เปิดนัย ‘กับดักธูซิดิดิส’...สี จิ้นผิง ต้องการสื่ออะไร ทำไมถึงหยิบแนวคิดนี้มาพูดกับทรัมป์

16 พ.ค. 2569 - 19:34

  • “จีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้าม ‘กับดักธูซิดิดิส’ ได้หรือไม่?” สี จิ้นผิง ตั้งคำถามระหว่างกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสุดยอดทรัมป์-สี

  • แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากการประชุมสุดยอดทรัมป์-สี...

  • ‘กับดักธูซิดิดิส’ คืออะไร? มีที่มาอย่างไร? แล้วจะไม่มีทางหนีพ้นได้เลยจริงหรือ?

เปิดนัย ‘กับดักธูซิดิดิส’...สี จิ้นผิง ต้องการสื่ออะไร ทำไมถึงหยิบแนวคิดนี้มาพูดกับทรัมป์

“จีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้าม ‘กับดักธูซิดิดิส’ ได้หรือไม่?”

สี จิ้นผิง ตั้งคำถาม โดยกล่าวอ้างไปถึงสงครามระหว่างสองนครรัฐกรีกโบราณ 

แนวคิดดังกล่าวกลายเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญจากการประชุมสุดยอดทรัมป์-สี...SPACEBAR พาไปทำความรู้จักว่า ‘กับดักธูซิดิดิส’ คืออะไร? และมีที่มาอย่างไร? 

‘กับดักธูซิดิดิส’ คืออะไร... 

   (Photo by Wikipedia / AKG Images / Wilhelm Müller / Jakob Asmus Carstens / Herman Riegel / Sammlung Archiv für Kunst und Geschichte, Berlin)
(Photo by Wikipedia / AKG Images / Wilhelm Müller / Jakob Asmus Carstens / Herman Riegel / Sammlung Archiv für Kunst und Geschichte, Berlin)

“เมื่อมหาอำนาจใหม่ที่กำลังก้าวขึ้นมา มีท่าทีคุกคามมหาอำนาจเดิมที่เป็นเจ้าโลกอยู่แล้ว การเกิดสงครามระหว่างทั้งสองฝ่ายก็จะยิ่งมีความเป็นไปได้สูงขึ้น” 

ทฤษฎีนี้พัฒนาขึ้นโดย แกรแฮม อัลลิสัน นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกัน 

คาร์ล ไอเคนเบอร์รี อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำอัฟกานิสถาน อธิบายถึงกับดักธูซิดิดิส ในปี 2014 ว่า “มันเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงการก้าวขึ้นมาและการล่มสลายของประเทศมหาอำนาจ ซึ่งเป็นพลวัตทางประวัติศาสตร์ที่มักจะเกิดขึ้น เมื่ออิทธิพลที่แผ่ขยายและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรัฐหนึ่ง เริ่มเข้าไปคุกคามผลประโยชน์ของมหาอำนาจเดิมที่เป็นเจ้าโลก” 

“บ่อยครั้งที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่กำลังเติบโตและมหาอำนาจที่ดำรงอยู่เดิม ย่อมนำไปสู่ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงและขมขื่นยิ่งขึ้น และในที่สุดก็จบลงด้วยสงครามเต็มรูปแบบ” 

แล้วแนวคิดนี้มีที่มาจากไหน? 

จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ย้อนกลับไปไกลถึงศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล...ในช่วงปี 431-404 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นช่วงที่นครรัฐเอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตาทำสงครามสู้รบกัน หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘สงครามเพโลพอนนีเซียน’ (Peloponnesian War) 

ก่อนที่สงครามจะปะทุขึ้น เอเธนส์ได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการแผ่ขยายจักรวรรดิทางทะเลของตนอย่างก้าวร้าว ขณะที่สปาร์ตาซึ่งมีกองกำลังทหารที่ทรงพลังที่สุดมาอย่างยาวนาน ก็รู้สึกว่าสถานะการเป็นผู้นำเหนือดินแดนกรีกของตนกำลังถูกสั่นคลอน  

ความตึงเครียดทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากการที่เอเธนส์ส่งกองกำลังทหารและเข้าแทรกแซงทางเศรษฐกิจต่อบรรดาพันธมิตรของสปาร์ตา ซึ่งสปาร์ตามองว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็น ‘การยั่วยุ’ 

สถานการณ์มาถึงจุดแตกหักในปี 431 ก่อนคริสตกาล เมื่อนครรัฐธีบส์ พันธมิตรของสปาร์ตา ได้เปิดฉากโจมตีนครรัฐพลาเทีย พันธมิตรของเอเธนส์ ส่งผลให้สนธิสัญญาสันติภาพสิ้นสุดลงและจุดชนวนสงคราม  

