เหตุน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มครั้งใหญ่บริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตเมื่อวันพุธ (26 ส.ค.) ที่ผ่านมา คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วอย่างน้อยกว่า 475 ราย สูญหายอีกอย่างน้อย 1,300 ราย หลังมวลน้ำ รวมถึงดินโคลนทะลักถล่มพื้นที่ริมแม่น้ำโภเตโกษีอย่างกะทันหัน และพัดทะลักลงสู่พื้นที่ตอนล่างครอบคลุม 3 อำเภอ โดยความแรงของภัยพิบัติครั้งนี้ยังได้ทำลายสะพาน โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ถนน ตลอดจนทรัพย์สินของทั้งภาครัฐและเอกชนพังยับเยิน
ศูนย์พัฒนาภูเขาแบบบูรณาการระหว่างประเทศ (ICIMOD) ประเมินเบื้องต้นว่า “อุทกภัยครั้งล่าสุดนี้น่าจะมีชนวนเหตุมาจากหิมะและหินถล่ม (Avalanche) จากธารน้ำแข็งฝั่งเนปาล”
มวลหินและหิมะมหึมาได้ร่วงลงมาอุดตันทางเดินของ ‘ลำน้ำเลนเดโขลา’ ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโภเตโกษี จนน้ำเริ่มสะสมตัวเป็นเขื่อนธรรมชาติชั่วคราว ก่อนที่เขื่อนธรรมชาตินี้จะต้านแรงดันไม่ไหวและพังทลายลง ส่งผลให้มวลน้ำมหาศาลทะลักซัดถล่มพื้นที่ท้ายน้ำทันที
แม้หลักฐานที่พบใหม่จะยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า มีทะเลสาบธารน้ำแข็งกลุ่มเสี่ยงอันตรายแห่งใดแห่งหนึ่งในเนปาลระเบิดออก แต่ภัยพิบัติครั้งนี้ก็สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นบนยอดเขาสูงของเทือกเขาหิมาลัย สามารถซัดถล่มชุมชนท้ายน้ำได้โดยแทบไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
47 ทะเลสาบน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย...เสี่ยงแตกทะลัก
นอกจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในตอนนี้แล้ว ผลการสำรวจขององค์กร ICIMOD ร่วมกับโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้ระบุชื่อทะเลสาบธารน้ำแข็งที่มีความเสี่ยงอันตรายสูงถึง 47 แห่ง กระจายอยู่ตามลุ่มน้ำหลักๆ อย่างลุ่มน้ำโภเตโกษี, คัณฑกี, และกรรณาลี
ในจำนวนนี้ มีทะเลสาบ 21 แห่งตั้งอยู่ในฝั่งเนปาล ส่วนอีก 25 แห่งอยู่ในเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน และอีก 1 แห่งอยู่ในประเทศอินเดีย
ตำแหน่งที่ตั้งของทะเลสาบเหล่านี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เพราะหลายแห่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำสายหลักที่ไหลผ่านเนปาล ดังนั้น หากแนวเขื่อนธรรมชาติของทะเลสาบในต่างแดนเกิดแตกออก มวลน้ำมหาศาลก็พร้อมจะหลากลงมาสร้างความหายนะให้กับชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานในฝั่งเนปาลที่อยู่ท้ายน้ำได้ทันที
(Photo by PRABIN RANABHAT / AFP)





