ในที่สุด ครม.อนุทิน 2 ก็ยอมงอ นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มายืนยันให้สภาพิจารณาต่อ หลังเล่นชักเย่ออยู่นานและทำท่าจะหักดิบ ปล่อยให้ร่างกฎหมายตกไปตามกระบวนการในรัฐธรรมนูญ
แต่ประเมินอารมณ์สังคมแล้วไม่คุ้ม จึงนำมายืนยันเล่นกับกระแสไปก่อน จากนั้นค่อยไปคิดอ่านหาทางแก้กันเอาในสภา ซึ่งพอมีสัญญาณให้เห็นอยู่บ้างว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ฉบับที่ค้างอยู่ในวุฒิสภาจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน
เริ่มจากการแถลงของ รัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ในวันที่ ครม.ให้ความเห็นชอบนำร่างกฎหมายฉบับนี้มายืนยัน เธอยกข้อสังเกตส่วนราชการที่เกี่ยวข้องมาเอ่ยอ้างถึงมากมาย ไม่ว่าการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่ออากาศสะอาดที่ยังขาดความชัดเจน และอาจซ้ำซ้อนกับกรเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับกองทุนอื่น
นอกจากนั้น กองทุนฯ ยังไม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดตั้งกองทุนหมุนเวียน รวมทั้งความรับผิดชอบทางอาญาสูงมาก เมื่อเทียบเคียงกับกฎหมายต่างประเทศ
ถัดมา วุฒิชาติ กัลยาณมิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวคว่ำร่างกฎหมายในชั้นของ สว.โดยยืนยัน "ไม่เป็นความจริง" หากมีคำว่า "แต่" ตามหลังมาว่า
"เพียงแต่ในการพิจารณาต้องคำนึงถึงทุกฝ่าย ทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่ในร่างของสภาผู้แทนราษฎร ยังมีบางประเด็นที่วุฒิสภาไม่เห็นด้วย จึงมีความเป็นไปได้ที่จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภา เพื่อพิจารณาประเด็นที่เห็นต่าง"
สำหรับ สว.วุฒิชาติ ในสภาสูงย่อมทราบกันเป็นอย่างดีถึงความเป็นมือประสาน และเป็นผู้ที่คอยให้สัญญาญในเรื่องสำคัญ ๆ ที่เข้าสู่การพิจารณาของสภาสูง ดังนั้น การออกมาพูดถึงเรื่องตั้งกรรมาธิการร่วมสองสภา แม้จะเป็นกระบวนการทางกฎหมายปกติ
แต่นั่นเท่ากับว่า ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับนี้จะต้องสู้กันถึงฎีกา
กล่าวคือ เมื่อร่างฉบับที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร มีการแก้ไขในชั้นของวุฒิสภา ไม่ว่าจะแก้ไขมากหรือน้อย หลังผ่านการพิจารณาวาระ 3 แล้ว ต้องส่งกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้งว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขนั้นหรือไม่
โดยปกติหากเป็นการแก้ไขถ้อยคำเพียงเล็กน้อย ไม่กระทบกับสาระสำคัญ ส่วนใหญ่จะปล่อยให้ผ่านไป เพื่อไม่ให้การออกกฎหมายล่าช้า แต่หากสภาผู้แทนราษฎร ไม่เห็นด้วยกันการแก้ไขดังกล่าว ก็ต้องมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมสองสภาขึ้นพิจารณาดังว่า
จากนั้น เมื่อคณะกรรมาธิการร่วมสองสภาพิจารณาเสร็จแล้ว ก็ต้องนำกลับไปให้แต่ละสภายืนยันอีกครั้ง ซึ่งหากสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นด้วย ร่างนั้นก็จะตกไป ไม่สามารถนำไปประกาศใช้เป็นกฎหมายได้
ตรงนี้แหล่ะ ที่จะนำไปสู่ขั้นตอนที่เรียกว่า "ฎีกา"
โดยหากสภาผู้แทนราษฎร ยังยืนยันจะนำร่างฉบับของตัวเองประกาศใช้เป็นกฎหมาย ก็ต้องทิ้งไว้ 180 วัน จากนั้น ก็นำร่างมายืนยันด้วยเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยไม่ต้องผ่านวุฒิสภา
อารมณ์เดียวกับการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ที่แช่แข็งไว้ 180 วัน แล้วสภาผู้แทนราษฎรนำมายืนยันประกาศใช้ในเวลาต่อมานั่นแหล่ะ
เพียงแต่หนนี้ จะแตกต่างจากหนก่อน ตรงที่คนในรัฐบาล "ตั้งป้อม" ไม่เอาร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับนี้ แต่จำใจนำมายืนยันต่อสภาด้วยเหตุผลทางการเมือง
เพราะฉะนั้น วันนี้แม้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะได้ไปต่อ แต่ไม่ได้หมายถึงจะไปได้ตลอดรอดฝั่ง ดีไม่ดีอาจสะดุดหัวทิ่มหัวตำตั้งแต่ด่านแรกด้วยซ้ำ หากรัฐสภาลงมติไม่เห็นด้วยกับการนำร่างกฎหมายดังกล่าวมาพิจารณาต่อ
โอกาสที่ร่างกฎหมายฉบับนี้จะจอดป้ายไปไม่ถึงดวงดาวจึงเป็นไปได้สูงยิ่ง




