เกาหลีใต้ประกาศชัด ‘ไม่ส่ง’ กองทัพไปร่วมรบในสงครามอิหร่าน แม้เจอทรัมป์กดดันหนัก

19 ก.ย. 2569 - 18:10

  • ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ประกาศว่า “จะไม่มีการส่งกองทัพไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในลักษณะที่อาจลากประเทศเข้าสู่ความขัดแย้ง”

  • “ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนตรงนี้เลยว่า เราจะไม่ส่งยุทโธปกรณ์ทางการทหารไป ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตามเพื่อจุดประสงค์นั้น” ประธานาธิบดีอี กล่าวเน้นย้ำ

  • ประกาศดังกล่าวเป็นการแสดงจุดยืนที่ขัดต่อข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เกาหลีใต้สนับสนุนสงครามกับอิหร่าน

เกาหลีใต้ประกาศชัด ‘ไม่ส่ง’ กองทัพไปร่วมรบในสงครามอิหร่าน แม้เจอทรัมป์กดดันหนัก

ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ ประกาศว่า “จะไม่มีการส่งกองทัพไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางในลักษณะที่อาจลากประเทศเข้าสู่ความขัดแย้ง” ซึ่งถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ขัดต่อข้อเรียกร้องของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ต้องการให้เกาหลีใต้สนับสนุนสงครามกับอิหร่าน 

“ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนตรงนี้เลยว่า จะไม่มีการส่งกำลังพลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือเข้าร่วมรบในสงครามครั้งนี้อย่างแน่นอน และเราจะไม่ส่งยุทโธปกรณ์ทางการทหารไป ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตามเพื่อจุดประสงค์นั้น”

ประธานาธิบดีอี กล่าวเน้นย้ำในงานแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ (18 ก.ย.) ที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีอีกล่าวเสริมว่า เขากำลังพิจารณาว่าเกาหลีใต้ควรจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการช่วยดูแลความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือในภูมิภาคดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งในปัจจุบัน เกาหลีใต้มีการวางกำลังทางเรืออยู่นอกชายฝั่งโซมาเลียอยู่แล้ว เพื่อปฏิบัติภารกิจต่อต้านโจรสลัด 

“เราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่เป็นขั้นต่ำที่สุดเหมือนกับประเทศอื่นๆ เพื่อปกป้องเรือพาณิชย์ เรือขนส่งน้ำมันดิบ และความปลอดภัยของประชาชนของเราเอง”

ประธานาธิบดีอี กล่าวชี้แจง 

ท่าทีประนีประนอมดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ออกมาโจมตีรัฐบาลเกาหลีใต้ว่าช่วยสนับสนุนสงครามอิหร่านน้อยเกินไป อีกทั้ง สหรัฐฯ ยังได้ตอบโต้ด้วยการสั่งลดขนาดการซ้อมรบร่วมครั้งใหญ่กับเกาหลีใต้ไปแล้วในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ซึ่งมาตรการลงโทษนี้สร้างความกังวลและสั่นคลอนความมั่นใจของเกาหลีใต้ในฐานะพันธมิตรคนสำคัญของสหรัฐฯ 

รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ในการส่งกองทัพไปยังช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าแนวคิดดังกล่าวจะไม่เป็นที่นิยมและถูกคัดค้านอย่างหนักภายในประเทศก็ตาม 

นอกจากนี้ เมื่อสื่อซักถามถึงความคืบหน้าในการบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อผูกพันการลงทุนมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11.9 ล้านล้านบาท) ของเกาหลีใต้ภายใต้ดีลการค้าเสรีกับรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งทางประธานาธิบดีอีก็ชี้แจงว่า “ความกังวลเรื่องผลตอบแทนและโอกาสทางธุรกิจของแพ็กเกจการลงทุนนี้ คือ ‘ประเด็นขัดแย้งหลัก’ ที่ทำให้การเจรจายังคงติดขัดอยู่” 

ประธานาธิบดีอี ยอมรับว่า “มีเงื่อนไขบางประการที่รัฐบาลเกาหลีใต้รู้สึกว่ายากที่จะยอมรับได้ แต่กระนั้น ทั้งสองฝ่ายก็กำลังขยับเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงกันแล้ว” 

โดยเมื่อปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้ทำข้อผูกพันที่จะเข้าไปลงทุนในภาคการผลิตของสหรัฐฯ เป็นมูลค่าสูงถึง 3.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 11.9 ล้านล้านบาท) เพื่อแลกกับการที่รัฐบาลสหรัฐฯ จะยอมลดภาษีนำเข้าสินค้าจากเกาหลีใต้ลงเหลือ 15% 

ทั้งนี้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมารัฐบาลเกาหลีใต้ได้สั่งเลื่อนการบรรยายสรุปต่อรัฐสภาเกี่ยวกับแผนการลงทุนดังกล่าวออกไปก่อน โดยคาดว่าจะมีการจัดแถลงชี้แจงใหม่อีกครั้งในสัปดาห์หน้าแทน 

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีอียังระบุด้วยว่า “มีความเป็นไปได้ที่ทรัมป์ และคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ จะเปิดฉากประชุมสุดยอดร่วมกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การพบปะครั้งนี้จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อข้อตกลงและปัจจัยต่าง ๆ เจรจาได้ลงตัวเรียบร้อยแล้วเท่านั้น” 

“สิ่งที่เป็นเรื่องชัดเจนก็คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้เกิดการเจรจา และตัวผมเองก็ต้องการให้เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน ซึ่งเรากำลังเดินหน้าประสานงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดทางให้การเจรจาระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ เกิดขึ้น”

ประธานาธิบดีอี กล่าว 

(Photo by ANDREW CABALLERO-REYNOLDS / AFP) 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์