“จีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้าม ‘กับดักธูซิดิดิส’ ได้หรือไม่?”
— สี จิ้นผิง ตั้งคำถาม โดยกล่าวอ้างไปถึงสงครามระหว่างสองนครรัฐกรีกโบราณ
แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากการประชุมสุดยอดทรัมป์-สี...SPACEBAR พาไปทำความรู้จักว่า ‘กับดักธูซิดิดิส’ คืออะไร? และมีที่มาอย่างไร?
‘กับดักธูซิดิดิส’ คืออะไร...

“เมื่อมหาอำนาจใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมา มีท่าทีคุกคามมหาอำนาจเดิมที่เป็นเจ้าโลกอยู่แล้ว การเกิดสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายก็จะยิ่งมีความเป็นไปได้สูงขึ้น”
— ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย แกรแฮม อัลลิสัน นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน
คาร์ล ไอเคนเบอร์รี อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอัฟกานิสถาน อธิบายถึงกับดักธูซิดิดิส ในปี 2014 ว่า “มันเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงการก้าวขึ้นมาและการล่มสลายของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นพลวัตทางประวัติศาสตร์ที่มักจะเกิดขึ้น เมื่ออิทธิพลที่แผ่ขยายและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรัฐหนึ่ง เริ่มเข้าไปคุกคามผลประโยชน์ของมหาอำนาจเดิมที่เป็นเจ้าโลก”
“บ่อยครั้งที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังเติบโตและมหาอำนาจที่ดำรงอยู่เดิม ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและขมขื่นยิ่งขึ้น และในที่สุดก็จบลงด้วยสงครามเต็มรูปแบบ”
แล้วแนวคิดนี้มีที่มาจากไหน?
จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ย้อนกลับไปไกลถึงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล...ในช่วงปี 431-404 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงที่นครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตาทำสงครามสู้รบกัน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘สงครามเพโลพอนนีเซียน’ (Peloponnesian War)
ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น เอเธนส์ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการแผ่ขยายจักรวรรดิทางทะเลของตนอย่างก้าวร้าว ขณะที่สปาร์ตาซึ่งมีกองกำลังทหารที่ทรงพลังที่สุดมาอย่างยาวนาน ก็รู้สึกว่าสถานะการเป็นผู้นำเหนือดินแดนกรีกของตนกำลังถูกสั่นคลอน
ความตึงเครียดทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการที่เอเธนส์ส่งกองกำลังทหารและเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจต่อบรรดาพันธมิตรของสปาร์ตา ซึ่งสปาร์ตามองว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็น ‘การยั่วยุ’
สถานการณ์มาถึงจุดแตกหักในปี 431 ก่อนคริสตกาล เมื่อนครรัฐธีบส์ พันธมิตรของสปาร์ตา ได้เปิดฉากโจมตีนครรัฐพลาเทีย พันธมิตรของเอเธนส์ ส่งผลให้สนธิสัญญาสันติภาพสิ้นสุดลงและจุดชนวนสงคราม
ธูซิดิดิส นายพลและนักประวัติศาสตร์ชาวเอเธนส์ ได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ของสงครามครั้งนี้ไว้ในต้นฉบับที่รู้จักกันในชื่อ ‘ประวัติศาสตร์สงครามเพโลพอนนีเซียน’ (History of the Peloponnesian War)
“สิ่งที่ทำให้สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การเติบโตของอำนาจเอเธนส์และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสปาร์ตา”
— ธูซิดิดิส กล่าวไว้
ส่วนคำว่า ‘กับดักธูซิดิดิส’ ถูกบัญญัติขึ้นโดย ดร.อัลลิสัน ในระหว่างการศึกษากรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการปะทุของสงครามตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา
สี จิ้นผิง ต้องการสื่ออะไร...ถึงยกแนวคิดนี้ขึ้นมาพูดในที่ประชุมสุดยอดกับทรัมป์

“สี จิ้นผิง ใช้แนวคิดนี้มาอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2014 แล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ สีก็เคยยกแนวคิดนี้มาพูดกับประธานาธิบดี โจ ไบเดน อีกครั้ง นอกรอบการประชุม APEC ที่ประเทศเปรู เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024” จื่อเฉิน หวัง นักวิเคราะห์ในปักกิ่ง กล่าว
สารของผู้นำจีนนั้นยังคงหนักแน่นเสมอมา นั่นคือ ความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กรอบความคิดของจีนคือทั้งสองฝ่ายควรหาทางอยู่ร่วมกัน ซึ่งจีนมักอธิบายว่าเป็น “การเคารพซึ่งกันและกัน” และ “ความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย”
นอกจากนี้ยังมีแง่มุมเชิงยุทธศาสตร์ซ่อนอยู่ เพราะการหยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมาพูด ทำให้จีนสามารถยกระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของข้อพิพาททางการค้า หรือประเด็นเรื่องไต้หวัน ไปสู่สิ่งที่มีความหมายยิ่งใหญ่กว่านั้น ซึ่งเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางว่า ‘บรรดามหาอำนาจยักษ์ใหญ่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร’
สิ่งนี้ยังช่วยตอกย้ำสถานะของจีนในฐานะ ‘มหาอำนาจที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯ’ มากกว่าที่จะเป็นประเทศเบอร์รอง ดังที่ สี จิ้นผิง ได้ตั้งคำถามกับทรัมป์ว่า ‘จีนและสหรัฐฯ จะสามารถสร้างโมเดลความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างประเทศมหาอำนาจด้วยกันได้หรือไม่’
เจ้าโลกเดิม (สหรัฐฯ) VS มหาอำนาจใหม่ (จีน)

