“Forced Labour” สหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าไทยร้อยละ 12.5 ... อ้างผลิตด้วยแรงงานบังคับพร้อมกับ 60 ประเทศทั่วโลก

8 มิ.ย. 2569 - 19:32

  • ไทยติดกลุ่มโดนภาษี 12.5% จาก 45 ประเทศที่สหรัฐฯ ตัดสินว่า "ล้มเหลว" ด้านมาตรการแรงงานบังคับ

  • เส้นตาย 24 ก.ค. 69 หากไม่ลงนาม ART ไทยเสียเปรียบแน่นอน — ต้องเจรจาก่อนสายเกินไป

  • ดุลการค้าไทย-สหรัฐฯ พุ่ง 5 หมื่นล้านดอลลาร์ คือเหตุผลหลักที่ทำให้ไทยตกเป็นเป้าโดยตรง

“Forced Labour” สหรัฐฯ เตรียมเก็บภาษีสินค้านำเข้าไทยร้อยละ 12.5 ... อ้างผลิตด้วยแรงงานบังคับพร้อมกับ 60 ประเทศทั่วโลก

แรงกระเพื่อมครั้งใหม่จากทำเนียบขาวกำลังจะเขย่าภาคการส่งออกไทยอีกรอบ! เมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมประกาศสงครามการค้าด้วยข้ออ้างสิทธิมนุษยชน งัดภาษีใหม่ "Forced Labour Tax" ไล่บี้เก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 12.5% กับคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย หลังเผชิญแรงกดดันกรณีการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทาน

ล่าสุด ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนผ่านบทความพิเศษ เจาะลึกเบื้องหลังเกมนโยบาย The America First ที่บีบให้ไทยต้องยอมแลกเพื่อรักษาเค้กก้อนโตในตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง!

ในบทความระบุว่า สหรัฐอเมริกาโดย ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ มอบหมายให้สนง.ผู้แทนการค้าสหรัฐฯหรือ “USTR” สอบสวนประเทศต่างๆ ซึ่งส่งสินค้าเข้าไปสหรัฐฯ ที่มีพฤติกรรมใช้แรงงานบังคับในการผลิตสินค้าโดยขาดมาตรการควบคุมไม่ให้มีการใช้แรงงานลักษณะบังคับให้ทำงานโดยไม่เต็มใจหรือสมัครใจ อาจมีการขู่เข็ญบังคับให้ทำงานหรือทำล่วงเวลาโดยไม่จ่ายค่าจ้างหรือจ่ายไม่ครบตามสิทธิ์ที่ควรจะได้ กรณีแรงงานต่างด้าวมีพฤติกรรมยึดพาสปอร์ตหรือเอกสารสำคัญและ/หรือมีการกัก ขัง หน่วงเหนี่ยว มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการค้ามนุษย์หลอกให้มาทำงานหรือทำงานไม่ตรงกับที่แจ้งไว้

มาตรการนี้ถูกผลักดันออกมาหลังศาลสูงสุด “US Supreme Court” มีคำสั่ง (20 ก.พ.69) ว่ามาตรการของ ปธน.ทรัมป์ เกี่ยวกับก่อนหน้านี้มีการเก็บภาษีนำเข้าโต้ตอบการขาดดุลกับประเทศต่างๆ “US Reciprocal Tariff” กรณีสินค้าไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าร้อยละ 19 เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย คำตัดสินนี้ทำให้มาตรการเก็บภาษีนำเข้ากับประเทศต่างๆ ที่ได้ดุลกับสหรัฐฯ ต้องถูกยกเลิกมีการประเมินว่าภาษีที่เก็บไปแล้วมีมูลค่ามากกว่า 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

หลังจากศาลสูงมีคำสั่งยกเลิกรัฐบาลสหรัฐฯ กลับมาใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้า “The Trade Act of 1974” เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในการประกาศใช้มาตรการภาษีนำเข้าฉุกเฉินได้สูงสุดร้อยละ 15 เป็นเวลา 150 วัน เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุลการชำระเงินที่รุนแรง โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ทรัมป์ได้ใช้มาตรานี้เรียกเก็บภาษีร้อยละ 10 ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคม หากจะขยายออกไปต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส นัยของการใช้กฎหมายนี้เพื่อเป็นเครื่องมือในการยังคงเก็บภาษีกับประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐ

สถานะล่าสุดรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์เตรียมใช้กฎหมาย Forced Labour Tax ภายใต้มาตรา 301 (1974) เพื่อไต่สวนและเตรียมเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมร้อยละ 10 - 12.5 จากคู่ค้ากว่า 60 ประเทศ รวมถึงไทยโดยอ้างเหตุผลพบการใช้แรงงานบังคับในห่วงโซ่อุปทานการผลิตและบริการ มอบให้สนง. ผู้แทนการค้า “USTR” เป็นผู้ไต่สวนประเทศที่ส่งออกสินค้าเข้าสหรัฐฯ โดยไม่เป็นธรรม โครงสร้างแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม แยกตามโครงสร้างภาษีแบบแบ่งระดับ (Tiered Tariff) เรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันโดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม  

