จากเหตุการณ์อุทกภัยฉับพลันครั้งรุนแรง หรือสึนามิบนบก (Inland Tsunami) ที่พัดถล่มชายแดนเนปาล-ทิเบต เมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 579 ราย และมีผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 2,500 คน
นี่คือภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ 2 ที่ซัดถล่มแม่น้ำสายเดิมซ้ำสองในรอบ 13 เดือน ซึ่งความเสียหายรุนแรงซ้ำซากแบบนี้ ได้กลายเป็นภาพที่คุ้นตาของภูมิภาคนี้ที่เสี่ยงทั้งภัยแผ่นดินไหวและน้ำท่วมรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ทว่าภัยพิบัติเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา จึงไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญของสภาพอากาศ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากสองวิกฤตหลักโคจรมาเจอกัน ซึ่งเป็นตัวการซ้ำเติมให้ ‘เนปาลกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติมากที่สุดในโลก’
ภัยพิบัติครั้งนี้คือสิ่งย้ำเตือนล่าสุดว่าเนปาลเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติมากแค่ไหน แต่ทำไมประเทศที่มีพื้นที่เพียง 147,516 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ ถึงต้องเผชิญกับสารพัดความเสี่ยงมากมายขนาดนี้...?
ภูมิประเทศ = ตัวการที่ใหญ่ที่สุด (?)

เนปาลเป็นประเทศเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเทือกเขาหิมาลัยทางเหนือ และที่ราบอินเดียทางใต้ แต่ความน่ากลัวอยู่ตรงที่ ‘ระยะทางจากเหนือจรดใต้สั้นมากเพียง 150-250 กิโลเมตร’ ทว่าแผ่นดินกลับยกตัวชันจากที่ราบเตไรที่สูงแค่ 60 เมตร พุ่งทะยานสู่ยอดเขาเอเวอเรสต์ที่สูงถึง 8,848.86 เมตร
ความลาดชันขั้นสุดนี้ ทำให้เวลาเกิดฝนตกหนัก มวลน้ำมหาศาลและดินหินจะพุ่งถล่มลงภูเขาด้วยความเร็วสูงทันที ประกอบกับสภาพพื้นที่ที่มีแม่น้ำและลำธารสายย่อยมากกว่า 6,000 สาย ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากหิมาลัย แม่น้ำเหล่านี้จึงเอ่อล้นและทะลักท่วมได้ง่ายมากในช่วงมรสุมระหว่างเดือนมิถุนายนถึงกันยายน
ส่วนความเสี่ยงแผ่นดินไหวของเนปาลก็มาจากปมภูมิศาสตร์เช่นเดียวกัน โดยในทางธรณีวิทยา เทือกเขาหิมาลัยถือเป็นภูเขาเกิดใหม่ที่อายุน้อย และยังคงถูกแผ่นเปลือกโลกอินเดียกับยูเรเซียดันให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจัยนี้ทำให้หิมาลัยกลาย ‘เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่แผ่นดินไหวตื่นตัวและรุนแรงที่สุดในโลก’
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ต้องย้อนกลับไปเมื่อเดือนเมษายน 2015 ที่เมืองกอร์ขา (Gorkha) ซึ่งเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.8 คร่าชีวิตผู้คนไปราว 9,000 ราย และเป็นชนวนเหตุให้เกิดดินถล่มตามมาอีกหลายพันครั้ง ในเวลาต่อมา นักวิจัยจากสำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งสหรัฐฯ (USGS) ได้จัดทำแผนที่ แล้วพบว่า “มีจุดดินถล่มที่ถูกจุดชนวนจากแผ่นดินไหวครั้งนั้นมากถึง 25,000 จุด กระจายตัวอยู่ทั่วแนวชายแดนเนปาลและจีน”
“แผ่นดินนี้เต็มไปด้วยรอยเลื่อนที่พร้อมทรุดตัว...ความลาดชันขั้นสุด โครงสร้างดินหินที่เปราะบาง และฝนตกหนักสะสม คือ 3 ชนวนเหตุหลักที่ทำภูเขาถล่ม ยิ่งเมื่อเจอกับการสร้างถนน ตัดไม้ทำลายป่า และขยายเมืองแบบไร้ทิศทาง กิจกรรมของมนุษย์เหล่านี้จึงยิ่งกลายเป็นตัวเร่งให้ภัยพิบัติรุนแรงและเกิดง่ายขึ้นกว่าเดิม”