จีนถูกมองว่าเป็น ‘มหาอำนาจใหม่’ ที่กำลังรุ่งเรืองขึ้นมาท้าทายการเป็นเจ้าโลกเดิมของสหรัฐฯ แม้ว่าในขณะนี้ทั้งสองประเทศจะยังไม่ได้อยู่ในขั้นทำสงครามกัน แต่นักรัฐศาสตร์ที่พูดถึง ‘กับดักธูซิดิดิส’ ต่างออกมาเตือนว่า “ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าไปสู่การปะทะกันอย่างรุนแรง”
“ในขณะที่จีนซึ่งไม่มีใครหยุดยั้งได้ กำลังรุกคืบเข้าหาอเมริกาที่ไม่ยอมขยับเขยื้อน และทั้งสี จิ้นผิง กับโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างฝ่ายต่างก็สัญญาว่าจะทำให้ประเทศของตนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สถานการณ์ที่เป็นอยู่จึงดูน่าหดหู่ใจยิ่งนัก” ดร.อัลลิสัน เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ ‘Destined for War’ (ชะตาพาให้รบ สหรัฐฯ และจีนจะรบกันหรือไม่)
“หากจีนไม่เต็มใจที่จะลดทอนความทะยานของตนลง หรือสหรัฐฯ ไม่สามารถยอมรับการตกเป็นเบอร์สองในภูมิภาคแปซิฟิกได้ ความขัดแย้งทางการค้า การโจมตีทางไซเบอร์ หรืออุบัติเหตุทางทะเลเพียงครั้งเดียว ก็อาจลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้อย่างรวดเร็วในไม่ช้า”
— ข้อความจากในหนังสือ ‘Destined for War’ (ชะตาพาให้รบ สหรัฐฯ และจีนจะรบกันหรือไม่)
เควิน รัดด์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและประธานสมาคมเอเชีย ได้ขยายความแนวคิดนี้ในหนังสือของเขาเรื่อง ‘The Avoidable War’ (สงครามที่หลีกเลี่ยงได้) “การเติบโตของกองทัพจีนและการขยายอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ของจีนกับพันธมิตร ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับสปาร์ตาในอดีต”
ขณะที่ความมุ่งมั่นของจีนที่จะรวมชาติกับไต้หวัน (ด้วยกำลังทหารหากจำเป็น) ถูกมองว่าเป็นจุดปะทุรุนแรงที่สำคัญที่สุดของพลวัตความขัดแย้งนี้ ส่วนสหรัฐฯ ก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการกับไต้หวัน และคัดค้านการใช้กำลังเข้ายึดครองไต้หวัน โดยให้ความช่วยเหลือจัดหาอาวุธและข้อมูลกรองเพื่อสนับสนุนความมั่นคงของไต้หวัน
เป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้วที่สหรัฐฯ รักษาท่าที ‘ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์’ (Strategic Ambiguity) โดยไม่เคยประกาศอย่างชัดเจนเลยว่า ‘จะส่งกองทัพเข้าไปปกป้องไต้หวันหรือไม่ หากจีนเปิดฉากโจมตี’
ท่าทีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้จีนส่งกองทัพบุกยึดไต้หวัน และในขณะเดียวกันก็เพื่อดึงรั้งไม่ให้ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการด้วย
แต่ในระหว่างที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรก สหรัฐฯ ได้ยกระดับความตึงเครียดอย่างมากด้วยการสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย จนทำให้จีนต้องออกโรงเตือนว่า “สหรัฐฯ กำลังขยับเข้าใกล้ ‘เส้นแดง’ ของจีนมากขึ้นเรื่อยๆ”
และในการกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสุดยอดทรัมป์-สีเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) ที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ได้ส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ ว่า “หากจัดการกับประเด็นไต้หวันอย่างผิดพลาด มหาอำนาจทั้งสองจะต้องขัดแย้งและอาจถึงขั้นปะทะกัน ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายขั้นร้ายแรง”
กับดักนี้...จะไม่มีทางหนีพ้นได้เลยจริงหรือ
คำตอบคือ ‘ไม่ใช่’...มหาอำนาจโลกสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ตัวอย่างเช่น :
- ในศตวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ก้าวขึ้นมาแซงหน้าสหราชอาณาจักรขึ้นเป็นมหาอำนาจทางทหารและการเมือง ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนั้นก็เป็นไปอย่างราบรื่นพอสมควร
- ในเคสของเยอรมนี ซึ่งเคยถูกแบ่งแยกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็สามารถกลับมารวมประเทศกันได้ในปี 1990 และสามารถทวงคืนอำนาจสำคัญภายในยุโรปได้อีกครั้งโดยไม่จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง
- แม้กระทั่งในช่วงสงครามเย็นก็แสดงให้เห็นว่า การแข่งขันที่ขมขื่นระหว่างสองมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบเสมอไป แม้ว่าสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตจะมีการปะทะกันผ่านสงครามตัวแทนก็ตาม
นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า ‘กับดักธูซิดิดิส’ เป็นการสรุปสาเหตุของสงครามที่ง่ายเกินไป และยังเป็นที่น่ากังขากับการนำแนวคิดนี้มาใช้เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
เป้าหมายของ ‘กับดักธูซิดิดิส’ ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น ‘คำเตือน’ มากกว่าจะเป็น ‘คำทำนาย’ ฉะนั้น การหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้กลุ่มผู้กำหนดนโยบายเห็นถึงอันตรายจากความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้หามาตรการในการบริหารจัดการความสัมพันธ์และพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักนี้
นั่นคือสิ่งที่ สี จิ้นผิง พยายามเรียกร้องเมื่อเขาพูดถึงแนวคิดนี้ในที่ประชุมสุดยอดเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) ที่ผ่านมา





