จากกรณีที่ ‘โสธรชัย เนอร์สซิงโฮม’ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ถูกกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สั่งปิดกิจการอย่างถาวร หลังตรวจพบว่า สถานบริการดังกล่าวดำเนินกิจการไม่เป็นไปตามใบอนุญาต กักขังผู้สูงอายุไว้ในกรงเหล็กราวกับคอกสัตว์ อีกทั้งยังล็อกกุญแจจากด้านนอก สะท้อนภาพจำอันโหดร้ายของสถานดูแลผู้สูงอายุที่ไร้มาตรฐาน
เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ครอบครัวไทยกำลังเดินมาถึงทางตัน บ้านพักของรัฐคิวยาวเป็นสิบปี ส่วนศูนย์เอกชนดีๆ ก็แพงเกินเอื้อม จนหลายครอบครัวไม่มีทางเลือก ต้องยอมส่งคนที่รักไปเสี่ยงกับสถานดูแลผู้สูงอายุที่ไร้มาตรฐาน...คำถามคือ ความปลอดภัยของผู้สูงอายุ จำเป็นต้องแลกมาด้วยการกักขังราวกับนักโทษจริงหรือ?
สภาพทางตันแบบนี้ไม่ใช่ไทยที่เจอประเทศแรก แต่ประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนเราอย่าง ‘เนเธอร์แลนด์’ ก็เคยเจอปัญหานี้ และพวกเขาเลือกที่จะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้วยการสร้าง ‘The Hogeweyk Dementia Village’ หมู่บ้านผู้ป่วยสมองเสื่อมแห่งแรกของโลกขึ้นมา เพื่อเป็นทางออกให้ประชาชนเข้าถึงเรื่องรัฐสวัสดิการและการได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ที่นี่ ‘หมู่บ้านโฮเกอเวย์ก’ ชุมชนจำลองที่ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างอิสระ...
หมู่บ้านโฮเกอเวย์ก (The Hogeweyk) สถานดูแลผู้สูงอาย หรือหมู่บ้านผู้ป่วยสมองเสื่อมแห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ที่เมืองเวสป์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2009 เป็นชุมชนปิดที่ออกแบบมาให้เหมือนหมู่บ้านทั่วไป เพื่อให้ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อมขั้นรุนแรงได้ใช้ชีวิตอย่างมีอิสระและมีความสุข แทนการถูกจำกัดบริเวณอยู่ในโรงพยาบาลแบบเดิมๆ
สถานดูแลผู้สูงอายุแห่งนี้กำลังทลายกรอบความคิดแบบเดิมๆ ของการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ เอลอย ฟาน ฮัล ผู้ร่วมก่อตั้งหมู่บ้านโฮเกอเวย์ก ซึ่งในอดีต เขาเคยเป็นผู้จัดการสถานดูแลผู้สูงอายุแบบดั้งเดิม
ภาพจำเดิมๆ ที่ ฟาน ฮัล เคยเห็นคือผู้ ป่วยมักถูกกักบริเวณอยู่แต่ในห้องพัก และมีกิจกรรมให้ทำอย่างจำกัดภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดตลอดวัน ซึ่งนั่นทำให้เขาเชื่อมั่นว่าผู้ที่มีปัญหาด้านความจำและการรับรู้ควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้
ผู้สูงอายุที่พำนักอยู่ในหมู่บ้านโฮเกอเวย์กล้วนเป็น ‘ผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม’ แต่กลับสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติธรรมดาอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาจะพักอาศัยร่วมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ในบ้านที่แยกเป็นสัดส่วน ได้ทำอาหารและล้อมวงทานมื้อค่ำด้วยกัน ออกไปเดินเลือกซื้อของชำโดยมีผู้ช่วยดูแล และยังสามารถเพลิดเพลินไปกับงานคอนเสิร์ต หรือการออกไปรับประทานอาหารค่ำตามร้านอาหารได้อีกด้วย ซึ่งวิถีชีวิตทั้งหมดนี้แทบไม่ต่างไปจากคนทั่วไปเลย
ภายในหมู่บ้านขนาดใหญ่แห่งนี้ มีทั้งซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านกาแฟ ร้านอาหาร โรงละคร สวนสาธารณะ และร้านตัดผม ผู้สูงอายุสามารถเดินออกจากบ้านมาซื้อของ ไปนั่งจิบกาแฟ หรือเดินเล่นในสวนได้อย่างอิสระและปลอดภัย 100% เพราะมีประตูกลหลักที่เปิด-ปิดด้วยระบบรักษาความปลอดภัยเพียงทางเดียว
คุณหมอ พยาบาล และผู้ดูแลที่นี่จะไม่สวมชุดกาวน์ หรือยูนิฟอร์มทางการแพทย์เลย แต่จะแต่งกายด้วยชุดไปรเวทธรรมดา และแฝงตัวทำหน้าที่เป็นพนักงานแคชเชียร์ในซูเปอร์มาร์เก็ต พนักงานเสิร์ฟในร้านกาแฟ หรือเป็นเพื่อนบ้านที่คอยเดินคุยเป็นเพื่อน เพื่อคอยช่วยเหลือและดูแลผู้สูงอายุอย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ทำให้พวกเขารู้ตัว หรือรู้สึกอึดอัด