— กรมธรณีวิทยาเนปาล ระบุ
ภัยพิบัติถาวร : เมื่อเทือกเขาหิมาลัยยังคงเคลื่อนตัว
ถ้าตัดปัญหาเรื่องธารน้ำแข็งละลาย การระเบิดของทะเลสาบธารน้ำแข็ง (GLOF) หรือระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่ยังไม่พร้อมออกไป ชนวนเหตุความเปราะบางของเนปาลข้อนี้ก็ถือว่าน่ากลัวกว่ามาก เพราะมันฝังลึกอยู่ใต้โครงสร้างแผ่นดิน และถือเป็นภัยเงียบแบบถาวร
นั่นเป็นเพราะเนปาลตั้งอยู่ตรงรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเซียที่กำลังพุ่งชนกัน โดยทุกๆ ปี แผ่นเปลือกโลกทั้งสองจะขยับเข้ามาเบียดและดันกันลึกลงไปใต้ดินราว 2 เซนติเมตรอย่างไม่หยุดยั้ง
ย้อนกลับไปเมื่อ 50 ล้านปีก่อน เทือกเขาหิมาลัยเกิดจากการที่แผ่นเปลือกโลกสองแผ่นพุ่งชนกันตรงๆ ซึ่งแรงอัดมหาศาลบีบให้ผืนดินม้วนพับและดันตัวขึ้นด้านบนอย่างรุนแรง จนกลายเป็นเทือกเขายักษ์และยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก
นี่คือการชนกันอย่างช้าๆ ที่ต่อเนื่องยาวนานและยังคงไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เทือกเขาหิมาลัยกลายเป็นเทือกเขาที่อายุน้อยที่สุดและเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยปัจจุบันยังคงขยับสูงขึ้นอีกราวๆ 5 มิลลิเมตรในทุกปี
ทว่าการเบียดชนกันไม่หยุดนี้ ได้สะสมแรงกดดันลึกลงไปใต้ดินมหาศาล และเมื่อชั้นหินรับไม่ไหว พลังงานนั้นก็จะระเบิดออกมาเป็น ‘แผ่นดินไหว’ ที่คอยเขย่าเนปาลอยู่เป็นประจำนั่นเอง
สำหรับความเสี่ยงน้ำท่วมนั้น แค่แผ่นดินไหวขนาดเล็กก็พร้อมจะเขย่าชั้นดินบนภูเขาที่อ่อนแอและร่วนซุยอยู่แล้วจากอดีต ให้ถล่มลงมาได้ทุกเมื่อ
เหมือนเหตุการณ์เมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา มีรายงานว่าแค่เกิดดินสไลด์ในจุดหนึ่ง แรงสั่นสะเทือนของมันก็มากพอที่จะทำให้หน้าผาชันพังครืนลงมาถมปิดทางเดินแม่น้ำ จนกลายเป็นเขื่อนชั่วคราว ก่อนจะแตกออกแล้วปล่อยมวลน้ำทะลักถล่มพื้นที่ท้ายน้ำอย่างกะทันหัน
‘ภาวะโลกร้อน’ ซ้ำเติม...เพิ่มความเสี่ยงภัยพิบัติระลอกใหม่

วิกฤตโลกเดือดกำลังทำให้ภัยธรรมชาติในเนปาลทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่ออุณหภูมิที่พุ่งสูงเร่งให้ธารน้ำแข็งละลายเร็วสะสมกลายเป็นทะเลสาบ ซึ่งมีเพียงคันหินดินธรรมชาติกั้นไว้ ทว่าหากแนวกั้นเหล่านี้พังทลายลง มวลน้ำมหาศาลจะทะลักซัดถล่มหมู่บ้านท้ายน้ำทันที จนเกิดเป็นภัยพิบัติ ‘น้ำท่วมทะลักจากการระเบิดของทะเลสาบธารน้ำแข็ง’ (GLOF)
ยิ่งไปกว่านั้น ความร้อนและฝนตกหนักสุดขั้วยังเข้าไปกัดเซาะชั้นน้ำแข็ง หน้าผาหิน และลาดเขาให้ทรุดตัวลง จนเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลันตามมา ซึ่งทางธนาคารโลก (World Bank) ออกมายืนยันชัดเจนว่า “อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นคือตัวการหลักที่ทำให้เนปาลเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติ GLOF สูงขึ้นอย่างน่ากลัว”
เนปาลเคยเผชิญกับความน่ากลัวของภัยพิบัติที่พุ่งเข้าถล่มพร้อมๆ กันมาแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2021 เกิดเหตุฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ลุ่มน้ำเมลามชี ได้จุดชนวนให้เกิดทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม และมวลหินโคลนมหึมาไหลบ่าทะลักลงมา ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่อบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่