ธูซิดิดิส นายพลและนักประวัติศาสตร์ชาวเอเธนส์ ได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ ของสงครามครั้งนี้ไว้ในต้นฉบับที่รู้จักกันในชื่อ ‘ประวัติศาสตร์สงครามเพโลพอนนีเซียน’ (History of the Peloponnesian War) 

“สิ่งที่ทำให้สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การเติบโตของอำนาจเอเธนส์และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสปาร์ตา” 

ธูซิดิดิส กล่าวไว้ 

ส่วนคำว่า ‘กับดักธูซิดิดิส’ ถูกบัญญัติขึ้นโดย ดร.อัลลิสัน ในระหว่างการศึกษากรณีตัวอย่างเกี่ยวกับการปะทุของสงครามตลอดช่วงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา   

สี จิ้นผิง ต้องการสื่ออะไร...ถึงยกแนวคิดนี้ขึ้นมาพูดในที่ประชุมสุดยอดกับทรัมป์ 

   (Photo by Evan Vucci / POOL / AFP)
(Photo by Evan Vucci / POOL / AFP)

“สี จิ้นผิง ใช้แนวคิดนี้มาอย่างน้อยตั้งแต่ปี 2014 แล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ สีก็เคยยกแนวคิดนี้มาพูดกับประธานาธิบดี โจ ไบเดน อีกครั้ง นอกรอบการประชุม APEC ที่ประเทศเปรู เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024” จื่อเฉิน หวัง นักวิเคราะห์ในปักกิ่ง กล่าว 

สารของผู้นำจีนนั้นยังคงหนักแน่นเสมอมา นั่นคือ ความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กรอบความคิดของจีนคือทั้งสองฝ่ายควรหาทางอยู่ร่วมกัน ซึ่งจีนมักอธิบายว่าเป็น “การเคารพซึ่งกันและกัน” และ “ความร่วมมือแบบได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” 

นอกจากนี้ยังมีแง่มุมเชิงยุทธศาสตร์ซ่อนอยู่ เพราะการหยิบยกแนวคิดนี้ขึ้นมาพูด ทำให้จีนสามารถยกระดับความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน ให้ก้าวข้ามขีดจำกัดของข้อพิพาททางการค้า หรือประเด็นเรื่องไต้หวัน ไปสู่สิ่งที่มีความหมายยิ่งใหญ่กว่านั้น ซึ่งเป็นบททดสอบครั้งสำคัญที่จะกำหนดทิศทางว่า ‘บรรดามหาอำนาจยักษ์ใหญ่จะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร’ 

สิ่งนี้ยังช่วยตอกย้ำสถานะของจีนในฐานะ ‘มหาอำนาจที่ทัดเทียมกับสหรัฐฯ’ มากกว่าที่จะเป็นประเทศเบอร์รอง ดังที่ สี จิ้นผิง ได้ตั้งคำถามกับทรัมป์ว่า ‘จีนและสหรัฐฯ จะสามารถสร้างโมเดลความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ระหว่างประเทศมหาอำนาจด้วยกันได้หรือไม่’ 

เจ้าโลกเดิม (สหรัฐฯ) VS มหาอำนาจใหม่ (จีน) 

   (Photo by Evan Vucci / POOL / AFP)
(Photo by Evan Vucci / POOL / AFP)

จีนถูกมองว่าเป็น ‘มหาอำนาจใหม่’ ที่กำลังรุ่งเรืองขึ้นมาท้าทายการเป็นเจ้าโลกเดิมของสหรัฐฯ แม้ว่าในขณะนี้ทั้งสองประเทศจะยังไม่ได้อยู่ในขั้นทำสงครามกัน แต่นักรัฐศาสตร์ที่พูดถึง ‘กับดักธูซิดิดิส’ ต่างออกมาเตือนว่า “ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าไปสู่การปะทะกันอย่างรุนแรง” 

“ในขณะที่จีนซึ่งไม่มีใครหยุดยั้งได้ กำลังรุกคืบเข้าหาอเมริกาที่ไม่ยอมขยับเขยื้อน และทั้งสี จิ้นผิง กับโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างฝ่ายต่างก็สัญญาว่าจะทำให้ประเทศของตนกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สถานการณ์ที่เป็นอยู่จึงดูน่าหดหู่ใจยิ่งนัก” ดร.อัลลิสัน เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ ‘Destined for War’ (ชะตาพาให้รบ สหรัฐฯ และจีนจะรบกันหรือไม่) 

“หากจีนไม่เต็มใจที่จะลดทอนความทะยานของตนลง หรือสหรัฐฯ ไม่สามารถยอมรับการตกเป็นเบอร์สองในภูมิภาคแปซิฟิกได้ ความขัดแย้งทางการค้า การโจมตีทางไซเบอร์ หรืออุบัติเหตุทางทะเลเพียงครั้งเดียว ก็อาจลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้อย่างรวดเร็วในไม่ช้า” 