ที่นี่รองรับผู้ป่วยได้ราวๆ 150–180 คน โดยจะแบ่งกันอยู่เป็นบ้านหลังเล็กๆ หลังละ 6–7 คน แต่สิ่งที่เจ๋งมากคือ บ้านแต่ละหลังจะตกแต่งภายในตามภูมิหลังและรสนิยมเดิมของผู้สูงอายุ (เช่น สไตล์คลาสสิกสำหรับผู้ดีเก่า, สไตล์ศิลปวัฒนธรรม, หรือสไตล์โมเดิร์น) รวมถึงเปิดเพลงและทำอาหารในแบบที่พวกเขาคุ้นเคย เพื่อลดความสับสนและทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกอบอุ่นใจที่สุด
ความสุขทางอารมณ์ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้ของผู้สูงอายุในหมู่บ้านโฮเกอเวย์ก การได้เดินเหินไปมาทั่วหมู่บ้านช่วยให้พวกเขาได้ออกกำลังกาย ส่งผลให้เจริญอาหาร ทานได้เยอะขึ้น และที่สำคัญคือ ‘มีอัตราการใช้ยาลดลงอย่างมาก’ เมื่อเทียบกับสถานดูแลทั่วไป ความสำเร็จนี้ทำให้โมเดลดังกล่าวกลายเป็นต้นแบบนวัตกรรมบริบาลที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งศึกษาเพื่อนำไปสร้างตาม
สถานดูแลผู้สูงอายุที่มุ่งบำบัดด้วย...วิถีชีวิตที่เป็นปกติที่สุด

สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ราว 10 ไร่ ชานเมืองอัมสเตอร์ดัม ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันรองรับผู้สูงอายุ 188 คน กระจายกันอยู่ตามบ้านพัก 27 หลัง โดยมุ่งมั่นที่จะปลดปล่อยข้อจำกัดเดิมๆ และคืนอิสรภาพให้ผู้ป่วยสมองเสื่อมได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมอีกครั้ง
นับเป็นการปฏิวัติวงการบริบาลจนรายงานอัลไซเมอร์โลกปี 2020 ยกย่องให้ที่นี่เป็น ‘ผู้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์’ ที่ก้าวข้ามเนอร์สซิงโฮมแบบเดิม ด้วยการมอบการดูแลที่เคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ และสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นเหมือนบ้านให้แก่ทั้งผู้สูงอายุและครอบครัว
ความคล้ายคลึงกับเมืองทั่วไปในเนเธอร์แลนด์อย่างแนบเนียน คือความตั้งใจสูงสุดในการออกแบบที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นผังเมืองที่เป็นระบบระเบียบ กลุ่มทาวน์โฮมอิฐสองชั้นดีไซน์อบอุ่น ไปจนถึงผับ โรงละคร และร้านอาหารที่เปิดต้อนรับบุคคลภายนอกด้วย
ความสมจริงนี้ทำให้ผู้พำนักหลายคนไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังอาศัยอยู่ใน ‘หมู่บ้านผู้ป่วยสมองเสื่อม’ แห่งแรกของโลก ขณะเดียวกัน ผู้มาเยือนเองก็แทบจะแยกไม่ออกเลยว่า คนที่เดินสวนกันไปมานั้นคือ ผู้ป่วย หรือเป็นเจ้าหน้าที่ที่แต่งกายด้วยชุดธรรมดาทั่วไป
ท่ามกลางวิกฤตสมองเสื่อมที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลกตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แม้หมู่บ้านผู้สูงอายุและเมืองจำลองจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า “วงการบริบาลยังจำเป็นต้องเร่งพลิกโฉมครั้งใหญ่ให้ทันความเปลี่ยนแปลง”
เพราะเป้าหมายสูงสุดในอนาคต ไม่ใช่แค่การสร้างพื้นที่ขึ้นมาเพื่อเลียนแบบเมืองจำลอง แต่คือ “การหลอมรวมสถานบริบาลให้กลายเป็น ‘เมืองจริง’ ที่ผู้สูงอายุและคนในสังคมสามารถใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ”
ข้อมูลจากองค์กรอัลไซเมอร์สากล (Alzheimer’s Disease International) ระบุว่า “ย้อนไปตอนที่หมู่บ้านโฮเกอเวย์กเปิดตัวครั้งแรก ทั่วโลกมีผู้ป่วยสมองเสื่อมราว 35 ล้านคน แต่ปัจจุบันตัวเลขนั้นพุ่งทะลุ 55 ล้านคนไปแล้ว” ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดว่า “ตัวเลขจะทะยานถึง 78 ล้านคนภายในปี 2030”
‘โฮเกอเวย์กโมเดล’ ที่กลายเป็นแรงบันดาลใจให้สถานบริบาลทั่วโลกนำไปปรับใช้

งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า
