาวชนด้วยนะ… ให้เกาะขันธ์เป็นต้นแบบเครือข่ายชุมชนเตือนภัยทำงานร่วมกับมูลนิธิ และ สสน.”



พระรับสั่ง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ต่อ โกเมศร์ ทองบุญชู ประธานต้นแบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ต.เกาะขันธ์ อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช เมื่อครั้งเสด็จไปทอดพระเนตรการฝึกซ้อมแผนรับมือ และเผชิญเหตุอุทกภัยของเครือข่ายเตือนภัยพิบัติฯ ต.เกาะขันธ์ จ.นครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2562

เครือข่ายเตือนภัยพิบัติฯ ต.เกาะขันธ์ เป็นหนึ่งใน 19 เครือข่ายชุมชนเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)  ที่มีอยู่ทั่วประเทศ อันเนื่องมาจากพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา องค์ประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่ต้องการให้มูลนิธิฯ ขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งในการรับมือและจัดการกับภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัย ด้วยชุมชนเองได้อย่างเหมาะสมและทันท่วงที 

ปี 2562 มูลนิธิฯ ยกระดับให้เครือข่ายเตือนภัยพิบัติฯ ต.เกาะขันธ์ เป็น “ต้นแบบเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภา)” เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็ง สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามเกิดภัยพิบัติได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีศักยภาพในการช่วยเหลือชุมชนอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของทีมอาสาสมัครภาคประชาชน 

ด้วยประสบการณ์ในการทำงานอาสาสมัครจัดการภัยพิบัติมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี เครือข่ายเตือนภัยพิบัติฯ ต.เกาะขันธ์ มีองค์ความรู้ในการฝึกอบรมพัฒนาทักษะอาสาสมัคร และการบริหารจัดการภัยพิบัติโดยใช้ชุมชนเป็นฐานในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ (CBDRM)

โกเมศร์ เป็นหนึ่งในเครือข่ายชุมชนเตือนภัยฯ ที่เป็นกำลังสำคัญของมูลนิธิฯ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในช่วงของการบรรเทาทุกข์ระหว่างเกิดอุทกภัย และยังร่วมกับมูลนิธิฯ อย่างเข้มแข็งในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมชุมชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการภัยพิบัติให้กับชุมชนท้องถิ่น เกิดการถ่ายทอดและขยายผลไปสู่พื้นที่อื่น ปัจจุบัน มี 28 ชุมชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ที่ได้รับการจัดตั้งเป็น “เครือข่ายการจัดการภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ)” โดยมีเป้าหมายที่จะขยายเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

เมื่อภัยพิบัติอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ การสร้าง “ชุมชนที่พร้อมรับมือ” จึงเป็นหัวใจสำคัญของการลดความสูญเสีย

7.เครือข่ายเยาวชนโครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ชุมชนบ้านป่าพะยอม จ.พัทลุง – ศึกษาพื้นที่ ฟื้นฟูระบบนิเวศ

เมื่อวิกฤตน้ำท่วมผ่านพ้นไป ผลกระทบอาจไม่ได้จบลงพร้อมกับระดับน้ำ แต่ยังทิ้งสารปนเปื้อนที่ถูกพัดพาและสะสมอยู่ในน้ำ ดิน และระบบนิเวศปลายน้ำ

“น้องอุ้ม” เศกศักดิ์ เอียดนุช นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขากายอุปกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เยาวชนโครงการพี่นำน้องรักษ์น้ำ ชุมชนบ้านป่าพะยอม จ.พัทลุง จึงนำแนวพระราชดำริด้าน “การจัดการน้ำอย่างบูรณาการ” มาศึกษาผลกระทบก่อนและหลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ ตั้งแต่ป่าต้นน้ำเทือกเขาบรรทัด บ้านบางเหรียง อ.ป่าพะยอม สู่พื้นที่ปลายน้ำทะเลน้อย อ.ควนขนุน จ.พัทลุง

จากการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ สู่การตรวจคุณภาพน้ำ ดิน และไมโครพลาสติกในพื้นที่ปลายน้ำ ผลการศึกษาพบว่า หลังวิกฤตน้ำท่วม โลหะหนักและไมโครพลาสติกในพื้นที่ทะเลน้อยเพิ่มสูงขึ้น จากสารปนเปื้อนที่ถูกน้ำพัดพามาจากพื้นที่ชุมชนและเกษตรกรรม ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนิเวศและสุขภาพของชาวบ้านในชุมชนในระยะยาว