กลุ่มแรกจำนวน 15 ประเทศเพดานภาษีนำเข้าร้อยละ 10 ในอาเซียนมีอินโดนีเซีย มาเลเซีย กัมพูชา ฯลฯ เหตุผลมีการดำเนินการบางอย่างเกี่ยวกับการควบคุมแรงงานบังคับแต่ยังไม่สมบูรณ์ สหรัฐฯ พิจารณาว่ากัมพูชาเริ่มพยายามปรับปรุงมาตรฐานเพียงแต่ยังมีความเสี่ยงในการใช้แรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

กลุ่มที่สองจำนวน 45 ประเทศเพดานภาษีนำเข้าร้อยละ 12.5 หลายประเทศในอาเซียนรวมทั้งเวียดนามและประเทศไทยติดอยู่ในกลุ่มนี้ เหตุผลสหรัฐฯ พิจารณาว่ามีความ “ล้มเหลว” ในการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ กรณีไทยได้อ้างว่ามีการเพิ่มความเข้มงวดและมีร่างกฎหมายใหม่แล้วแต่สหรัฐฯ ยังมองว่าไม่เพียงพอและไม่มีกฎหมายที่มีผลบังคับใช้จริง

มาตรการของสหรัฐฯ หลังจากล้มเหลวในการใช้ภาษีโต้ตอบทางการค้า หันมาใช้กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีกับประเทศที่ได้เปรียบดุลการค้าซึ่งประเทศต่างๆ จะต้องส่งข้อมูลคำให้การภายในวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 หลังจากนั้นสหรัฐฯ จะประกาศใช้มาตรการภาษีการใช้แรงงานบังคับสินค้าส่งออก “Force Labor Tax” ในวันที่ 24 กรกฎาคม เป็นการกำหนดกติกาการค้าโลกฝ่ายเดียวภายใต้นโยบาย The America First เพื่อลดการขาดดุลการค้ากับประเทศต่างๆ ประเทศไทยโดยกระทรวงพาณิชย์ระบุว่าสหรัฐฯ ไม่ติดใจการดูแลแรงงานบังคับเพียงแต่ไทยไม่มีกฎหมายและมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ ที่อาจมีการใช้แรงงานบังคับ โดยไทยจำเป็นจะต้องลงนามความตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ หรือ ART : Agreement on Reciprocal Trade เพื่อที่จะได้ไปอยู่ในกลุ่มเสียภาษีในอัตราต่ำ (ร้อยละ 10)

นอกจากนี้ไทยเป็น 1 ใน 16 ประเทศ ซึ่งถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งและกำลังถูกสอบสวนกล่าวหาเกี่ยวกับอัตรากำลังการผลิตของภาคอุตสาหกรรมสูงเกินความจำเป็น (Excess Manufacturing Capacity) อาจเสียภาษีสินค้านำเข้าเพิ่มเติมในอัตราสูง เป็นการกล่าวหาว่าไทยมีนโยบายสนับสนุนการผลิตเกินความต้องการของตลาดทำให้มีสินค้าส่วนเกินส่งออกไปสหรัฐอเมริกาในราคาที่ต่ำกระทบต่อุตสาห กรรมในประเทศ เช่น กลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ผลิตภัณฑ์จากยางพารา กลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ที่ทำจากพลาสติก ฯลฯ ข้อเท็จจริงกำลังการผลิตส่วนเกินของไทยปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำกว่าศักยภาพ อัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ล่าสุดเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 64.61

เหตุผลสำคัญที่สหรัฐฯ เพ่งเล็งไทยเนื่องจากช่วงที่ผ่านมาสหรัฐฯ เป็นคู่ค้าส่งออกอันดับหนึ่ง (ปีพ.ศ. 2569) สัดส่วนร้อยละ 23.25 ขณะที่จีนอยู่ในอันดับสองสัดส่วนร้อยละ 10.96 มูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวสูงปีที่แล้วมูลค่า 72,506.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 31.97 และการนำเข้าขยายตัวร้อยละ 9.4 ไทยได้เปรียบดุลการค้า 51,361.4 ล้านเหรียญสหรัฐ และช่วง 4 เดือนแรกปีพ.ศ. 2569 (ม.ค. - เม.ย.) ส่งออกขยายตัวสูงถึงร้อยละ 42.39 ขณะที่มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในช่วงเดียวกัน ขยายตัวเพียงร้อยละ 21.97 ปัญหาการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ เกี่ยวข้องกับปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นการเจรจาฝ่ายเดียวเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯทั้งด้านการได้เปรียบดุลการค้า การถูกกล่าวหาใช้แรงงานบังคับรวมถึงกล่าวหาว่าไทยมีกำลังการผลิตส่วนเกินไปทุ่มราคาขายใประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการเจรจาเพราะตลาดสหรัฐฯ มีความสำคัญมีผลกระทบต่อโซ่อุปทานและตลาดแรงงาน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์