“ผู้สูงอายุในหมู่บ้านโฮเกอเวย์กมีความสุขมากกว่าและใช้ยาลงลดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับเนิร์สซิ่งโฮมทั่วไป จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้สถานบริบาลทั่วโลกนำไปปรับใช้”
-ฝรั่งเศส-
‘Village Landais Alzheimer’ หมู่บ้านรัฐสวัสดิการเปิดตัวเมื่อปี 2020 ที่เมืองดักซ์ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ถือเป็นต้นแบบแห่งแรกในยุโรปที่ลงทุนและบริหารจัดการโดยภาครัฐ 100%
ตัวหมู่บ้านได้รับการออกแบบเป็นกลุ่มอาคารชั้นเดียวสไตล์พื้นเมืองแคว้นล็องแดส์ รองรับผู้สูงอายุประมาณ 120 คน โดยดึงเอา ‘วิถีชีวิตแบบฝรั่งเศส’ มาใช้เป็นเครื่องมือบำบัด ภายในหมู่บ้านจึงครบครันด้วยร้านอาหารกึ่งคาเฟ่ ร้านตัดผม ซูเปอร์มาร์เก็ตไร้เงินสด ตลอดจนคลาสเต้นรำที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อมโดยเฉพาะ
ทว่าจุดที่ต่างจากเนเธอร์แลนด์คือ ฝรั่งเศสเลือกที่จะตั้งสถานพยาบาลและร้านขายยาประจำหมู่บ้านขึ้นมาอย่างเป็นกิจลักษณะ เพื่อรองรับผู้สูงอายุที่อาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว พร้อมจับมือกับมหาวิทยาลัยบอร์โดทำวิจัยระยะยาว ซึ่งผลลัพธ์พบว่า “โมเดลนี้ช่วยชะลอการเสื่อมถอยของสมองได้อย่างนุ่มนวล และช่วยลดความวิตกกังวลของครอบครัวได้อย่างมหาศาล”
-แคนาดา-
ข้ามฝั่งมาที่แคว้นแลงลีย์ รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา กับ ‘The Village Langley’ หมู่บ้านผู้ป่วยสมองเสื่อมแห่งแรกของประเทศที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอุทยานธรรมชาติขนาดใหญ่ราว 12 ไร่ รองรับผู้อยู่อาศัยได้ 78 คน
สถาปัตยกรรมของที่นี่ถูกออกแบบเป็น ‘บ้านกระท่อมกลางป่า’ โอบล้อมด้วยทางเดินสวนแบบวงแหวนไร้ทางตัน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนแคนาดาที่รักธรรมชาติและกิจกรรมกลางแจ้ง โดยมีไฮไลต์เป็นโรงนาสีแดงสำหรับเลี้ยงไก่และบ่อปลาคาร์ป เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ออกมาปลูกผัก ทำสวน และฟื้นฟูร่างกายผ่านโครงการฟาร์มบำบัดอย่างเพลิดเพลิน
ยิ่งไปกว่านั้น หมู่บ้านแห่งนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง ‘สายรัดข้อมือบลูทูธ’ มาใช้ติดตามตำแหน่งแบบเรียลไทม์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นคีย์การ์ดเปิดประตูบ้านพักส่วนตัวโดยอัตโนมัติ และจะช่วยล็อกสิทธิ์การเข้าถึงพื้นที่อันตรายเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ
บ้านพักทั้ง 6 หลังจะถูกแบ่งโซนอย่างชัดเจน ระหว่างกลุ่มที่ยังสามารถพึ่งพาตนเองได้ กับกลุ่มผู้ป่วยขั้นรุนแรงที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด
-สหรัฐฯ-
ศูนย์เอเกรซ (Agrace) ในรัฐวิสคอนซิน เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างการขยายขอบเขตความสำเร็จระดับโลกที่น่าจับตามอง ซึ่งปฏิวัติโมเดลบริบาล ลบภาพจำศูนย์ดูแลแบบ ‘ล็อกกรงขัง’ ในอเมริกา โดยตัดสินใจลงทุนนำแนวคิดพิมพ์เขียวจากเนเธอร์แลนด์มาสร้างเป็น ‘หมู่บ้านสไตล์โฮเกอเวย์กแห่งแรกในสหรัฐฯ’ โดยมีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2027
การเดินหน้าโปรเจกต์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ ลินน์ เซกซ์เทน ประธานและซีอีโอของเอเกรซ ได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่หมู่บ้านโฮเกอเวย์กด้วยตัวเอง โดย เซกซ์เทน ได้เผยความรู้สึกทึ่งต่อระบบจัดการไว้อย่างน่าสนใจว่า “ฉันทึ่งมากที่ผู้สูงอายุที่นี่แทบไม่มีใครต้องนอนติดเตียง หรือต้องพึ่งพาท่อช่วยออกซิเจนเลย วิถีชีวิตประจำวันของพวกเขาขับเคลื่อนไปด้วยความอิสระ ไม่ได้ถูกตีกรอบด้วยกฎระเบียบที่ซ้ำซากจำเจเหมือนศูนย์ดูแลผู้ป่วยความจำเสื่อมทั่วไปในอเมริกา ซึ่งมันแตกต่างกันอย่างมหาศาลจริงๆ”