แม้ว่าเหตุการณ์ GLOF เมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ แต่ก็นับว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยจากรายงานผลการศึกษาเมื่อเดือนที่แล้ว พบว่า “มีเหตุการณ์ GLOF เกิดขึ้นแล้วอย่างน้อย 45 ครั้ง ในทะเลสาบ 39 แห่งทั่วเนปาล ซึ่งหลายครั้งในจำนวนนั้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตด้วย”
ที่น่ากังวลคือ ทีมนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า “ทุกวันนี้เนปาลก็บอบช้ำและเสียหายหนักในหลายๆ ด้านจากวิกฤตโลกร้อนอยู่แล้ว และถ้าหากอุณหภูมิโลกยังพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด ภัยพิบัติจากเหตุการณ์ GLOF ก็จะยิ่งเกิดขึ้นบ่อยและถี่ขึ้นเรื่อยๆ”
ผลการศึกษาเพื่อหาสาเหตุของภัยพิบัติเฉพาะทาง จากเหตุการณ์ฝนตกหนักสุดขั้วในเนปาลตอนกลางเมื่อเดือนกันยายน ปี 2024 เผยให้เห็นว่า “ในโลกที่อุณหภูมิอุ่นขึ้น 1.3 องศาเซลเซียส ความรุนแรงของฝนจะเพิ่มสูงขึ้นราว 10% และโอกาสในการเกิดซ้ำจะเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 70% และหากอุณหภูมิโลกพุ่งทะลุเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ความเสี่ยงของอุทกภัย ธารน้ำแข็งละลาย เหตุการณ์ GLOF รวมถึงภัยแล้ง จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล”
‘การพัฒนาเมือง’ เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งที่ทำให้เกิดภัยพิบัติเลวร้ายกว่าเดิม

ภัยธรรมชาติจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ก็ต่อเมื่อพุ่งเข้าถล่มผู้คน บ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งในเนปาลเลี่ยงได้ยากมาก เพราะพื้นที่ราบมีน้อย สิ่งก่อสร้างเกือบทั้งหมด รวมทั้งหมู่บ้านและเมืองใหญ่จำเป็นต้องสร้างผ่านภูมิประเทศภูเขาที่ยากลำบาก ต้องตั้งรกรากอยู่ตามแนวหุบเขาริมแม่น้ำอย่างหนาแน่น แม้แต่เส้นทางถนนก็ต้องตัดเจาะเข้าไปในลาดเขาที่สูงชันและเสี่ยงถล่มตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น โครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของเนปาล ก็กระจุกตัวอยู่รอบแม่น้ำเช่นกัน จึงทำให้โครงสร้างเหล่านี้ตกเป็นเป้ารับแรงกระแทกจากทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม และโคลนถล่มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลประเมินความเสี่ยงภัยพิบัติของเนปาลระบุชัดว่า
“การตัดไม้ทำลายป่า การบุกรุกพื้นที่ลาดชันที่เสี่ยงภัย รวมถึงการสร้างถนนและสิ่งปลูกสร้างอย่างขาดการวางแผน คือปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงให้เกิดดินถล่มซ้ำซาก”
ที่ผ่านมาเนปาลต้องเจอกับฝันร้ายซ้ำซาก ตั้งแต่เหตุแผ่นดินไหวใหญ่ปี 2015 ที่คร่าชีวิตคนนับพัน ต่อด้วยวิกฤตฝนถล่มดินสไลด์ที่เมืองเมลามชีปี 2021 ซึ่งพัดทำลายล้างทุกสิ่งอย่างน่ากลัว ตลอดจนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2024 ที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจจนพังยับเยิน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4.66 หมื่นล้านรูปีเนปาล (ราว 1 หมื่นล้านบาท)
(Photo by PRABIN RANABHAT / AFP)