การทำงานจึงต่อยอดจากการศึกษาไปสู่การฟื้นฟู โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย กำจัดจอกหูหนูยักษ์และไมยราบยักษ์ พืชต่างถิ่นรุกรานที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำ พร้อมศึกษาศักยภาพของ “สาหร่ายข้าวเหนียว” พบว่า พื้นที่ที่มีแสงแดดเพียงพอ และมีการปนเปื้อนของโลหะหนักในระดับต่ำ จะมีศักยภาพในการดูดซับ CO₂ และกักเก็บคาร์บอนในรูปชีวมวลได้สูงกว่า โดยการสำรวจเมื่อเดือนมกราคม 2568 พบการขยายพันธุ์ของสาหร่ายข้าวเหนียวประมาณ 2.5 ไร่ มีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนประมาณ 829.44 กิโลกรัม ซึ่งนอกจากช่วยลดโลกร้อนผ่านการกักเก็บคาร์บอนแล้ว ยังช่วยกรองน้ำและควบคุมปริมาณสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในแหล่งน้ำนิ่งได้อีกด้วย 

โครงการนี้มีผู้ได้รับประโยชน์รวม 1,170 คน และสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า “น้ำทุกสายเชื่อมถึงกัน” การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนจึงต้องมองความสัมพันธ์ตั้งแต่ ต้นน้ำ–ปลายน้ำ–ระบบนิเวศ–ชุมชน ให้เป็นระบบเดียวกัน

8.โครงการพัฒนาพื้นที่สระบ่อดินขาว จ.นครสวรรค์ - จากแหล่งขุดดินทิ้งร้าง สู่แหล่งน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตชุมชน

จากพื้นที่ขุดดินที่ถูกทิ้งร้าง จะกลับมาเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนได้อย่างไร?

โครงการพัฒนาพื้นที่สระบ่อดินขาว อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำพระราชทาน เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะยาว และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

“สระบ่อดินขาว” คือหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การรับมือปัญหาภัยแล้งไม่ได้จบอยู่แค่การมี “สระน้ำ” แต่ต้องมองไปถึงระบบน้ำและพื้นที่โดยรอบที่เชื่อมโยงกัน ในอดีต พื้นที่สระบ่อดินขาวกว่า 766 ไร่ เคยเป็นแหล่งขุดดินขาวสำหรับการผลิตปูนซีเมนต์ ก่อนถูกปล่อยทิ้งและกลายเป็นแอ่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ ประชาชนเริ่มเข้ามาตั้งบ้านเรือน ทำการเกษตร และใช้น้ำจากสระแห่งนี้ในการดำรงชีวิต

แต่เมื่อสภาพแวดล้อมโดยรอบเปลี่ยนแปลง ทางน้ำธรรมชาติถูกปิดกั้น และการระบายน้ำไม่เป็นระบบ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสระจึงไม่สม่ำเสมอ จนพื้นที่ต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งซ้ำซาก ปี พ.ศ. 2563 จึงเกิดโครงการพัฒนาพื้นที่สระบ่อดินขาวขึ้นภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพระคลังข้างที่ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในระยะยาว

การพัฒนาเริ่มตั้งแต่ ฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ ปลูกไม้ยืนต้น และพัฒนาแหล่งเก็บน้ำสำรอง เพื่อช่วยกักเก็บน้ำไว้ในพื้นที่ ควบคู่กับ การส่งเสริมเกษตรผสมผสาน เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เรียนรู้ และบริหารจัดการพื้นที่ รวมถึง การฟื้นฟูทางน้ำ ด้วยการขุดลอกคลองและปรับปรุงระบบการไหลของน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการเกษตร

