บทวิเคราะห์เกี่ยวกับการตอบสนองต่อไม่เคารพข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายสหรัฐฯ โดยสำนักข่าว CNN ระบุว่า การตอบสนองต่อการโจมตีครั้งล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงที่อ้างว่ามีการหยุดยิงนั้น แสดงให้เห็นอะไรหลายอย่าง
อิหร่านประณามการโจมตีฐานยิงขีปนาวุธและเรือของอิหร่านโดยสหรัฐฯ ว่า เป็นการ “ละเมิด” ข้อตกลงหยุดยิงอย่างโจ่งแจ้ง และขู่ว่าจะตอบโต้
ในขณะที่สหรัฐฯ ยืนยันว่า การหยุดยิงยังดำเนินต่อไป แม้จะกล่าวหาว่าอิหร่านเป็นฝ่ายรุกรานก็ตาม
โฆษกกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) กล่าวหาว่า เรืออิหร่าน “พยายามวางทุ่นระเบิด” ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งการกระทำนี้ถือว่าเป็นการยั่วยุอย่างแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการเจรจาสันติภาพที่ดูเหมือนจะเป็นการเจรจาที่จริงจังที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่แล้วโฆษกกลับบอกว่า “กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ยังคงปกป้องกองกำลังของเราต่อไป พร้อมทั้งใช้ความยับยั้งชั่งใจในระหว่างการหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่”
การตอบสนองแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
CNN ระบุว่า รูปแบบดังกล่าวตอกย้ำให้เห็นว่า รัฐบาลทรัมป์ร้อนใจที่จะยุติสงครามมากเพียงใด ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่กำลังบั่นทอนอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ
เหตุการณ์ล่าสุดเกี่ยวข้องกับสิ่งที่กองทัพสหรัฐฯ เรียกว่า “การโจมตีเพื่อป้องกันตนเอง” โดยมีเป้าหมายที่ฐานยิงขีปนาวุธและเรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเมื่อวันจันทร์ (25 พ.ค.) ต่อมาในวันเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ระบุว่า “ยิงโดรนของสหรัฐฯ ตก และบังคับให้โดรนและเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ต้องหนีไป” โดยระบุว่าเป็น “การตอบโต้”
แต่ในขณะที่การตอบโต้ของอิหร่านนั้นแสดงถึงการท้าทาย การตอบโต้ของสหรัฐฯ กลับไม่รุนแรงเท่า
นอกจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ จะยืนยันว่าการหยุดยิง “ยังมีผลบังคับใช้” แล้ว มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ยังพูดถึงการโจมตีถึง 2 ครั้งมื่อถูกถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวขณะเดินทางเยือนอินเดีย ครั้งแรก รูบิโอพูดถึงการเจรจาสันติภาพในวงกว้าง ครั้งที่สอง พูดถึงความจำเป็นที่ช่องแคบฮอร์มุซจะต้องเปิด
สถานการณ์นี้ชวนให้นึกถึงเหตุการณ์ 2 ครั้งในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม
ครั้งแรก พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมเผยในการบรรยายสรุปโดยอ้างว่า อิหร่านยิงเรือพาณิชย์ 9 ครั้ง และยึดเรือบรรทุกสินค้า 2 ลำ รวมทั้งโจมตี “กองกำลังอเมริกันมากกว่า 10 ครั้ง” แต่เคนชี้แจงทันทีว่า ทั้งหมดนั้น “ต่ำกว่าเกณฑ์ที่จะเริ่มปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้งในขณะนี้” โดยเคนเรียกมันว่า “การเคลื่อนพลระดับต่ำ”
เมื่อ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมถูกถามว่า การหยุดยิงสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ เขายืนยันกับผูสื่อข่าวว่ายัง
ในบางช่วง ดูเหมือนเฮกเซธจะมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในช่องแคบนั้นแตกต่างจากสงครามโดยรวม และเขากระตุ้นให้อิหร่าน “ระมัดระวัง” ไม่ให้การกระทำทางทหารของตัวเองเกิน “ขีดจำกัด” ที่จะละเมิดข้อตกลงหยุดยิง
อีกไม่กี่วันถัดมา สหรัฐฯ โจมตีฐานทัพทหารที่อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีเรือรบสหรัฐฯ ในช่องแคบฮอร์มุซ
แต่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กลับลดความสำคัญของเหตุการณ์นี้ลงอีกครั้ง
“การหยุดยิงยังคงดำเนินอยู่ มันมีผลบังคับใช้แล้ว” ทรัมป์เผยกับสำนักข่าว ABC เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยอธิบายการโจมตีของสหรัฐฯ ว่าเป็นเพียง “การแตะเบาๆ”
เช่นเดียวกับในปัจจุบัน ขณะที่ฝ่ายบริหารของทรัมป์รับรองต่อสาธารณชนว่า การหยุดยิงยังคงมีผลอยู่ แต่อิหร่านบอกว่า ข้อตกลงหยุดยิงถูกละเมิดและตอบโต้ด้วยสิ่งที่อ้างว่าเป็น “การโจมตีตอบโต้”
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่อาจเกิดขึ้นได้มากที่สุด นั่นก็คือ อิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซอยู่
เมื่อทรัมป์ประกาศหยุดยิงเมื่อวันที่ 7 เมษายน เขาพูดอย่างชัดเจนว่า การหยุดยิงจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่ออิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น
ทรัมป์โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า “หากสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และ ปลอดภัย ผมตกลงที่จะระงับการทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์”
CNN ระบุว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซ “อย่างสมบูรณ์และทันที” นั้น แน่นอนว่าไม่เคยเกิดขึ้นจริง ฝ่ายบริหารพยายามสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในวันต่อมาและอ้างถึงความคืบหน้าในการเปิดช่องแคบ แต่ขณะนี้สหรัฐฯ หยุดยิงมาแล้ว 7 สัปดาห์ และช่องแคบยังคงเป็นอุปสรรคอยู่
ฝ่ายบริหารของทรัมป์กำลังแสดงให้เห็นถึงความกังวลอย่างชัดเจนที่จะหลีกเลี่ยงการกลับมาทำสงครามอีกครั้งและความกระตือรือร้นที่จะบรรลุข้อตกลง ด้วยการพยายามรักษาการหยุดยิงและลดทอนการยั่วยุของอิหร่าน
ในประเด็นนี้ ทรัมป์ได้เพิกเฉยต่อกำหนดเวลาที่เขากำหนดไว้สำหรับอิหร่านในการทำข้อตกลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า และปฏิเสธที่จะเริ่มการสู้รบขนาดใหญ่ขึ้นอีกครั้ง แม้จะขู่ไว้บ่อยครั้งก็ตาม
และท่าทีเช่นนั้นกำลังบั่นทอนตำแหน่งการเจรจาของเขา และดูเหมือนอิหร่านจะเดิมพันว่า ทรัมป์รีบร้อนที่จะยุติสงครามมากกว่าที่เป็นจริง
การตอบสนองที่แตกต่างกันต่อการโจมตีครั้งล่าสุดยิ่งตอกย้ำความเชื่อนั้น
Photo by ROBERTO SCHMIDT / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / GETTY IMAGES VIA AFP





