แม้สถานการณ์ฝนถล่มหนัก หรือปรากฏการณ์ ‘เรนบอมบ์’ (Rain Bomb) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเริ่มคลี่คลายลงแล้ว แต่ในหลายชุมชนยังคงมีน้ำท่วมขังลึก ซึ่งเรื่องนี้ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และทำให้สังคมกลับมาตั้งคำถามถึงระบบเตือนภัยพิบัติรวมถึงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลอีกครั้ง
กระแสติติงดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความล่าช้าในการแจ้งเตือนประชาชน และการเข้าช่วยเหลือชุมชนที่เดือดร้อน
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้โจมตีเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถห้ามฝนตกหนักได้ แต่พุ่งเป้าไปที่ความล่าช้าในการรวบรวมข้อมูล พยากรณ์อากาศ กำลังพล และเครื่องมือฉุกเฉินที่มีอยู่ เพื่อเข้ามารับมือและลดความสูญเสียได้อย่างทันท่วงที
ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วมรุนแรง รองนายกฯ ทรงศักดิ์ ทองศรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เผยว่า “รัฐบาลคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะเกิดฝนตกหนักในช่วงวันที่ 24-26 กันยายน แต่ผลประเมินของทางการในขณะนั้นชี้ว่า สถานการณ์จะไม่รุนแรงถึงขั้นเป็น ‘มหาอุทกภัย’”
นอกจากนี้ รองนายกฯ ทรงศักดิ์ยังได้ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามถึงข้อมูลเตือนภัยที่มีการแชร์กันบนโลกออนไลน์ พร้อมทั้งยืนยันในเวลานั้นว่า “หน่วยงานภาครัฐได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ในการรับมือกับสถานการณ์แล้ว”
ทว่าเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นตามมาในครั้งนี้ จึงจุดชนวนให้สังคมตั้งคำถามว่า “ปัญหานี้เกิดจากสภาพอากาศที่รุนแรงผิดปกติเพียงอย่างเดียว หรือเป็นเพราะระบบของหน่วยงานรัฐ ทั้งในด้านการตีความข้อมูล การแจ้งเตือนภัย และการรับมือที่ยังไม่มีประสิทธิภาพพอ?”
น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ ‘ไม่เหมือน’ ปี 2011...

วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้แตกต่างจากปี 2011 อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ได้เกิดจากมวลน้ำเหนือไหลหลาก แต่มีสาเหตุหลักมาจากฝนที่ตกหนักรุนแรง ถึงอย่างนั้น น้ำก็ยังท่วมขังถนน บ้านเรือน และรถยนต์ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในโซนกรุงเทพตะวันออกที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้สังคมเริ่มจับตาไปที่ระบบข้อมูลน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติ หรือ ‘One Map’ ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ซึ่งระบบนี้สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังเรื่องข้อมูลที่ไม่ตรงกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ
รัฐบาลได้เปิดตัวระบบนี้อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ได้ร่วมมือกันบูรณาการข้อมูลจาก 4 หน่วยงานหลัก ให้มารวมอยู่ในฐานข้อมูลน้ำและภัยพิบัติแห่งชาติเพียงหนึ่งเดียว
โดยทั้ง 4 หน่วยงานต่างมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน :
- กรมอุตุนิยมวิทยา จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการรายงานสภาพอากาศ ให้ข้อมูลพยากรณ์และเรดาร์ รวมถึงออกประกาศเตือนภัยพายุและฝนตกหนักอย่างเป็นทางการ
- สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) จะเป็นผู้สนับสนุนข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมและข้อมูลภูมิสารสนเทศเชิงพื้นที่ทั้งหมด
- สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ทำหน้าที่ให้ข้อมูลระดับน้ำ อัตราการไหลของน้ำ และข้อมูลโทรมาตร รวมถึงการประเมินความเสี่ยงฝนตกหนักล่วงหน้า 24 และ 48 ชั่วโมง
- สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) รับผิดชอบการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลและแดชบอร์ด ตรวจสอบธรรมาภิบาลข้อมูล และนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์ภัยพิบัติ
ระบบ One Map ได้รับการประชาสัมพันธ์ว่าเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ทุกหน่วยงานทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลพยากรณ์อากาศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าจะเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ใด มีความรุนแรงระดับไหน และมวลน้ำจะมาถึงในช่วงเวลาใด ปัจจุบัน
ความพยายามในการเชื่อมโยงข้อมูลน้ำและภัยพิบัติของไทย...เป็นโจทย์ใหญ่ที่มีมานานก่อนจะเกิดระบบ One Map ในปัจจุบัน