ก่อนต่อยอดสู่ การพัฒนาพื้นที่รอบสระบ่อดินขาว ทั้งการปลูกไม้ท้องถิ่น ปรับปรุงภูมิทัศน์ สร้างพื้นที่กิจกรรม และส่งเสริมความรู้ให้คนในชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ จากบ่อดินทิ้งร้างจึงไม่ได้เปลี่ยนแค่เป็นแหล่งเก็บน้ำแต่กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อม น้ำ การเกษตร การเรียนรู้ และชุมชน เข้าด้วยกัน เพื่อให้ประชาชนมีน้ำสำหรับอุปโภค บริโภค และทำการเกษตรตลอดทั้งปี พร้อมต่อยอดสู่พื้นที่ต้นแบบของการพึ่งพาตนเอง

เพราะการรับมือภัยแล้งอย่างยั่งยืนอาจไม่ใช่การมองเพียงว่าเรามีน้ำอยู่เท่าไร แต่ต้องมองให้ครบว่า… เราจะบริหารจัดการน้ำและพื้นที่ที่มีอยู่ ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนได้อย่างไร

9. คลองเปรมประชากร กรุงเทพฯ — แก้น้ำ ต้องแก้คุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน

ถ้าการแก้ปัญหาน้ำท่วมของเมือง ไม่ได้เริ่มจากการสร้างทางให้น้ำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง “ที่ทาง” ให้คนอยู่ร่วมกับน้ำได้ดีขึ้นด้วย

บทเรียนสำคัญจากคลองเปรมประชากร คลองสายประวัติศาสตร์อายุกว่า 150 ปี ความยาวกว่า 50 กิโลเมตร ที่เชื่อมกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยา เข้าไว้ด้วยกัน เพราะเมื่อเมืองขยายตัว บ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างจำนวนมากรุกล้ำลำคลอง ทำให้ทางน้ำแคบลง ประสิทธิภาพการระบายน้ำลดลง รวมถึงเกิดปัญหาน้ำเสีย ขยะ และสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมขังเมื่อฝนตกหนัก

โครงการพัฒนาคลองเปรมประชากร เป็นโครงการนำร่องในการพัฒนา และฟื้นฟูแหล่งน้ำให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ประชาชนมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการพัฒนาแบบบูรณาการที่เชื่อมการจัดการน้ำเข้ากับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่การก่อสร้างเขื่อน ขุดลอกคลอง บำบัดน้ำเสีย และจัดระเบียบพื้นที่ริมคลอง ควบคู่กับการพัฒนาที่อยู่อาศัยผ่านโครงการ “บ้านมั่นคง” รวมถึงพื้นที่สีเขียว พื้นที่สาธารณะ และสาธารณูปโภคที่เหมาะสม

ขณะเดียวกัน คนในชุมชนยังเข้ามามีส่วนร่วมผ่านสหกรณ์เคหสถาน เพื่อร่วมบริหารจัดการที่อยู่อาศัยและดูแลคลองของตัวเอง เพื่อสร้างชุมชนน่าอยู่ ทำให้การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นกับ “น้ำ” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นกับ “คน” ไปพร้อมกัน รวมทั้งยังได้พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ให้คนในชุมชน สร้างชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน พร้อมขยายผลไปทุกชุมชนบริเวณริมคลองเปรมประชากร

คลองเปรมประชากรจึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เมือง ที่แสดงให้เห็นว่า การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนไม่ใช่เพียงการสร้างโครงสร้างเพื่อควบคุมน้ำ แต่คือการออกแบบให้น้ำ เมือง และคน สามารถพัฒนาไปด้วยกัน เพราะเมื่อเราคืนพื้นที่ให้คลอง เราก็สามารถคืนคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้คนได้พร้อมกัน

green-space-10-water-smart-communities-water-future-3.jpg

10. ทรงวาด กรุงเทพฯ — อยู่กับน้ำอย่างสร้างสรรค์

ถ้าชุมชนริมน้ำไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “รับมือน้ำ” กับ “สร้างเศรษฐกิจ” แต่สามารถทำทั้งสองอย่างไปพร้อมกันได้ล่ะ?