 ข้อความจากในหนังสือ ‘Destined for War’ (ชะตาพาให้รบ สหรัฐฯ และจีนจะรบกันหรือไม่) 

เควิน รัดด์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและประธานสมาคมเอเชีย ได้ขยายความแนวคิดนี้ในหนังสือของเขาเรื่อง ‘The Avoidable War’ (สงครามที่หลีกเลี่ยงได้) “การเติบโตของกองทัพจีนและการขยายอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ของจีนกับพันธมิตร ได้สร้างความไม่สบายใจให้กับสหรัฐฯ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับสปาร์ตาในอดีต” 

ขณะที่ความมุ่งมั่นของจีนที่จะรวมชาติกับไต้หวัน (ด้วยกำลังทหารหากจำเป็น) ถูกมองว่าเป็นจุดปะทุรุนแรงที่สำคัญที่สุดของพลวัตความขัดแย้งนี้ ส่วนสหรัฐฯ ก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการกับไต้หวัน และคัดค้านการใช้กำลังเข้ายึดครองไต้หวัน โดยให้ความช่วยเหลือจัดหาอาวุธและข้อมูลกรองเพื่อสนับสนุนความมั่นคงของไต้หวัน 

เป็นเวลานานหลายทศวรรษแล้วที่สหรัฐฯ รักษาท่าที ‘ความคลุมเครือเชิงยุทธศาสตร์’ (Strategic Ambiguity) โดยไม่เคยประกาศอย่างชัดเจนเลยว่า ‘จะส่งกองทัพเข้าไปปกป้องไต้หวันหรือไม่ หากจีนเปิดฉากโจมตี’ 

ท่าทีนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้จีนส่งกองทัพบุกยึดไต้หวัน และในขณะเดียวกันก็เพื่อดึงรั้งไม่ให้ไต้หวันประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการด้วย   

แต่ในระหว่างที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งสมัยแรก สหรัฐฯ ได้ยกระดับความตึงเครียดอย่างมากด้วยการสนับสนุนไต้หวันอย่างเปิดเผย จนทำให้จีนต้องออกโรงเตือนว่า “สหรัฐฯ กำลังขยับเข้าใกล้ ‘เส้นแดง’ ของจีนมากขึ้นเรื่อยๆ”

และในการกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสุดยอดทรัมป์-สีเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) ที่ผ่านมา สี จิ้นผิง ได้ส่งสัญญาณเตือนสหรัฐฯ ว่า “หากจัดการกับประเด็นไต้หวันอย่างผิดพลาด มหาอำนาจทั้งสองจะต้องขัดแย้งและอาจถึงขั้นปะทะกัน ซึ่งจะทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดตกอยู่ในอันตรายขั้นร้ายแรง” 

กับดักนี้...จะไม่มีทางหนีพ้นได้เลยจริงหรือ 

คำตอบคือ ‘ไม่ใช่’...มหาอำนาจโลกสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ตัวอย่างเช่น :  

  • ในศตวรรษที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ก้าวขึ้นมาแซงหน้าสหราชอาณาจักรขึ้นเป็นมหาอำนาจทางทหารและการเมือง ซึ่งการเปลี่ยนผ่านนั้นก็เป็นไปอย่างราบรื่นพอสมควร
  • ในเคสของเยอรมนี ซึ่งเคยถูกแบ่งแยกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็สามารถกลับมารวมประเทศกันได้ในปี 1990 และสามารถทวงคืนอำนาจสำคัญภายในยุโรปได้อีกครั้งโดยไม่จุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง 
  • แม้กระทั่งในช่วงสงครามเย็นก็แสดงให้เห็นว่า การแข่งขันที่ขมขื่นระหว่างสองมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ ไม่จำเป็นต้องลุกลามกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบเสมอไป แม้ว่าสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียตจะมีการปะทะกันผ่านสงครามตัวแทนก็ตาม 

นักวิเคราะห์บางส่วนจึงมองว่า ‘กับดักธูซิดิดิส’ เป็นการสรุปสาเหตุของสงครามที่ง่ายเกินไป และยังเป็นที่น่ากังขากับการนำแนวคิดนี้มาใช้เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน 

เป้าหมายของ ‘กับดักธูซิดิดิส’ ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น ‘คำเตือน’ มากกว่าจะเป็น ‘คำทำนาย’ ฉะนั้น การหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้ให้กลุ่มผู้กำหนดนโยบายเห็นถึงอันตรายจากความตึงเครียดที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้หามาตรการในการบริหารจัดการความสัมพันธ์และพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักนี้ 

นั่นคือสิ่งที่ สี จิ้นผิง พยายามเรียกร้องเมื่อเขาพูดถึงแนวคิดนี้ในที่ประชุมสุดยอดเมื่อวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) ที่ผ่านมา 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์