ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนเตือนประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า การกระทำที่ผิดพลาดเกี่ยวกับไต้หวันอาจผลักดันให้ทั้งสองประเทศเข้าสู่ “ความขัดแย้ง” นับเป็นการเริ่มต้นการพบปะกันอย่างดุเดือดในการประชุมสุดยอดมหาอำนาจที่กรุงปักกิ่งในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.)
หลังจากผู้นำทั้งสองประเทศทักทายกันด้วยรอยยิ้มและพิธีต้อนรับแล้ว สีจิ้นผิงแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า จีนจะกดดันทรัมป์เกี่ยวกับไต้หวัน ที่จีนถือว่าเป็นดินแดนของจีน และจะเข้ายึดครองด้วยกำลังหากผู้นำจีนตัดสินใจในที่สุด และคำพูดที่ตรงไปตรงมาของ สีจิ้นผิง ชี้ให้เห็นว่า เขาอาจเรียกร้องให้ทรัมป์ชะลอหรือลดการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวัน
บทสรุปอย่างเป็นทางการของคำกล่าวของผู้นำจีนต่อประธานาธิบดีทรัมป์ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหัวระบุว่า “ประเด็นไต้หวันเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ” และว่า หากความกังวลของจีนเกี่ยวกับไต้หวัน “ได้รับการจัดการอย่างดี” ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก็อาจคงความมั่นคงได้
“หากได้รับการจัดการอย่างไม่ดี สองประเทศจะปะทะกันหรือแม้กระทั่งขัดแย้งกัน ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนทั้งหมดตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”
— สีจิ้นผิง
บทสรุปเบื้องต้นของจีนเกี่ยวกับคำกล่าวของสีจิ้นผิงไม่ได้ระบุว่า สีจิ้นผิงหรือเจ้าหน้าที่จีนได้หยิบยกประเด็นการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวันขึ้นมาพูดคุยโดยตรงหรือไม่ในระหว่างการเจรจากับทรัมป์ ซึ่งจัดขึ้นที่มหาศาลาประชาชน ขณะที่ทรัมป์กำลังพิจารณาว่าจะอนุมัติการขายอาวุธมูลค่าประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้ไต้หวันหรือไม่ หลังจากอนุมัติการขายมูลค่า 11,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อปลายปีที่แล้ว และสัปดาห์ที่แล้ว สภานิติบัญญัติของไต้หวันอนุมัติงบประมาณพิเศษ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อจ่ายค่าขีปนาวุธและอาวุธอื่นๆ จากสหรัฐฯ
สีจิ้นผิงเคยเตือนทรัมป์ในการสนทนาทางโทรศัพท์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ทรัมป์ควรจัดการเรื่องการขายอาวุธให้แก่ไต้หวันด้วย “ความระมัดระวังอย่างยิ่ง” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยเมื่อต้นปีนี้ว่า รัฐบาลทรัมป์ได้ชะลอการอนุมัติการขายอาวุธครั้งล่าสุดเพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ผู้นำจีนไม่พอใจก่อนการประชุมสุดยอดที่ปักกิ่ง
นับตั้งแต่ปี 1979 ไต้หวันได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งเครื่องบิน F-16 ขีปนาวุธ เรือรบ รถถัง ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และระบบปืนใหญ่จากสหรัฐฯ มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอาวุธเหล่านี้บางส่วนมีอายุการใช้งานหลายปีแล้ว
The New YorkTimes ระบุว่า หากทรัมป์หารือเรื่องการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวันกับสีจิ้นผิง ทรัมป์อาจถูกมองว่าละเมิด “คำมั่นสัญญา 6 ประการ” ที่ประธานาธิบดี โรนัลด์ เรแกน ให้ไว้กับไต้หวันในปี 1982 ซึ่งรวมถึงคำมั่นสัญญาที่ว่า สหรัฐฯ จะไม่ปรึกษาหารือกับจีนก่อนขายอาวุธให้ไต้หวัน
ทั้งนี้ ไต้หวันเป็นประเด็นที่สร้างความบาดหมางมายาวนาน
สหรัฐฯ ให้การยอมรับหลักการจีนเดียว แต่กฎหมายภายในประเทศกำหนดให้ต้องจัดหาอาวุธให้ไต้หวันเพื่อป้องกันตนเอง ส่วนจีนก็มุ่งมั่นจะยึดครองไต้หวัน และไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลัง โดยได้เพิ่มแรงกดดันทางทหารในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
หลังจากสีจิ้นผิงแสดงความคิดเห็นเมื่อวันพฤหัสบดี ไต้หวันตอบโต้ว่า จีนเป็น “ภัยคุกคามเพียงหนึ่งเดียว” ต่อสันติภาพในภูมิภาค และยืนยันว่า “ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ยืนยันการสนับสนุนที่ชัดเจนและแน่วแน่มาแล้วหลายครั้ง”
แต่เมื่อวันจันทร์ทรัมป์เผยว่า จะพูดคุยกับสีจิ้นผิงเกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากจุดยืนเดิมของสหรัฐฯ ที่ว่าจะไม่ปรึกษาหารือกับจีนในเรื่องนี้
อดัม นี๋ บรรณาธิการจดหมายข่าวเน่ยชาน บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า แม้ว่า “ถ้อยคำตรงไปตรงมา” เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในนโยบายต่างประเทศของจีน แต่การที่สีจิ้นผิงใช้ถ้อยคำเช่นนี้ถือเป็นเรื่องผิดปกติ
นี๋บอกว่า “สีจิ้นผิงต้องการทำให้ชัดเจน...เขาคิดว่าประเด็นไต้หวันเป็นเหมือนดินปืนที่พร้อมจะระเบิดระหว่างสองมหาอำนาจ”
ชงจเอียน จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์เผยกับ AFP ว่า จีน “ส่งสัญญาณถึงความปรารถนาให้สหรัฐฯ ประนีประนอมในประเด็นไต้หวันก่อนการประชุมสุดยอด” และว่า ข้อเรียกร้องของสีจิ้นผิงอาจบ่งชี้ว่า “พวกเขามองเห็นโอกาสที่จะโน้มน้าวใจทรัมป์”
Photo by KENNY HOLSTON / POOL / AFP