ในอดีต หลายรัฐบาลเคยผลักดันให้ใช้ระบบแผนที่สารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ทำฐานข้อมูลร่วมกัน และปรับปรุงระบบเตือนภัยพิบัติให้ดีขึ้น ต่อมาหลังจากมหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงในปี 2011 รัฐบาลภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้จัดตั้งองค์กรบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติขึ้น เพื่อบุกเบิกการวางแผนและรวบรวมข้อมูลน้ำให้เป็นหนึ่งเดียว
จนกระทั่งในปี 2017 โครงสร้างการบริหารจัดการน้ำเริ่มมีความรวมศูนย์และชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น จากการจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อทำหน้าที่ประสานนโยบายน้ำระดับประเทศ และลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันของแต่ละหน่วยงานลง
ระบบ One Map ในปัจจุบัน ถือเป็นความพยายามล่าสุดในการแก้ปัญหารากเหง้าเดิมๆ ที่หน่วยงานรัฐต่างฝ่ายต่างเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไว้มากมาย แต่กลับไม่สามารถแปลงข้อมูลเหล่านั้นออกไปเป็นการแจ้งเตือนที่รวดเร็ว ทันเวลา และเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่และประชาชนนำไปใช้รับมือสถานการณ์ได้จริง
ด้วยเหตุนี้ ‘ระบบการสื่อสาร’ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ เพราะวิกฤตน้ำท่วมถล่มกรุงครั้งล่าสุดนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า “วิธีการสื่อสารและขั้นตอนการแจ้งเตือนภัยสู่สาธารณะยังมีช่องโหว่ที่ต้องเร่งแก้ไข”
บ่อยครั้งที่ประกาศเตือนภัยจากภาครัฐมักเข้าใจยาก เพราะเต็มไปด้วยศัพท์เทคนิคและภาษาราชการ แตกต่างจากเพจรายงานสภาพอากาศอิสระที่รายงานสถานการณ์ได้รวดเร็วกว่า และใช้ภาษาที่ประชาชนเข้าใจง่าย
ความต่างนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ เมื่อคนในรัฐบาลพากันตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของเพจและเว็บไซต์อิสระเหล่านี้ โดย รองนายกฯ ทรงศักดิ์ มองว่า “กระแสข่าวบนโลกออนไลน์บางกระแสที่เตือนเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดมหาอุทกภัยรุนแรง อาจทำให้ประชาชนตื่นตระหนกเกินเหตุ” พร้อมย้ำว่า “กรมอุตุนิยมวิทยาคือหน่วยงานเดียวที่มีอำนาจหน้าที่เตือนภัยอย่างเป็นทางการ”
แม้แต่ในเอกสารเปิดตัวระบบ One Map ของรัฐบาลเอง ก็ยังยอมรับว่า “ปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายและไม่ตรงกันของแต่ละหน่วยงาน คือ ‘จุดอ่อน’ สำคัญที่ทำให้ภาครัฐตัดสินใจช้า และประชาชนเตรียมตัวไม่ทันมาโดยตลอด”
โจทย์ใหญ่ในตอนนี้จึงอยู่ที่ว่า “รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนข้อมูลมหาศาลที่มีอยู่ ให้กลายเป็นการเตือนภัยที่เข้าใจง่ายและรวดเร็วทันเวลาได้อย่างไร เพื่อให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ของตนและต้องรับมือแบบไหน เพราะในความเป็นจริง อำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการน้ำท่วมปัจจุบันยังคงกระจายอยู่กับหลายหน่วยงานมากเกินไป”
ขณะเดียวกัน หน่วยงานกรุงเทพฯ (กทม.) เองก็หนีไม่พ้นเสียงวิจารณ์ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า กทม. ได้เร่งลดระดับน้ำในคลองต่างๆ ให้ต่ำลงอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่ ก่อนที่จะเกิดฝนตกหนักรุนแรง
สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ แกนนำพรรคไทยก้าวใหม่ ได้ออกมาตั้งคำถามว่า “เหตุใดจึงไม่มีการเร่งลดระดับน้ำในคลองให้ต่ำที่สุดตั้งแต่เนิ่นๆ...การมาเร่งสูบน้ำเอาตอนที่น้ำล้นตลิ่งคลองไปแล้วนั้น ถือเป็นมาตรการที่ล่าช้าเกินไป”
ส่วนฝั่ง กทม.ก็ออกมาชี้แจง พร้อมกับกางรายงานว่า “ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้สั่งลดระดับน้ำในคลองสายหลักไว้ล่วงหน้าก่อนที่ฝนจะตกหนักตามคำพยากรณ์แล้ว ซึ่งครอบคลุมทั้งคลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร คลองแสนแสบ และคลองประเวศบุรีรมย์ นอกจากนี้ยังได้ผันน้ำเข้าแก้มลิงบึงหนองบอน และเดินเครื่องสถานีสูบน้ำอย่างเต็มกำลัง”
แต่ถึงอย่างนั้น สุชัชวีร์ยังคงโต้แย้งว่า “มาตรการของ กทม.ยังดีไม่พอ และระบบระบายน้ำในเครือข่ายคูคลองเพื่อส่งต่อไปยังสถานีสูบน้ำหลักๆ นั้น ยังทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร”
ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ใช่แค่เรื่องฝนตกหนัก แต่เป็น ‘ความท้าทายในการประสานงาน’ ร่วมกัน (?)

ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีเครื่องมือพร้อมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีพยากรณ์อากาศ ฐานข้อมูลระดับชาติ ภาพถ่ายดาวเทียม ระบบวัดระดับน้ำ (โทรมาตร) หน่วยงานกู้ภัย และอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่
แต่คำถามสำคัญในเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นก็คือ
“รัฐบาลจะเชื่อมโยงเครื่องมือทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การส่งต่อข้อมูลพยากรณ์ไปสู่การแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว การนำคำเตือนมาใช้วางแผนรับมือ ไปจนถึงการกระจายความช่วยเหลือลงสู่พื้นที่จริงได้อย่างทันท่วงที”
รัฐบาลตั้งใจผลักดันระบบ One Map เพื่อให้ข้อมูลภัยพิบัติเป็นหนึ่งเดียว แม่นยำ และใช้งานง่ายขึ้น เพื่อช่วยให้ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนนำไปใช้วางแผนรับมือสถานการณ์ได้จริง
แต่วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้ กลับกลายเป็นบททดสอบความตั้งใจดังกล่าวในโลกแห่งความเป็นจริง พร้อมทั้งจุดกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งระดับรัฐบาลและระดับท้องถิ่น ต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ออกประกาศเตือนภัยให้ทันเวลา และตอบสนองต่อเหตุการณ์ให้รวดเร็วพอเพื่อจำกัดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น
(Photo by LILLIAN SUWANRUMPHA / AFP)