“ทรงวาด” ย่านเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เติบโตมากับการค้าและการขนส่งทางน้ำ ขณะเดียวกัน การอยู่ติดแม่น้ำก็ทำให้ชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะน้ำหนุนและน้ำเจ้าพระยาล้นตลิ่ง เคยมีน้ำทะลักเข้าท่วมขังช่วงน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือน ร้านค้า และธุรกิจในพื้นที่ 

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา กทม. ได้พัฒนาท่อระบายน้ำขนาดใหญ่บริเวณ ถ.ทรงสวัสดิ์ ถ.เยาวราช และ ถ.เจริญกรุง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังเรื้อรังและระบายน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วม โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชนริมน้ำในพื้นที่ ซึ่งดำเนินการแล้วประมาณ 90% รวมถึงการติดตามระดับน้ำเพื่อเตรียมพร้อมรับมือน้ำหนุน ช่วยให้ผลกระทบจากน้ำท่วมลดลงและน้ำสามารถระบายได้รวดเร็วกว่าในอดีต

แต่การปรับตัวของทรงวาดไม่ได้เกิดขึ้นกับเรื่อง “น้ำ” เพียงอย่างเดียว ช่วงวิกฤตโควิด ธุรกิจในย่านได้รับผลกระทบอย่างมาก แต่ภายหลังจากการระบาดเริ่มคลี่คลาย เทรนด์การท่องเที่ยวแบบ Slow Life ในย่านเมืองเก่า (Old Town) กลับมาได้รับความนิยม

ปี 2565 กลุ่มเมดอินทรงวาด (Made in Song Wat) นำโดย อุ๊ย-เกียรติวัฒน์ ศรีจันทร์วันเพ็ญ และผู้ประกอบการกว่า 10 ร้านค้าในย่าน ได้รวมตัวกันผลักดันให้ทรงวาดเป็นแลนด์มาร์คใหม่ ผ่านแนวคิด Old Meets New นำต้นทุนเดิมทั้งอาคารเก่า ธุรกิจดั้งเดิม ศาสนสถาน ซึ่งมีทั้งวัดพุทธ ศาลเจ้าจีน และมัสยิดอิสลาม รวมถึงวัฒนธรรม มาผสมผสานและต่อยอดกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทั้งคาเฟ่ แกลเลอรี ร้านอาหารสมัยใหม่ ที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เข้าด้วยกัน 

รวมถึงการจัดงาน Song Wat Week และเทศกาลแสงไฟประจำปีอย่าง Awakening Song Wat ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ฟื้นชีวิตให้ย่านทรงวาดกลับมาคึกคักและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับย่านอีกครั้ง 

ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 100 ร้านค้า มีนักท่องเที่ยวมาเยือนประมาณ 5,000 คนต่อวัน แต่หากเป็นวันหยุดหรือช่วงที่จัดกิจกรรมจะมีมากกว่าวันละ 10,000 คน สร้างรายได้ทั้งย่าน 10-40 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมกับมีแนวคิดในอนาคตที่มองว่า โครงสร้างป้องกันน้ำอาจทำได้มากกว่าแค่ “กันน้ำ” หากสามารถออกแบบให้เชื่อมกับพื้นที่สาธารณะ การเดินเท้า และกิจกรรมทางเศรษฐกิจริมแม่น้ำได้

ย่านทรงวาดจึงเป็นอีกหนึ่งบทเรียนของ Water Resilience ที่ชวนให้เห็นว่า การอยู่กับน้ำไม่ใช่แค่การป้องกันความเสี่ยง แต่คือการปรับตัวให้ชุมชนยังใช้ชีวิต รักษาอัตลักษณ์ และเติบโตไปพร้อมกับน้ำได้

จาก “ผู้ประสบภัย” สู่ “ผู้จัดการน้ำ”

บทเรียนจากทั้ง 10 พื้นที่มีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ไม่มีพื้นที่ใดรอคำตอบจากสูตรสำเร็จเพียงอย่างเดียว นี่คือการเปลี่ยนบทบาทของประชาชนจาก “ผู้ประสบภัย” เป็น “ผู้จัดการน้ำ” ที่ไม่ใช่การผลักภาระการจัดการน้ำให้ชุมชน แต่เป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้คนในพื้นที่มีข้อมูลและเครื่องมือมากพอที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับความเสี่ยงของตัวเอง เพื่อพร้อมรับมือเมื่อเกิดเหตุสุดขั้ว และ เปลี่ยนจากการ “รอรับภัย” ไปสู่การ “บริหารความเสี่ยง” พลิกจากทรัพยากรที่เคยสร้างความสูญเสีย ให้กลายเป็นต้นทุนสำคัญของความมั่นคง คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจในอนาคต

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์