สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในว่า “วิกฤตขีปนาวุธที่ใช้สำหรับระบบแพทริออต (Patriot) หมดคลัง กำลังทำให้ยูเครนตกที่นั่งลำบาก และเผชิญความเปราะบางอย่างยิ่งต่อการถูกขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียระดมถล่มโจมตี”
สถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งต่อสาธารณะที่ทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน โดยในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้บรรลุข้อตกลงในการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก อีกทั้ง ทรัมป์ยังกดดันให้ยูเครนยุติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของรัสเซียทันที
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีเซเลนสกี ก็ออกมาระบายความอัดอั้นว่า“รู้สึกเหมือนถูกทรัมป์หักหลัง ที่แอบไปทำดีลลับกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน…ยูเครนจะไม่ยอมตามแรงกดดัน และจะเดินหน้าส่งฝูงโดรนถล่มโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียต่อไปอย่างแน่นอน”
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเซเลนสกีได้ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “กระสุนขีปนาวุธแพทริออตของยูเครนกำลังร่อยหรอขั้นวิกฤต ซึ่งอาวุธชนิดนี้เป็นด่านป้องกันไม่กี่ตัวที่สามารถสกัดขีปนาวุธทิ้งตัวอานุภาพทำลายล้างสูงได้”
อย่างไรก็ตาม ขีปนาวุธสกัดกั้นดังกล่าวกลับมีต้นทุนที่สูงลิ่วและกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างหนักทั่วโลก เหตุเพราะหลายประเทศต่างเร่งผลาญคลังอาวุธของตนเอง หรือกักตุนไว้เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามอิหร่านที่กำลังปะทุอยู่
“เหตุโจมตีทางอากาศระลอกล่าสุดของรัสเซีย แทบไม่มีขีปนาวุธทิ้งตัวลูกใดถูกสกัดไว้ได้เลย เพราะยูเครนไม่มีเหลือแม้แต่ลูกเดียวในคลังที่จะใช้ยิงสวนออกไป”
— แหล่งข่าวเปิดเผยกับ CNN
ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศยูเครนรายงานว่า “สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียไว้ได้ 4 ลูก ซึ่งนั่นบ่งชี้ว่ายูเครนได้ใช้ขีปนาวุธแพทริออตไม่กี่ลูกสุดท้ายที่มีอยู่ไปจนหมดแล้ว”
“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่คลังอาวุธแพทริออตของยูเครนว่างเปล่าอย่างสิ้นเชิง ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกีเองก็ออกมายอมรับอย่างตรงไปตรงมาต่อสาธารณะเกี่ยวกับความยากลำบากในการดิ้นรนจัดหาอาวุธล็อตใหม่มาเสริมทัพ” นักวิเคราะห์ระบุ
ย้อนกลับไปช่วงกลางเดือนสิงหาคม สำนักข่าว CNN ซึ่งเป็นสื่อรายแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำข่าวระบบแพทริออตถึงในสมรภูมิยูเครน ก็ได้รับการเปิดเผยจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในเวลานั้นแล้วว่า “ยูเครนแทบจะไม่เหลือขีปนาวุธสกัดกั้นอีกต่อไปแล้ว”
ชนวนความขัดแย้งระหว่างประธานาธิบดีเซเลนสกีและประธานาธิบดีทรัมป์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากสหรัฐฯ ออกปากสั่งให้ยูเครนหยุดส่งโดรนถล่มคลังน้ำมันรัสเซีย ทั้งที่ฝั่งรัสเซียยังคงระดมยิงถล่มโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของยูเครนอย่างไม่ลดละ
เซเลนสกีเปิดเผยกับ Financial Times โดยยื่นคำขาดว่า “จะยอมหยุดโจมตีแหล่งพลังงานของรัสเซียก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ส่งขีปนาวุธแพทริออตมาเติมในคลังเป็นข้อแลกเปลี่ยน ‘ขั้นต่ำ’ เท่านั้น” พร้อมพูดด้วยความไม่พอใจอีกว่า “พอเราขอระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่ม สิ่งที่อเมริกาตอบแทนกลับมาคือการลดทอนประสิทธิภาพการให้บริการของสตาร์ลิงก์ (Starlink) ในสมรภูมิ”
ท้ายที่สุด ในแถลงการณ์ล่าสุดเมื่อวันพุธ (14 ต.ค.) เซเลนสกีได้ส่งสัญญาณวิงวอนสหรัฐฯ อีกระลอกว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์มีอำนาจและเครื่องมือพร้อมสยบผู้รุกรานเพื่อคืนสันติภาพอยู่แล้ว เราขอแพ็กเกจขีปนาวุธสกัดกั้นแพทริออตล็อตใหม่ให้ยูเครนโดยด่วน”
ในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามโยนความผิดให้สงครามยูเครน-รัสเซียมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า “เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น” ทั้งที่ในความเป็นจริง สงครามอิหร่านมีบทบาทสำคัญมากกว่าอย่างมากต่อการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในครั้งนี้
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ชาวยุโรป 2 รายเปิดเผยกับ CNN ว่า “สหรัฐฯ อาจระงับไม่ให้ยุโรปซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ รวมถึงระงับการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองให้กับยูเครน หากรัฐบาลยูเครนยังไม่หยุดการโจมตีเชิงลึกต่อโรงงานพลังงานของรัสเซีย”





